เทพีน้ำค้างเหมันต์ ยืนนิ่งท่ามกลางม่านหมอก นัยน์ตาเยือกเย็นไม่ไหวติง ก่อนเหยียดฝ่ามือขึ้นสู่เบื้องบน
ทันใดนั้น แสงสีขาวนวลระยิบระยับก็พลันปะทุรอบกายนาง ปราณเหมันต์ที่บริสุทธิ์เย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมา แปรเปลี่ยนเป็นพายุหิมะโหมกระหน่ำ เกล็ดน้ำแข็งนับล้านพวยพุ่งเข้าสู่กลุ่มหมอกดำประดุจตัวต่อฝูงใหญ่ร่วมโจมตีใส่ศัตรูของมัน เพียงชั่วลมหายใจเดียวหมอกนั้นก็พลันแตกสลายเหลือไว้เพียงความว่างเปล่า
เสียงคำรามต่ำหลุดออกมาจากลำคอภูติไร้เงา ร่างของเขาสั่นสะท้านด้วยความหวั่นไหว แม้ใจยังเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด เขาตวาดเสียงดังก้อง “ข้า… จะไม่ยอมก้มหัวต่อผู้ใดทั้งสิ้น!”
สิ้นคำประกาศท้าทาย ฟ้ากลับสว่างวาบ สายฟ้าอัสนีสีเงินผ่าลงจากเบื้องบน เสียงฟาดสนั่นสะเทือนแผ่นดิน พลังเหมันต์กับอัสนีหลอมรวมกันพุ่งเข้าโจมตีภูติไร้เงาจนกระเด็นหงายหลังไป แต่ในห้วงเวลาอันคับขันเช่นนี้ ภูติไร้เงากลับมีสติร่ายเวทย์โบราณ ปรากฏเกราะเพชรดำห่อหุ้มกาย ดั่งเกราะอสูรแข็งแกร่งยิ่งกว่าหินผาใดๆ ประกายดำวับวาวน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
เทพีน้ำค้างเหมันต์ จ้องเกราะนั้นด้วยสายตาสงบนิ่ง แต่ภายในกลับสัมผัสได้ถึงพลังลึกลับบางอย่างที่กำลังตื่นขึ้นจากเบื้องลึกของจิตตนเอง ”นี่คือพลังอะไรกัน แต่ข้าจะมัวกังวลกับเรื่องนี้ไม่ได้” หลังจากตัดสินใจได้แล้วนางจึงหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนแสงแห่งวิญญาณบริสุทธิ์จะแผ่ซ่านออกมาจากร่างของนาง
ฉับพลันพื้นดินใต้เท้านางก็แปรเปลี่ยนเป็นเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ รัศมีแห่งหิมะสีขาวเงินปกคลุมไปทั่ว ม่านพลังเย็นยะเยือกดุจภูเขาน้ำแข็งพันปีโอบล้อมไว้ทั้งหมด
“เขตแดนเหมันต์…” นางเอ่ยในใจ รัศมีนั้นขยายออกปิดตายร่างภูติไร้เงาไว้ภายในเขตแดนจนไร้สิ้นหนทางที่จะหลบหนี
หมอกขาวเย็นกัดกินร่างของภูติไร้เงาช้าๆ ผิวหนังแตกเป็นรอยบาดจากน้ำแข็ง เกล็ดหิมะเกาะแน่นทั่วกาย ภูติไร้เงาแผดเสียงคำรามอย่างเจ็บปวด ตะบะบำเพ็ญสูญสลาย กลับกลายร่างเดิมคือ หมาป่าเงิน ตัวมหึมา ดวงตาแดงก่ำจ้องเขม็ง แต่ขาทั้งสี่เริ่มสั่นเทา เคลื่อนไหวเชื่องช้าเพราะถูกพันธนาการด้วยน้ำแข็ง
เสียงของเทพีน้ำค้างเหมันต์กังวานดังก้องไปทั่วเขตแดน
“เจ้าผู้สังหารเทพฟ้าดินโดยไร้ซึ่งความเมตตา… จงดับสูญไปท่ามกลางความเยือกเย็นนี้เถิด!”
นางกรีดนิ้ววาดยันต์กลางอากาศ สร้าง เข็มเหมันต์อัสนี เข็มน้ำแข็งที่เล็กเรียวแหลม และแข็งแรง ขึ้นทีละเล่ม แต่ทุกเล่มล้วนบรรจุประกายสายฟ้าอัสนีไว้ที่ปลาย ความคมกริบและพลังแฝงแผ่คลื่นกดดันจนผืนอากาศสะท้าน
เพียงสะบัดมือเบาๆ เข็มเหมันต์อัสนีนับสิบก็พุ่งแหวกอากาศ กระแทกเข้ากับเกราะเพชรดำ เสียงแตกเปรี๊ยะสะท้อนก้อง เกราะที่เคยอวดอ้างความทนทานกลับแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ หนึ่งในเข็มเหล่านั้นเจาะทะลวงเข้าที่อกซ้ายของหมาป่าเงิน จนสะท้านเฮือก เลือดสีดำกระอักออกมาพร้อมเสียงคำรามลั่น
ในวินาทีสุดท้าย หมาป่าเงินกัดฟันร่ายเวทย์ล่องหน กลืนร่างหายไปในความว่างเปล่า แล้วแทรกกายหลบหนีออกจากเขตแดนเหมันต์ออกมาได้ ทิ้งไว้เพียงเกล็ดน้ำแข็งแตกกระจายและเสียงสะท้อนก้องแห่งความพ่ายแพ้…
ณ พิภพวิญญาณ
ร่างหมาป่าเงินของภูติไร้เงาปรากฏขึ้นต่อหน้าองค์ชายใหญ่แห่งพิภพวิญญาณ เลือดสีดำไหลทะลักจากแผลที่ถูกเข็มเหมันต์อัสนีปักลึกอยู่ที่อกซ้าย เศษเกราะเพชรดำแตกร้าวกระจายเกาะติดทั่วกาย ร่างนั้นบอบช้ำจนแทบไม่อาจยืนหยัดได้ ริมฝีปากซีดเผือดสั่นระริก ก่อนเปล่งถ้อยคำสุดท้าย
“องค์ชาย… ข้า…”
สิ้นคำ ร่างหมาป่าเงินก็ดับสิ้นลง ดวงตาค้างแข็งเบิกโพรงด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้น ร่างนั้นแปรสภาพเป็นก้อนน้ำแข็งทีละน้อย จากนั้นก็ค่อยๆ ละลายจนกลายเป็นน้ำสีดำ
องค์ชายใหญ่ยืนนิ่ง จ้องมองซากหมาป่าเงินที่กำลังละลายด้วยแววตาอำมหิต ความโกรธเกรี้ยวพวยพุ่งดุจพายุคลุ้มคลั่ง แผนการแก้แค้นต่อสำนักเทพอัสนีย์พลันก่อกำเนิดในใจ รอวันปะทุออกมา
ณ กระท่อมชมพนาในยามนี้ช่างเงียบสงัด มีเพียงสายลมเบาๆพัดผ่านหน้าต่างไม้เล็กๆจนผ้าม่านปลิวไสว เทพีน้ำค้างเหมันต์อุ้มร่างหมดสติของเทพีเอวาเข้ามา วางลงในท่านั่งสมาธิบนเตียงไม้ นางนั่งซ้อนด้านหลัง ฝ่ามือประคองแผ่นหลัง รับรู้ถึงกระแสพลังมืดที่พันรอบหัวใจศิษย์สาวประหนึ่งอสรพิษรัดตรึงไว้
เทพีน้ำค้างเหมันต์หลับตา ระดมสมาธิแล้วส่งพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างเอวา คลื่นพลังอุ่นละมุนของนาง ค่อยๆ ซึมผ่านเข้าไปในทุกเส้นลมปราณ จนกระทั่งถึงจุดกำเนิดพลังมืด ทันใดนั้นพลังที่เคยกักขังกลับสลายวูบ นางลืมตาแผ่วเบา “เจ้าหมาป่าเงิน… คงสิ้นชีพแล้ว”
ร่างของเอวาสะท้านอย่างแรง นางกระอักของเหลวสีดำหม่นออกมา กลิ่นคลุ้งเหมือนซากศพผุพัง เมื่ออาเจียนออกมาจนหมดร่างกายก็ค่อยๆ อุ่นขึ้นกลับคืนสู่สภาวะปกติ
เปลือกตาของเอวาคลายออก หายใจเฮือกใหญ่ประหนึ่งได้ลมหายใจครั้งแรกในรอบหลายปี นางลืมตาฟื้นคืนสติขึ้นมาด้วยความงุนงง
“พวกเจ้าเป็นอย่างไรกันบ้าง?”
เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับร่างขององค์ชายรองที่ปรากฏขึ้นหน้าประตู เขาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีรีบร้อน น้ำเสียงแฝงความห่วงใย หลังฟังคำรายงานจากเทพีน้ำค้างเหมันต์ สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที
“นี่ต้องเป็นแผนของพี่ชายใหญ่แน่ เขาไม่มีวันหยุดเพียงเท่านี้ เจ้าทั้งสองจงระวังตัวให้มาก”
เทพีน้ำค้างเหมันต์ก้าวเข้าหาองค์ชายรอง แววตาจริงจัง “เมื่อครู่…ในขณะต่อสู้กับภูติไร้เงา ข้ากลับสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างในกาย นอกเหนือจากปราณเหมันต์ ปราณอัสนี และปราณวิญญาณที่ข้ามีอยู่แล้ว... พลังนั้นคล้ายถูกซ่อนเร้นมานาน มีเพียงหอเทพพิรุณเท่านั้นที่อาจจะไขความลับนี้ได้”
องค์ชายรองเจ้าวายุถึงกับนิ่งงัน หันไปมองเอวาที่เพิ่งฟื้น นางก็มีสีหน้าตกตะลึงไม่แพ้กัน เพราะการมีพลังมากกว่าสามชนิดในร่างเดียว ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคนี้
“เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า” องค์ชายรองกล่าวหนักแน่น แม้ดวงตายังแฝงความห่วงใย
เทพีน้ำค้างเหมันต์ยิ้มจางๆ เอื้อนถ้อยคำอ่อนโยน “ข้าเข้าใจดี เราเพิ่งแต่งงานกันไม่นาน ท่านพี่คงไม่ปรารถนาให้ข้าจากไป แต่การค้นพบครั้งนี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะปกป้องสำนักในวันข้างหน้า ข้าจะต้องปลีกวิเวกฝึกตนที่หอเทพพิรุณสักระยะนึง”
เจ้าวายุพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้น พี่กับเอวาจะร่วมกันดูแลสำนักแทนเจ้าจนกว่าการฝึกของเจ้าจะสิ้นสุด”
เทพีน้ำค้างเหมันต์โบกมือล่ำลา ก่อนก้าวออกจากระท่อมมุ่งหน้าสู่เส้นทางใหม่ ณ หอเทพพิรุณ