ในคืนนี้ไม่มีการวางเวรยามไว้คอยเฝ้าแคมป์ไฟเหมือนคืนก่อนๆ ชายหนุ่มพเนจรแนะนำให้เอาเลือดพวกกิ้งก่ายักษ์สาดเอาไว้รอบแคมป์ของพวกเขา กลิ่นสาบรุนแรงของพวกมันถือเป็นยาฉุนอย่างดี มันเป็นกลิ่นที่มีเอกลักษณ์มากที่สุดแห่งนักล่าในบรรดาห่วงโซ่อาหาร ไม่มีสัตว์ตนใด ริอาจเข้าใกล้เมื่อได้สัมผัสกลิ่นของพวกมัน เช่นนั้นจึงมั่นใจได้ว่า พวกเขาจะไม่ได้รับการจู่โจมจากตัวอะไรอีกต่อไปในหลายๆคืนที่ตั้งหลักพำนักอยู่ ณ ป่าแห่งนี้ งานเลี้ยงฉลองถูกจัดขึ้น เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่บรรดากองขบวนเกวียนทั้งหมดเคยจัดมา
"เอ้ จะว่าไป มีใครเห็นพ่อหนุ่มไคลม์บ้างหรือเปล่า หายไปตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้วจนถึงตอนนี้ข้ายังไม่พบหน้าเขาเลย"
หัวหน้าคณะเดินทางเอ่ยกับสองลูกจ้างขณะร่วมโต๊ะทานมื้อค่ำร่วมกัน ลิซาน่า รีอาร์และทาร่าเองก็เพิ่งสังเกตว่าเขาหายตัวไปได้ซักพักใหญ่ๆแล้ว
"ก็เห็นบอกว่าจะไปเขียนแบบแปลนไม่เหรอคะท่านพ่อ เจ้าตัวเองคงกำลังยุ่งอยู่กับแบบแปลนละมั้งคะ"
เด็กหญิงตอบ
"ไม่น่าจะใช่นะขอรับคุณหนู ก็เมื่อช่วงเย็น หมอนั่นยังไปอาบน้ำกับพวกข้าที่น้ำตกอยู่เลย เห็นบอกว่าแบบแปลนร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แถมยังส่งมอบให้กับหัวหน้างานช่างไม้ไปแล้วด้วย"
รีอาร์แย้งลิซาน่าพร้อมเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง
"หืมม ไปสนิทสนมกันตั้งแต่เมื่อไรกันยะ ถึงขั้นอาบน้ำด้วยกันได้เนี่ย ว่าแล้วเชียวหายไปไหนตอนช่วงเย็น ที่แท้ก็แอบไปจู๋จี๋กับกิ๊กหนุ่มกล้ามโตมานี่เอง รสนิยมใช้ได้เลยนะเจ้าเนี่ย"
ทาร่าเย้ามาด้วยสีหน้าเชิงหยอก รีอาร์ได้ฟังก็ถึงกับบ้วนเหล้าออกมาจากปาก มันเป็นจังหวะเดียวกันที่เขากำลังกระดกดื่มเข้าไปพอดี
"บ้าเหรอ คิดอะไรวิปริตไปได้ยายนี่"
"ฮ่าๆๆ เอาละๆ แสดงว่าเขาคงไปทำธุระอะไรแถวนี้นี่แหล่ะ พวกเราทานอาหารกันก่อนเถอะ เดี๋ยวก็คงมาร่วมโต๊ะเอง โอ๊ะนั่นไง ตายยากสะจริง พูดถึงก็มาโน้นแล้ว"
ทั้ง4หันไปมองยังทิศทางที่หัวหน้าคณะเดินทางบุ้ยปากบอก ร่างงามสง่าเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ สะท้อนกับแสงไฟยามค่ำคืน เผยให้เห็นความมันวาวของหนังหน้าอกกว้างหนาซึ่งทาเคลือบผิวด้วยเหงื่อบางๆหลังไปนั่งพิงไฟมา ทุกสัดส่วนล่ำสันสมชายชาตรีราวกับถูกปั้นแต่งโดยเทพแห่งศิลปะผู้ทรงภูมิก็มิปราณ บุรุษพเนจรสวมเสื้อกั๊กสีดำ นุ่ง กางเกงผ้าทรงขาก๊วยรัดด้วยผ้าเคียนเอวสีเดียวกันทั้งตัว เดินเข้ามาหากลุ่มของหัวหน้าคณะเดินทางโบกมือยิ้มให้มาแต่ไกล
"โต๊ะเต็มแล้วรึเปล่าขอรับ ขอข้านั่งร่วมด้วยอีกคนจะได้ไหม?"
"เชิญเลย เชิญเราเตรียมที่ไว้ให้เจ้าแล้ว"
หัวหน้าคณะเดินทางลุกขึ้นกำลังจะดึงเก้าอี้ให้เขาอย่างให้เกียรติ ชายหนุ่มเห็นการกระทำของคล็อกครัชก็รีบพุ่งเข้าไปตะครุบแย่ง กลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายลำบาก ทำอะไรไม่สมกับฐานะผู้นำกองเกวียน ทั้งคู่รู้สึกเกรงใจซึ่งกันและกันอยู่ไม่น้อย ด้วยมีบุญคุณต่อกันอย่างมากมายมหาศาล เมื่อพลาดจากการต้อนรับโดยการดึงเก้าอี้ให้คล็อกครัชเลยแก้ตัวโดยการหยิบเหล้าชั้นดีรินใส่แก้วให้กับเขาแทน ชายหนุ่มรับมาดื่มต่อโดยไม่รีรอเพื่อแสดงความขอบคุณ
"ได้ยินมาว่าแบบแปลนเสร็จเรียบร้อยแล้วเหรอ พ่อหนุ่ม?"
"ขอรับ เสร็จเรียบร้อยดีไม่มีปัญหาอะไรเลย ข้านำแบบส่งให้กับนายช่างใหญ่ประจำขบวนดูเรียบร้อยแล้ว วันพรุ่งนี้ช่วงเช้ามืดจะเกณฑ์คนไปตัดไม้เตรียมเอาไว้สำหรับต่อเกวียนคันใหญ่ให้กับท่านหัวหน้าขอรับ"
"ให้ข้าไปช่วยด้วยไหมไคลม์" ทาร่าเสนอตัว
"อย่าเลย พรุ่งนี้ตอนสายๆท่านต้องนำคนออกไปสำรวจเส้นทางล่วงหน้า พักผ่อนให้เพียงพอเถิด ลำพังข้ากับรีอาร์คุมงานไหวอยู่แล้ว"
ชายหนุ่มตอบ หญิงสาวลูกจ้างหันค้อนใส่สามีผมหยิกที่นั่งอยู่ข้างๆ อีกฝ่ายก็ไม่น้อยหน้าทำท่าทางแหย่กวนประสาทเล่นเห็นเป็นเรื่องสนุกที่นางโดนปฏิเสธ
"ใช่ซิ เดี๋ยวนี้เค้าสนิทกันมากกก"
ทาร่าแซวกัดฟัดพูดใส่
ทั้งหมดหัวเราะยกเว้นลิซาน่าที่ไมค่อยเข้าใจความหมายเท่าไรนัก งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ไม่มีอะไรมากเกินไปกว่าการสนทนาทั่วไปของชาวคณะ คล็อกครัชกำหนดเวลาให้ดื่มกันไม่เกิน3ทุ่ม ด้วยมีงานในวันพรุ่งนี้รอคอยทุกคนอยู่ ไคลม์กับรีอาร์ดื่มไม่เยอะมากจนเกินเพราะจะต้องคุมงานในตอนเช้า
มีคล็อกครัชเพียงคนเดียวที่ยกแก้วเหล้ากระหน่ำดื่มเข้าไปกระทั่งเมามายไม่ได้สติ เขาเฉลิมฉลองให้กับผลกำไรที่เพิ่มมากขึ้นจากการได้สินค้าชนิดใหม่ไปขาย พร้อมกับเล่าเหตุการที่เกิดขึ้นกับตัวเองในช่วงบ่ายให้ทุกคนฟังอย่างออกรส ทั้งหมดร่วมดื่มยินดีกับเขากระทั่งเวลาล่วงไปกว่าสามทุ่มตามกำหนดเวลา ทาร่าเป็นคนแรกที่ขอตัวกลับไปนอนก่อน ตามมาด้วยไคลม์ ทิ้งหน้าที่พาหัวหน้าคณะเดินทางกลับไปนอนให้กับรีอาร์การลิซาน่า ไม่นานเท่าไหร่นักทั้งกองขบวนเกวียนก็พากันสลบไสล เพราะอาการเมามายจากการดื่มเหล้าอย่างหนัก กระทั่งเวลาได้ผ่านเลยไปจนถึง9นาฬิกา
"ท่านรีอาร์ขอรับ ท่านรีอาร์"
เสียงแรกของเช้าวันใหม่ดังปลุกหัวหน้าคณะเดินทางให้ตื่นขึ้นจากที่นอน แสงแดดในยามสายส่องเข้ามาทางหน้าต่าง คล็อกครัชมีอาการ สะลึมสะลือเหมือนยังไม่สร้างเท่าไรนัก เป็นเสียงจากลูกจ้างคนหนึ่งที่ดังมาจากทางด้านนอกด้วยอาการตื่นเต้น คล็อกครัชรีบพยุงตัวเดินออกมาจากเกวียนที่พักเพราะเกรงมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น เปิดประตูออกมาพร้อมตะโกนถามไถ่เหตุการณ์ ก็เห็นคนงานกำลังยืนคุยกับรีอาร์และไคลม์ ชี้นิ้วไปทางด้านที่พวกทาร่าออกไปสำรวจตั้งแต่เช้า
"มีอะไรกันรึ เสียงดังโวยวายกันเชียว"
ทั้งสามคนหันมามองหัวหน้าคณะเดินทาง ก่อนจะวิ่งเข้ามารายงาน
"นายท่านฟื้นแล้วเหรอขอรับ ข้าว่าจะกำลังเข้าไปปลุกรายงานอยู่พอดี"
"อืม เล่นหลับไม่รู้เรื่องถึงสว่างเลยกี่โมงกี่ยามเข้าไปแล้วนี่ ว่าแต่ว่ามีเรื่องอะไรกันละ?"
"ทาร่าให้คนงานวิ่งมาบอกหน่ะขอรับ นางเข้าไปสำรวจเส้นทางตั้งแต่ข่วง7โมงเช้าแล้ว ดูเหมือนจะเจอของดีเข้าให้ในเขาวงกตนั้น"
"อะไร?"
"ข้าว่านายท่านไปดูด้วยตัวเองดีกว่าขอรับ พวกที่ไปสำรวจเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันจึงมาเรียกให้ไปช่วยดูอีกแรง ข้ากับไคลม์ก็กำลังจะไปพอดีเลย"
"ดีงั้นรอข้าซักเดี๋ยวนะ ขอไปปลุกลิซาน่าก่อน"
เมื่อทั้งหมดเตรียมตัวเรียบร้อยก็รีบออกเดินทางตามหลังรองหัวหน้าคณะไปทันที การเดินทางครั้งนี้ใช้ทาร์ซติดเขาเหล็กเป็นภาหะนะ2ตัว ลิซาน่านั่งกับคล็อกครัช รีอาร์นั่งซ้อนท้ายไคลม์ ทั้ง4คนมุ่งหน้าเข้าไปยังกำแพงหินสูงสองข้างทางอันเป็นเส้นคดเคี้ยวและหักศอกอยู่หลายจุด อาศัยเดินตามรอยเชือกที่ผูกรั้งท้ายขบวนที่ล่วงหน้าไปก่อนเป็นเครื่องนำทาง
เข้ามาลึกประมาณหลายสิบโค้ง แต่ละจุดมีพืชหลากหลายชนิดทั้งที่ดูเหมือนดอกไม้กินแมลงและหม้อข้าวหม้อแกงลิงอันขึ้นเขียวชะอุ่มอยู่ตามชะง้อนหินบางจุด ในทุกๆจังหวะที่พวกเขาเคลื่อนผ่านดูคล้ายว่าพืชเหล่านั้นจะขยับตามเหมือนกับจ้องมองหันคอเอียงเข้าหาในทุกๆอริยาบท
แต่ละโค้งมีลักษณะเป็นช่องเขาแคบ ทั่วทั้งกำแพงและตลอดเส้นทางเดินปูด้วยพรมเขียวจากมอสซึ่งขึ้นคลุมชะอุ่มน้ำอยู่ตลอดแนว มีพงเฟรินขนาดเล็กอยู่ประปราย ต้นไม่ใหญ่มากเหมือนตรงทางเข้าซึ่งดูเป็นป่าขนาดย่อม ทั้งสี่คนลัดเลาะเข้ามาจนถึงส่วนปลายสายของเชือกยาวที่เป็นต้นทางมันถูกมัดติดกับบั้นท้ายของเจ้าสัตว์ลากเกวียนตัวใหญ่ ซึ่งขณะนี้กำลังยืนเล็มเคี้ยวหญ้าอยู่เต็มปาก มันหันหน้ามามองเหล่าผู้มาเยือนใหม่ซักพักก่อนหันไปสนใจยอดอ่อนของต้นเฟรินเบื้องล่างอีกรอบ
"อยู่นี่เองเจ้าตัวบอกทิศ ดูมันสิ จะรู้ไหมว่าคนเขากำลังวุ่นวายกัน เคี้ยวหญ้าซะเพลินไม่สนใจใครเลยฮ่าๆๆ นี่ถ้าลองไม่มีเชือกนำทางพวกเราคงจะหลงเป็นแน่ เขาอะไรคดเคี้ยวชะมัดเลย"
หัวหน้าคณะเดินทางเปรยขณะขี่ผ่านเจ้าตัวอ้วน หันมองดูมันด้วยความหมั่นไส้เล็กน้อย
"ตามจริงทาร่าน่าจะเขียนเป็นลูกศรบอกทางเอาไว้หน่อยก็ดีนะ เผื่อเกิดอะไรขึ้นแล้วเจ้าตัวที่ถูกมัดเชือกทิ้งสัญลักษณ์ไว้เกิดหลุดหนีไปทำเชือกขาดละก็ คราวนี้หละ จะหลงกันหาทางออกไปไม่ได้แน่"
รีอาร์บ่นด้วยความเป็นห่วง
"เอาน่า เธอคงคิดจะทำอยู่หรอก แต่คงรอให้พบเส้นทางที่ถูกต้องจริงๆเสียก่อน เดี๋ยวจะมั่วไปหมด"
ไคลม์กล่าวกับสหาย ไม่มีใครพูดอะไรกันอีกหลังจากนั้น
ถัดไปไม่ไกลนัก มีฝูงทาร์ซอีกจำนวนหนึ่งถูกล่ามไว้ตามโขดหินปล่อยให้กินหญ้าตามอัธยาศัย ไคลม์สอดส่องสายตาไปรอบๆโดยเร็ว แต่ไม่พบความผิดปกติในบริบทรอบข้างที่ชำเลืองมองผ่าน ตรงด้านขวามีพงเฟรินสูงเสมออกตั้งพุ่มอยู่เป็นดงขนาดใหญ่ รกชัดลึกเข้าไปในเวิ้งเข้าสูงชะลู่เหมือนกับแอ่งน้ำรูปวงกลมเมื่อสังเกตุจากมุมสูงด้านบน ทั้งสี่หยุดเคลื่อนที่พยายามมองหาพวกลูกจ้างที่เข้ามาสำรวจก่อนหน้าแต่ก็ไร้วี่แวว รีอาร์ตะโกนเรียกภรรยาสาวโดยหันหน้าเข้าไปในพงไม้ใหญ่ตามที่กล่าวมาข้างต้น
"ทาร่า เจ้าอยู่ไหนหน่ะ"
"ทางนี้เจ้าทึ้ม"
มีเสียงขานรับมาจากภายใน ทั้ง4กระโดดลงจากหลังสัตว์พาหะนะจูงมันเดินไปข้างหน้า เมื่อขยับเข้าไปใกล้ก็พบว่าต้นเฟรินถูกถางออกเป็นทางยาวด้วยมีด ตัดลึกเป็นทางเดินเข้าไปด้านใน ทาร่าร้องตอบกลับมาขอให้ทั้งหมดตามเข้าไปสมทบโดยด่วน รีอาร์รับเชือกจากไคลม์และเจ้านายอาสานำไปผูกไว้ตรงโขดหินข้างๆกับตัวอื่นๆ ก่อนที่ทุกคนจะเดินตามเข้าไป
ลำดับการเดินบุก ถูกนำโดยยชายหนุ่มพเนจร ลิซาน่า คล็อกครัชและรีอาร์เดินปิดท้ายขบวน ไคลม์หยิบกิ่งไม้จากบริเวณรอบๆเป็นเครื่องมือใช้สำหรับแหวกพงหญ้ารกที่ขวางทางด้านหน้า แม้มันจะถูกแพ้วถางไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงปกปิดทางอยู่มากจำนวนหนึ่ง ทั้งสี่ก้าวเท้าเดินอย่างระมัดระวังพยายามสอดส่องรอบข้างโดยระเอียด หัวหน้าคณะเดินทางกอดปืนแน่นแนบอกเตรียมพร้อมลั่นไกทุกขณะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อเข้ามาประมาณ30เมตร โผล่พ้นพงหญ้าสูงก็พบเข้ากับกลุ่มของหญิงสาวที่กำลังนั่งพักรออยู่บนโขดหินสีเขียวขนาดใหญ่หลายก้อน มีต้นมะพร้าวโบราณขนาดเล็กงอกเป็นกอนับสิบกั้นระหว่างหินแต่ละก้อน รอบนอกมีหญ้าเขียวสดต้นใหญ่และไม้เลื้อยเถาวัลพันอยู่หลายเส้นถักทอม้วนรอบเป็นวงกลม
"ข้านึกว่าพวกเจ้าจะพานายท่านหลงไปทางอื่นเสียแล้ว ดูสิพวกเราเจออะไรเข้าให้"
ลูกจ้างสาวใช้ปลายหอกเคาะก้อนกลมที่นั่งทับอยู่เบื้องล่าง เส้นผ่าศูนย์กลางรอบวงพอๆกับรถเก๋ง1คัน สีเขียวสดมีมอสขึ้นปกคลุมตลอดทั้งก้อน ส่งเสียงดังกลวงเหมือนถังน้ำที่ภายในมีของเหลวไม่มากนัก เธอใช้คมของอาวุธในมือขูดเอาคราบพืชขนาดเล็กออกเป็นแผ่น เผยให้เห็นสีขาวขุ่นปนเหลืองลักษณะแข็งไม่มากทั้งยังเปราะเมื่อสังเกตุดูและสัมผัสอย่างใกล้ชิด
ไคลม์เข้าไปจับลูบดู ใช้เล็บขูดออกมาใส่มือ มันมีลักษณะคล้ายผงแคลเซียมอย่างดี ไม่มีส่วนผสมของเศษทรายหรือหินตามที่เข้าใจว่าเป็นเช่นนั้นแต่แรก เขาพินิจมอง ดมกลิ่น และชิมด้วยการเลีย ก็พบว่าสิ่งนี้ไม่ใช่กองหินที่ขลุกกันอยู่ตามที่เข้าใจแน่ชัดมากขึ้น บุรุษพเนจรหันมายิ้มให้หัวหน้าคณะเดินทางและลูกจ้างหนุ่มซึ่งยืนอยู่ใกล้ถัดออกไปไม่ไกล
"มันคืออะไรรึพ่อหนุ่ม?" คล็อกครัชถาม
"การันตีได้ว่า พวกที่เราเห็นทั้งหมดนี้คือไข่ขอรับ"
"ไข่รึ?" รีอาร์ถามย้ำ ไคลม์พยักหน้า
"ใช่จริงๆด้วยสินะ"
ทาร่าเอ่ย เธอเองก็คิดว่าเป็นเช่นนั้นตั้งแต่แรกแต่ไม่กล้าฟันธงกระทั่งชายหนุ่มยืนยันให้
"บ๊ะ ไข่ของสิ่งมีชีวิตอะไรจะใหญ่โตขนาดนี้ เกิดมาข้าไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนเลย"
คล็อกครัชอุทานเดินเข้าไปใกล้ใช้มือลูบพิจารณาอย่างใกล้ชิด
"เห็นทีจะมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นขอรับท่านหัวหน้า"
"อะไรรึพ่อหนุ่ม"
"ก็ไอ้ตัวที่พวกเราเพิ่งซัดไปกับมันเมื่อวานนี้ไงขอรับ"
สีหน้าทุกคนดูตกใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ฟังเมื่อได้ฟังคำของชายหนุ่มพเนจร บรรดาลูกจ้างที่มาสำรวจซึ่งขึ้นไปนั่งอยู่บนก้อนทรงกลมขนาดใหญ่ก่อนหน้านี้ ทั้งกระโดด กระทืบ หรือพยายามกลิ้งผลักให้มันเคลื่อนที่ ถึงกับหน้าถอดสีกันยกใหญ่ต่างค่อยๆขยับตัวกระโดดลงมาจากเจ้าก้อนกลมยักษ์อย่างระมัดระวังและสำรวมอาการ
ทาร่าเธออึ้งไปชั่วขณะรีบแจ่นเข้าไปยืนเกาะแขนสามีเมื่อทราบความจริงเข้าให้ ทั้งหมดต่างประทับปืนขึ้นสอดส่องสายตาไปรอบด้านเฝ้าระวังภัยเพราะเกรงว่ารอบๆที่แห่งนี้จะถูกเฝ้าด้วยสิ่งมีชีวิตตัวใหญ่ขนาดยักษ์ดั่งเช่นที่เคยเผชิญมา ต่างค่อยๆถอยมารวมกลุ่มหันหลังชนกัน เฝ้าจับตามองรอบทิศด้วยความระแวดระวังอย่างถึงที่สุด
"ให้ตายเถอะ ทำเป็นมานั่งเล่นใจเย็นอยู่ได้ เป็นยังไงล่ะ มาคราวนี้ไม่เห็นเก่งเหมือนตอนแรกเลย"
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง