“แข็งแกร่งมาก นี่สินะขอบเขตพลังของนักสู้ขั้นหก เขาแทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรก็กระโดดออกไปไกลกว่าสิบเมตร พลังหมัดของเขาจะต้องรุนแรงมากแน่ๆ น่ากลัวเกินไปแล้ว”
กลุ่มนักเรียนตกใจไปตามๆ กัน พิจารณาดูแล้ว โจวไท่อันสามารถสยบทุกคนได้ด้วยการเคลื่อนไหวครั้งเดียว ช่องว่างระหว่างอัจฉริยะกับคนธรรมดา ไม่สามารถนำมาเทียบกันได้จริงๆ
“คิดดูสิ ตอนที่เขาบอกให้พวกเราหลีกทาง ไม่ใช่ว่าเขาจะขึ้นลานประลองจากตรงนั้นไม่ได้ แต่เป็นเพราะว่าเขากลัวแรงอัดจากการกระโดดจะทำให้พวกเราบาดเจ็บ ราชาของเราเป็นคนดีอะไรเช่นนี้”
นักเรียนหญิงคนหนึ่งกล่าวชมด้วยความคลั่งไคล้
“เขาดูเป็นสุภาพบุรุษจัง ใส่ใจความรู้สึกคนอื่นเสมอ”
“แฟนฉันนี่สุดยอดจริงๆ เขาคู่ควรกับตำแหน่งราชาของโรงเรียนเรา”
“เขาเป็นสุภาพบุรุษ สมแล้วที่เป็นราชาของโรงเรียน”
“โจวไท่อันคือบุคคลต้นแบบของโรงเรียนเราเชียวนะ ฉันตกหลุมรักเขาเข้าแล้วละสิ ทุกวันนี้ที่นอนไม่หลับก็เพราะมัวนึกถึงแต่หน้าเขา”
นักเรียนหลายคนส่งเสียงชื่นชมโจวไท่อันไม่หยุุดปาก
ในขณะเดียวกันเซี่ยปิงที่อยู่ท่ามกลางผู้คนก็กำลังเดินไหล่ตกอย่างขี้เกียจ เขาเดินได้ครู่หนึ่งก็มีกลุ่มนักเรียนรอบๆที่เห็นเขาทันที
เซี่ยปิงไม่สนใจ เขาเดินไพล่หลังฝ่าฝูงชนด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อย จนนักเรียนที่อยู่รอบๆ เริ่มสังเกตเห็นเขา
“เจ้านี่มันเป็นอะไรของมัน ไม่มีมารยาทเลยรึไง คิดจะฉวยโอกาสนี้แอบเข้าไปที่นั่งของผู้เข้าชม เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากฏคืออะไร” หนึ่งในนักเรียนแสดงความไม่พอใจ คิดว่าเซี่ยปิงอาศัยช่วงชุลมุนแย่งที่นั่งของคนอื่น เนื่องจากมีคนเข้ามาชมการแข่งขันเยอะเกินไป การหาที่นั่งสักที่จึงเป็นเรื่องยากมาก
ดังนั้นใครที่มาเป็นกลุ่มแรกๆ จะมีที่นั่ง ใครมาทีหลังก็ต้องยืนอยู่ข้างนอก รับชมการถ่ายทอดสดผ่านแพลตฟอร์มบนโทรศัพท์ ซึ่งแน่นอนว่าอรรถรสที่ได้ย่อมแตกต่างจากการนั่งชมติดขอบสนาม
นักเรียนอีกคนหนึ่งพูดว่า “นายดูดีๆ เขาไม่ใช่คนที่เข้ามาดูการแข่งขัน แต่เขาเป็นคู่ต่อสู้ของโจวไท่อัน”
“เดี๋ยวก่อน….ไอ้หมอนี่คือเซี่ยปิงเหรอ”
เสียงฮือฮาดังมาจากกลุ่มนักเรียน พวกเขาพากันมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพราะว่าเขาคือแฟนหนุ่มของเจียงหย่าหรูในข่าวลือ และเป็นมารหัวใจตัวฉกาจของโจวไท่อันในตอนนี้ ต่างว่ากันว่า เพื่อจัดการกับเซี่ยปิง โจวไท่อันลงทุนใช้เส้นสายในโรงเรียนเพื่อเปลี่ยนหมายเลขการแข่งขัน เพียงเพราะต้องการมอบบทเรียนชีวิตอันลึกซึ้งแก่เซี่ยปิง
ส่วนกลุ่มคนที่เข้ามาร่วมชมศึกครั้งนี้ ต่างอยากรู้เกี่ยวกับผู้สร้างตำนานอย่างเซี่ยปิงก็เท่านั้น
“เขาไม่เห็นมีอะไรพิเศษเลยนี่ ข่าวลือเกินจริงไปมาก ดูสิพื้นฐานการต่อสู้เขายังไม่มั่นคงเลย เนี่ยนะเหรอสารเลวผู้ยิ่งใหญ่ พูดก็พูดเถอะ อย่างเขาเนี่ยนะจะเป็นคู่ต่อสู้ของโจวไท่อัน ตลกชิบเป๋ง”
“ก็ใช่ไง เขายังขาดคุณสมบัติหลายอย่าง แต่โจวไท่อันต้องการเจอเขาเพื่อเป็นการเตือน”
“เทพธิดาเจียงหย่าหรูไม่ได้อยู่ระดับเดียวกับเขา เด็กเวรนี่ไม่ควรยุ่งกับเธอตั้งแต่แรก”
“เจ้าโง่นี่น่าสงสารจริงๆ ไปมีเรื่องกับใครไม่ว่า แต่ดันไปมีเรื่องกับโจวไท่อัน”
“หรือว่าพี่ใหญ่โจวจะมีเป้าหมายอื่น อย่างการเชือดไก่ให้ลิงดู และใช้โอกาสนี้เพื่อเตือนคนอื่นๆ ที่คิดเข้ามาวุ่นวายกับเจียงหย่าหรูว่าจะต้องเจอผลลัพธ์แบบไหน”
“เฮ้อ….น่าเสียดายนะ หลังจากวันนี้ไปฉันคงไม่มีโอกาสได้พบเซี่ยปิงอีก”
สายตาจากนักเรียนนหลายสิบคู่มองเซี่ยปิงที่กำลังเดินเข้าสนามประลอง พวกเขาไม่คิดว่าเซี่ยปิงจะมีโอกาสชนะ โจวไท่อันเปรียบเสมือนราชาในโรงเรียนมัธยม ระดับการฝึกฝนอยู่ในขอบเขตนักสู้ขั้นหก ความแข็งแกร่งของเขาอย่างน้อยก็อยู่ในสิบอันดับแรกของโรงเรียน คำถามคือ คนธรรมดาๆ คนหนึ่งจะเป็นคู่ต่อสู้กับเขาได้อย่างไร
ต่อให้เจ้านี่จะดวงดีได้ครองใจเทพธิดาของโรงเรียนด้วยคำพูดหวานหู แต่ความแข็งแกร่งต้องแยกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ความสามารถในการหลอกลวงผู้หญิงเพียงอย่างเดียวใช้ทำอะไรไม่ได้
หลายคนจึงคิดว่า หลังจากเริ่มการประลอง เซี่ยปิงคงโดนโจวไท่อันอัดจนเดี้ยงด้วยหมัดเดียว
เซี่ยปิงก้าวเข้าสู่สนามประลอง การเคลื่อนไหวของเขาดูธรรมดาไม่มีแรงกดดันใดๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าโจวไท่อัน ซึ่งห่างกันแค่ห้าถึงหกเมตร
โจวไท่อันยกมือกอดอกมองไปที่เซี่ยปิงด้วยสายตาเย็นชา “ไม่คาดคิดว่าแกจะกล้ามาจริงๆ ฉันนึกว่าจะวิ่งไปพร้อมกับหางที่ห้อยอยู่กลางหว่างขา ยังดีที่มีความกล้าอยู่บ้าง”
“แต่อย่าคิดว่าฉันจะออมมือให้ ฉันเคยบอกกับแกไว้ว่า ฉันจะสอนบทเรียนให้แกเห็นถึงความแตกต่างระหว่างคนธรรมดากับอัจฉริยะ และระหว่างเรามันมีช่องว่างที่ไม่อาจข้ามผ่านได้”
“มีบางสิ่งบางอย่างในโลกนี้ที่คนอย่างแกไม่สามารถแตะต้องได้”
“ถ้ากัดฟันและหลับตาลง มันพอจะช่วยให้ลดอาการบาดเจ็บของร่างกายได้ ไม่อย่างนั้น กระดูกทุกขดทุกซี่ในตัวของแกจะถูกหักจนครบในพริบตาเดียว นี่คือคำแนะนำจากฉัน”
เจตนาฆ่าอันรุงแรงแฝงอยู่ในคำพูดของโจวไท่อัน
“พล่ามจบหรือยังหา! จะว่าไปสงป้าเทียนก็พูดแบบนี้กับฉันเหมือนกัน แต่แล้วอย่างไรต่อ โดนฉันซัดไปหมัดเดียวเอง ถูกหามออกไปเหมือนสุนัขตาย นอนซมรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลตั้งกี่วันนะ”
เซี่ยปิงพูดอย่างสบายๆ ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรสักนิด
“สงป้าเทียนเป็นใคร เขาไม่มีคุณสมบัติพอที่จะมาเทียบกับฉัน—โจวไท่อัน”
โจวไท่อันเอ่ยหัวเราะ “ฉันโจวไท่อัน เปิดเส้นลมปราณทั้งหกเส้นแล้ว ระดับการฝึกฝนอยู่ในขอบเขตนักสู้ขั้นหก ฝึกทักษะการต่อสู้ขั้นกลาง วิชาหมัดห้าขุนเขา จนบรรลุขั้นสมบูรณ์แบบ และความแข็งแกร่งของฉันอยู่ในสิบอันแรกของโรงเรียนนี้”
“เช่นนี้แล้ว สงป้าเทียนนับเป็นตัวอะไร เขาก็แค่อันธพาลที่หลงระเริงในพละกำลังอันน้อยนิดของตัวเอง เหตุที่ฉันไม่เคยยุ่งด้วย เพราะเขาไม่มีพลังอำนาจพอที่จะคุกคามฉันได้ เราจึงปล่อยให้มันกร่างไปทั่วโรงเรียนจนถึงทุกวันนี้”
“คนธรรมดาอย่างแก ยังติดอยู่ในวิสัยทัศน์คับแคบ จึงไม่เข้าใจว่าโลกของผู้ฝึกฝนนั้นเป็นแบบไหน เมื่อสามปีที่ก่อน ฉันมีโอกาสได้เป็นศิษย์ของผู้เชี่ยวชาญระดับนักรบ และเข้าร่วมกับสำนักยุทธ์หวู่เหว่ย”
“ฉันได้ต่อสู้และฝึกฝนกับศิษย์ในสำนัก พัฒนาทักษะหมัดของตัวเอง ยังได้ติดตามอาจารย์ออกไปฝึกฝนนอกพื้นที่ เผชิญหน้ากับสัตว์อสูร ผ่านความบาดเจ็บนองเลือด ประสบการณ์ตรงนั้นทำให้ฉันก้าวเป็นนักสู้ขั้นหกได้อย่างรวดเร็ว”
“สำหรับดอกไม้ในเรือนกระจกอย่างแก พื้นฐานการฝึกฝนอยู่ในระดับนักสู้ขั้นสี่ หรือต่อให้ทะลวงขึ้นมาถึงขั้นหก แต่ความแข็งแกร่งของแกไม่สามารถเทียบกับฉันได้”
“หากเป็นการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิต การฆ่าแกก็ง่ายเหมือนเหยียบมดตัวหนึ่ง”
แต่ละประโยคของโจวไท่อันแสดงถึงความมั่นใจอย่างล้นหลาม
“อาจารย์”
โจวไท่อันหันหน้าไปทางอาจารย์ที่รับหน้าที่เป็นผู้ตัดสิน “ช่วยประกาศเริ่มการแข่งขันด้วย ฉันไม่อยากจะเสียเวลาไปมากกว่านี้แล้ว ยังมีเรื่องอื่นที่จะต้องไปทำอีกเยอะ หวังว่าอาจารย์จะเข้าใจ”
“เอาล่ะ เริ่มการประลองได้”
อาจารย์พยักหน้า และประกาศเริ่มการประลองทันที
“ไอ้เด็กน้อย! นี่คือความแข็งแกร่งที่แท้จริง ลองสัมผัสมันด้วยตัวเอง และจดจำความรู้สึกนี้ไว้ให้ดี แม้แต่ครูในโรงเรียนก็ไม่สามารถสอนแกได้ กล้าแตะต้องคนของฉันโจวไท่อันก็ต้องรับผลจากการกระทำ”
กล่าวจบ โจวไท่อันก็เริ่มเคลื่อนไหว เขากระทืบเท้าอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังปังสนั่นพื้น และร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปราวกับภูเขาลูกใหญ่ที่ไม่อาจข้ามผ่าน อัดแน่นไปด้วยคลื่นพลังแห่งการครอบงำ แผ่รัศมีอันแข็งแกร่งทรงพลังอย่างไม่มีใครเทียบได้
ทักษะระดับกลาง—หมัดห้าขุนเขา!