ตอนที่ 63 คำเตือน
ฟู่เยี่ยนไม่รู้เลยว่าฟู่ต้าจวงกำลังพาพี่รองของเธอขึ้นไปบนภูเขาอีกครั้งเพื่อขนเนื้อแกะและตอนนี้เธอก็กำลังนับเหล้าที่จะให้กับจางเหว่ยอยู่
ซึ่งจางเหว่ยนั้นเป็นมืออาชีพในด้านการค้าขายอยู่แล้วและแน่นอนก่อนที่เขาจะมาขนเหล้าไป ตอนนี้ได้มีคนจองมากกว่าสิบคนแล้วซึ่งแต่ละคนยังสั่งเหล้าหลายถังอีกด้วย
ฟู่เยี่ยนมองไปยังเหล้าที่ถูกบ่มอยู่ในดินแดนต่างมิติของเธอก่อนจะเด็ดองุ่นที่เหลือเพียงลูกเดียวออกมา ตอนนี้องุ่นของเธอถูกเก็บจนหมดแล้วซึ่งมันจะให้ผลผลิตในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า
เธอคิดว่าตอนนี้ต้องเพิ่มการผลิตให้มากขึ้นคงต้องฝากเอาไว้กับพ่อและแม่ของเธอซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่าบนโลกใบนี้จะมีคนที่ฝึกอภิปรัชญาเหมือนกับคุณย่าของเธออีกหรือเปล่า
ตอนนี้รสชาติเหล้าของเธอเป็นรสชาติที่ไม่เคยมีในโลกนี้มาก่อนซึ่งมันน่าจะเป็นเพราะองุ่นที่ถูกปลูกในดินแดนต่างมิติทั้งยังถูกบ่มเอาไว้ในดินแดนต่างมิติอีกด้วย
แต่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีคนสังเกตเห็นถึงสิ่งนี้ทุกกรรมวิธีในการทำจะต้องถูกทำข้างนอก
ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้วางแผนที่ทำเหล้าในสวนหลังบ้านของเธอแทน
ตอนนี้จางเหว่ยได้เอาเหล้าทั้งหมดที่มีไปแล้วจึงทำให้ที่บ้านของฟู่เยี่ยนไม่เหลือเหล้าเลยแม้แต่หยดเดียวส่วนเหล้าขาวที่มีอยู่ยังคงต้องใช้เวลาบ่มถึงสองเดือนและก่อนหน้านี้เหล้าที่จางเหว่ยได้ชิมคือเหล้าที่ฟู่เยี่ยนได้ทำในดินแดนต่างมิติของเธอนั่นเอง
เมื่อได้ยินว่ามีเหล้าเหลือแค่ 500 ชั่งเท่านั้นจางเหว่ยก็ได้เม้มริมฝีปากพร้อมกับสีหน้าที่เป็นทุกข์เพราะมันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของเขานั่นเอง !
“มีแค่ 500 ชั่งเองเหรอถ้าอย่างนั้นเราคงต้องขึ้นราคาแล้วล่ะ ฉันจะต้องขายเหล้าหนัก 500 ชั่งให้ได้เงินเท่ากับขายเหล้าหนัก 800ชั่งถึงจะคุ้ม ! ” ฟู่เยี่ยนยังไม่ทันจะพูดอะไรเธอก็ได้ยินจางเหว่ยพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
สิ่งนี้คือความสามารถพิเศษของเขา !และความคิดทั้งหมดนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาแทบจะทันทีเลยด้วยซ้ำ
“อาจารย์ฟู่ ถ้าอย่างนั้นคงต้องขอตัวกลับก่อนเอาไว้ฉันจะกลับไปบอกคุณปู่ว่าเหล้าพวกนี้เป็นผลผลิตสุดท้ายของปีและเหลือเพียงเท่านี้แล้ว ฉันจะขายมันในราคาชั่งละ 25 หยวนเพราะมันจะไม่สามารถหาได้ที่ไหนอีกแล้ว ! ”
จางเหว่ยกลับบ้านพร้อมจักรยานและข้าวของต่าง ๆเต็มคันรถ เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาก็พบว่านายกเทศมนตรีจางไม่ได้อยู่ที่นี่ดังนั้นจางเหว่ยจึงได้เอาขาหมูป่าเข้าไปเก็บในครัวก่อนจะขึ้นไปชั้นบนของบ้านเพื่อโทรหาปู่ของเขา
“คุณปู่ครับ ตอนนี้มีเหล้าเหลืออยู่ไม่มากแล้วดังนั้นราคาของมันจึงได้ขยับขึ้นตามไปด้วยพวกเขาบอกว่าตอนนี้ราคาของมันจะอยู่ที่ชั่งละ 25 หยวนครับเนื่องจากเหล้าทั้งหมดนี้เป็นผลผลิตสุดท้ายของปีแล้ว หากต้องการที่จะซื้อมันอีกก็คงต้องเป็นปีหน้าเลย ! ”
ด้วยความที่ปู่ของจางเหว่ยเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้วดังนั้นเขาจึงได้รีบโทรไปบอกกับเหล่าเพื่อนเก่าของเขาทันทีทำเอาชายชราหลายคนถึงกับบ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้กันเลยทีเดียวแต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่พวกเขานอนหลับอย่างเต็มอิ่มรวมไปถึงอาการป่วยและการบาดเจ็บต่าง ๆ ได้บรรเทาลงหลังจากที่ได้ดื่มเหล้านี้เข้าไปอารมณ์ของพวกเขาก็ได้ผ่อนคลายลง และยอมรับเรื่องนี้ได้ในที่สุด
ในตอนนี้ จางเหว่ยกำลังรอด้วยท่าทีที่สบาย ๆผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง เสียงของโทรศัพท์ก็ได้ดังขึ้น ซึ่งหลังจากที่รับสายเขาก็มีเสียงปู่ของเขาดังขึ้นมา
“เฮ้ เสี่ยวเหว่ย เรื่องราคาของเหล้าไม่มีปัญหาอย่าเพิ่งขายเหล้าชุดสุดท้ายของปีให้กับคนอื่นไปจนหมดนะ ปู่จะซื้อมัน 50 ชั่ง ห้ามขาดแม้แต่น้อย หากให้มันมาไม่ครบล่ะก็ ปู่จะไปถลกหนังของแก ! ”
“อย่ากังวลไปเลยครับคุณปู่ ! ผมจะจัดการเรื่องนี้ให้กับคุณปู่เอง !ดูแลตัวเองดี ๆ นะครับ เอาไว้สุดสัปดาห์นี้ผมจะเอามันไปให้คุณปู่คุณปู่ช่วยบอกคุณย่าให้ผมด้วยนะครับว่าผมอยากกินบะหมี่ฝีมือคุณย่า !รบกวนคุณย่าเตรียมมันให้ผมด้วยนะ ! ” หลังจากที่พูดจบจางเหว่ยก็ได้วางสายโทรศัพท์ก่อนจะเดินลงไปยังชั้นล่างอย่างอารมณ์ดี
แม้ว่าในปีนี้จางเหว่ยจะทำเงินได้มากมายแล้วก็ตามแต่เขาก็ยังคงวางแผนที่จะไปยังเมืองหลวงเพื่อขยายธุรกิจยันต์แคล้วคลาดเพิ่มเพราะตอนนี้ธุรกิจในเมืองของเขาเริ่มอิ่มตัวแล้ว
ขณะที่เขากำลังฮัมเพลงพร้อมกับเดินลงบันไดมาอย่างอารมณ์ดีอยู่นั้นนายกเทศมนตรีจางก็ได้เปิดประตูเข้ามาพอดี
“พ่อครับ เย็นนี้เรามีขาหมูป่าด้วยล่ะครับ วันนี้ผมจะเข้าครัวทำอาหารเองผมได้เรียนรู้วิธีทำทุกอย่างมาแล้ว เลยคิดว่าจะลองทำดูสักหน่อย ! ” ขณะที่พูดนั้นจางเหว่ยก็ได้พับแขนเสื้อขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปในครัวทันทีเพื่อพาตัวเองออกไปให้ห่างจากพ่อที่กำลังจะถามบางอย่างจากเขา
เมื่อนายกเทศมนตรีจางเห็นเช่นนั้นเขาก็ได้กลืนคำพูดต่าง ๆ นานาของเขาลงไป ลืมมันไปเสียเถอะไม่ว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ในฐานะของพ่อ เขาก็พร้อมที่จะสนับสนุนลูกชายอยู่ดี
อีกด้านหนึ่งฟู่ต้าจวงและฟู่เซินก็ได้เดินมาถึงหลุมกับดักแล้วซึ่งตอนนี้จู่จื่อยังคงนั่งอยู่ที่ก้นหลุม เขาเงยขึ้นมาเห็นฟู่ต้าจวงพอดี
“พะ... พี่รอง ทำไมพี่ถึงมาที่นี่ได้ล่ะครับ ? ” จู่จื่อหมดสติไปทันทีที่เขาตกลงมายังหลุมพรางนี้ซึ่งเขาเองก็เพิ่งตื่นเช่นกัน จึงดูมีท่าทีที่งุนงงอยู่เล็กน้อยและทันทีที่เขาลืมตาขึ้นมาก็เห็นฟู่ต้าจวงเข้าพอดีทำให้หัวใจของจู่จื่อนั้นหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเพราะความตกใจ
ความชอบธรรมอันน่าเกรงขามของฟู่ต้าจวงทำให้จู่จื่อรู้สึกไม่สบายใจและหวาดกลัว
“นายยังมาที่นี่ได้เลย แล้วทำไมฉันถึงจะมาที่นี่บ้างไม่ได้ ? ว่าแต่นายเถอะ ลงไปอยู่ในนั้นทำไม ? ” ฟู่ต้าจวงเอ่ยถามออกไปอย่างไม่ได้คิดอะไร
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่ไม่มีอะไรทำ ก็เลยมาเดินเล่นบนภูเขาเลยเผลอพลัดตกลงมาในหลุมนี้ครับ”จู่จื่อไม่กล้าพูดว่าที่เขาตกลงมาในหลุมพรางแห่งนี้เป็นเพราะแอบสะกดรอยตามฟู่เซินและฟู่เยี่ยนมา
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันไม่รบกวนนายดีกว่าเดินเล่นชมทิวทัศน์ให้สนุกก็แล้วกัน” หลังจากที่พูดจบเขาก็หันหลังกลับและทำท่าจะเดินจากไป
“พี่... พี่รอง ผมยอมบอกความจริงก็ได้แต่พี่ต้องช่วยดึงฉันขึ้นไปก่อนนะครับ” จู่จื่อมองดูสภาพของหลุมพรางนี้แล้วและรู้ดีว่าเขาไม่สามารถปีนขึ้นไปได้อย่างแน่นอน !
“โอ้ ? นี่นายยังมีความจริงที่ยังไม่ได้บอกกับฉันอีกอย่างนั้นเหรอ? ”
“ผมแอบตามฟู่เซินและฟู่เยี่ยนมาที่นี่จนพลัดตกลงมาในหลุมพรางอย่างที่พี่รองเห็นนี่แหละครับ” จู่จื่อก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะสารภาพความจริงออกมา
ฟู่ต้าจวงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้สร้างปัญหาใดให้กับเขาก่อนจะยื่นมือลงไปและดึงเขาขึ้นมาโดยมีฟู่เซินช่วยอยู่ข้าง ๆ
“จู่จื่อ ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไปเสียเถอะถือว่านายยังโชคดีนะที่ฉันสังเกตเห็นนายตั้งแต่แรก หากฉันไม่เห็นว่านายแอบตามมานายคงจะได้ค้างคืนที่นี่คนเดียวแล้วล่ะ และที่นี่ในตอนกลางคืนก็น่ากลัวมากอีกด้วยต่อไปก็อย่าเผลอวิ่งเข้ามาอีกล่ะ ! ”
“หากเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นกับนายแม่ของนายจะต้องออกตามหานายจนไม่ยอมพักผ่อนอย่างแน่นอน ใช่หรือเปล่า ? ” ฟู่ต้าจวงพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่จู่จื่อกลับสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามมหาศาลจากคำพูดของเขา
“ครับพี่รอง ผมจะไม่มาที่นี่อีก ขอตัวก่อนนะครับ” หลังจากที่พูดจบจู่จื่อก็รีบวิ่งออกไปทันทีโดยไม่รอคำตอบใด
“อารองครับ อารองไม่น่าช่วยเขาเลยน่าจะปล่อยให้เขาอยู่ในหลุมพรางนั่นนานหน่อย เขาจะได้สำนึกกับสิ่งที่ตัวเองทำ ! ”ฟู่เซินพูดออกมาด้วยความโกรธ
“เสี่ยวมู่ หากเขาต้องมาเจอกับสัตว์ร้ายตอนที่อยู่ในหลุมพรางเขาอาจจะได้รับบาดเจ็บหรือไม่ก็อาจจะเสียชีวิตได้เลยนะหลานจะรับผิดชอบเรื่องนี้ได้หรือเปล่า ? แม้ตอนนี้มันอาจจะยังไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่สำหรับผู้ชาย เราต้องยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องถึงจะถูก เข้าใจที่อาพูดหรือเปล่า ?” ฟู่ต้าจวงพูดพร้อมกับมองไปยังหลานชายของตัวเองด้วยสายตาจริงจัง
เมื่อเห็นเช่นนั้นฟู่เซินก็รู้สึกหวาดผวาขึ้นมาเล็กน้อย ใช่แล้ว บนภูเขาแห่งนี้มีสัตว์ป่าอยู่มากมายซึ่งแม้ว่าเขาจะเกลียดจู่จื่อมากแค่ไหนก็ตามแต่เขาก็ไม่ได้อยากให้จู่จื่อเป็นอันตรายถึงชีวิตเช่นกัน
“เข้าใจแล้วครับ อารอง ! ”ฟู่เซินตอบกลับอารองของเขาไปด้วยสีหน้าที่จริงจัง
หลังจากที่คุยกันเสร็จสองอาหลานก็ได้รีบไปยังที่ที่พวกเขาได้ซ่อนเนื้อแกะเอาไว้ทันทีและถือว่ายังโชคดีที่มันยังอยู่ตรงนั้น
ในคืนนั้นเองฟู่เยี่ยนก็ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งหมดโดยฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าจวงนั้นได้เรียกฟู่เยี่ยนออกไปข้างนอกเป็นการส่วนตัวก่อนจะบอกถึงผลที่ตามมาของเหตุการณ์นี้ให้กับเธอฟังซึ่งเธอเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าอารองจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อของเธอด้วย !
หลังจากที่ฟู่ต้าจวงพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ตกตะลึงไปเล็กน้อยก่อนจะรีบกล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจ เพราะเธอเองก็รู้ตัวดีว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดจริง
“ในเมื่อเธอได้เรียนรู้ทักษะบางอย่างที่พวกเราไม่สามารถเรียนรู้มันได้ก็ควรที่จะใช้มันให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่ใช่เอามันมากลั่นแกล้งคนอื่นแบบนี้สำหรับคนอย่างจู่จื่อการที่เธอทิ้งเขาเอาไว้ตามลำพังนั้นไม่ได้ต่างอะไรกับการเฝ้ามองดูเขาตายอย่างช้า ๆเลย ซึ่งหากเขาตายไปจริง ๆ นั่นก็เท่ากับว่าเธอได้ทำร้ายตัวเองไปด้วยเธอเข้าใจความจริงข้อนี้หรือเปล่า ? ”
คำสอนของฟู่ต้าจวงที่มีต่อฟู่เยี่ยนและฟู่เซินนั้นแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิงเพราะฟู่เซินไม่ได้มีความสามารถพิเศษเหมือนกับเธอดังนั้นจึงไม่สามารถใช้เหตุผลเดียวกันได้
“อารองของลูกพูดถูกแล้ว ในเมื่อลูกเองก็ไม่อยากถูกคนอื่นทำร้ายดังนั้นลูกก็ไม่ควรทำร้ายคนอื่นด้วยเช่นกัน ! ” ฟู่ต้าหย่งพูดเสริมขึ้นมา
ในคืนนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้
นับตั้งแต่ที่เธอมายังโลกนี้และค้นพบดินแดนต่างมิติบางครั้งเธอเองก็ทำตัวเย่อหยิ่งไปบ้างเหมือนกันซึ่งจดหมายที่คุณย่าทิ้งเอาไว้ให้กับเธอก็ได้บอกเอาไว้อย่างชัดเจนว่าควรทำอย่างไรเพราะบนโลกใบนี้ยังมีคนที่เก่งกว่าเธออยู่อีกมากมายนั่นเอง
ดังนั้นในอนาคตเธอจะต้องวางตัวอย่างระมัดระวังให้มากขึ้นกว่านี้แล้ว เพราะท้ายที่สุดตอนนี้เธอยังมีอะไรที่ต้องดูแลอีกมากมายซึ่งการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังคือทางออกที่ดีที่สุด
ฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจได้ในทันทีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอจะทำตัวให้สมถะมากขึ้น หากไม่ใช่คนที่จางเหว่ยพามาหรือคนที่เธอรู้จัก เธอจะไม่เข้าไปยุ่งอย่างเด็ดขาดและเธอยังคิดว่าต้องบอกเรื่องนี้กับจางเหว่ยด้วยว่าต่อไปนี้เธอจะไม่เพิ่มจำนวนยันต์แคล้วคลาดอีกแล้ว
รวมไปถึงธุรกิจเหล้าของเธอด้วยเธอตั้งใจที่จะไม่เพิ่มปริมาณอีกแล้ว เธออยากจะใช้ชีวิตธรรมดา ๆ อย่างที่ควรจะเป็นเธอไม่ได้อยากมีเงินเยอะไปมากกว่านี้อีกแล้วจึงคิดว่าจะใช้เงินกำไรทีได้จากการทำธุรกิจร่วมกับจางเหว่ยมาเป็นค่าใช้จ่ายของครอบครัวเท่านั้น