บทที่12 : สนใจในตัวคุณ
เมื่อได้เอกสารมาแล้วลูซีฟก็นั่งอ่านเดี๋ยวนั้นเอกสารพวกนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้นำกลับ แต่มันก็เยอะมาก เวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดก่อนพระอาทิตย์ตกดินทำให้เขาต้องอ่านแบบเร่งรัด
ต้องขอบคุณความี้เีและติดเล่นั้แ่สมัยเรียนของเขาทำให้ได้รับเทคนิคอ่านเร็วติดตัวมาด้วยแม้ว่าภาษาจะไม่เหมือนกันแต่ก็ยังสามารถนำมาใช้ได้ ตราบใดที่เป็ตัวอักษรที่เขายังอ่านออก
นิ้ววางบนกระดาษเพื่อเป็จุดแบ่งบนหน้ากระดาษเพื่อไม่ให้สายตาของเขาวนกลับไปอ่านซ้ำเขาใช้เทคนิคการอ่านแบบสกิมมิ่ง[1]เพื่อเข้าใจเนื้อหาที่อยากรู้เป็อันดับแรก ถึงจะอ่านได้ไม่ละเอียดทุกหน้าแต่ก็สามารถทำให้เข้าใจภาพรวมของคดีได้
โชคดีที่ไม่มีศัพท์เฉพาะที่เขาอ่านไม่ออกในเอกสาร
เมื่ออ่านจบเขาก็พักสายตา ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าข้อมูลที่อ่านไปเมื่อครู่ไม่จำเป็ต้องท่องทบทวนในใจสามสี่ครั้งเพื่อให้ท่องขึ้นใจสักนิดเขายังสามารถจำมันได้อย่างแม่นยำในรูปแบบภาพเมื่อนึกถึง
หรือเพราะสมองของร่างนี้ยังเด็ก จึงสามารถจดจำได้แม่นยำ
ความเร็วในการอ่านนี้อาจจะน่าสงสัย แต่เพราะมีประวัติเป็นักศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณกรรมที่ถนัดในการอ่านมันก็ยังไม่นับว่าแปลกจนหาเหตุผลไม่ได้
ลูซีฟคืนเอกสารและขอตัวกลับ่เวลานี้เย็นมากแล้วถ้าไม่กลับบ้านอลันและมาร์ชจะเป็ห่วงแต่ก็ไม่ลืมทวงเงินสามปอนด์สำหรับคำชี้แนะของเขา
พวกเทจจ่ายเงินให้และไม่ได้ถามอะไรมากเพราะรู้ว่าต้องให้เวลาชายหนุ่มได้ขบคิด
ที่จริงก็ไม่ได้คาดหวังว่าวันเดียวเขาจะคิดได้ด้วยซ้ำ แม้แต่ข้อสงสัยที่ชายหนุ่มชี้ให้พวกเขาเห็นเป็ข้อๆนั่นก็ยิ่งทำให้พวกเขาเกินความคาดหมาย ไม่ต้องพึ่งพลังพิเศษเพื่อหาหลักฐานก็สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้
ถ้าไม่ติดว่าชายหนุ่มยังเป็นักศึกษาอยู่ จอร์นก็อยากให้เขามาทำงานที่สำนักงานนักสืบของตนเองด้วยความรู้และการวิเคราะห์ที่รวดเร็วชายหนุ่มคนนี้เหมาะกับนักสืบมากกว่านักประวัติศาสตร์หรือนักเขียนเสียอีก
น่าเสียดายจริงๆ
“ถ้าเขาได้เป็หนึ่งในผู้มีพลังพิเศษก็คงจะดี”เทจถอนหายใจ รู้สึกเสียดายในความสามารถของมนุษย์ผู้แปลกประหลาดคนนั้นเหมือนกัน
ทำไมเขาไม่เข้าโรงเรียนตำรวจแต่แรกนะเป็ทำไมนักประวัติศาสตร์
“เราสามารถชักชวนเขาได้นะเทจ” แอริทฮาเลย์ที่เพิ่งเดินขึ้นมาจากชั้นใต้ดินพูดขึ้น “จากที่แอบฟังพวกนายพูดกันเ้าหนุ่มนั่นดีมากถ้าได้มาช่วยงานในหน่วยของเราอาจจะช่วยแก้ปัญหาไปได้เยอะทีเดียว”
“ฉันก็คิดเหมือนลุงแอริท” โจเซรีน เคทที่ขึ้นมาด้วยกันกล่างสนับสนุน
“แต่จะทำยังไงล่ะ ด้วยมาตรการรักษาความลับเราจะบอกกับเื่พลังพิเศษตรงๆไม่ได้” จอร์นกล่าวเสียขรึม เพราะอีกฝ่ายเป็คนธรรมดา ถึงจะเคยเกี่ยวข้องกับคดีพิเศษมาก่อนแต่ไม่เคยเห็นมันด้วยตาก็เหมือนกับว่าไม่เคยรับรู้นั่นแหละ
ถ้าอยากจะให้อีกฝ่ายเกี่ยวข้องมีแต่ต้องทำให้เห็นพลังพิเศษโดยตรงจนปกปิดไม่ได้
“ไม่ยากเลยจอร์นก็แค่หาสักคดีที่เกี่ยวข้องกับพลังพิเศษแล้วลากเ้าหนุ่มนั่นไปเกี่ยวข้องกับคดีเสียก็สิ้นเื่”
“นี่...” จอร์นมองหน้าลุงแอริทอย่างลังเลรู้สึกว่าคำแนะนำนี้ดูจะไม่เหมาะสมเท่าไรนัก
“ผมเห็นด้วยกับวิธีนี้” เทจพยักหน้าเห็นชอบ มันเป็วิธีที่ดีจริงๆ
“ฉันก็เห็นด้วยค่ะหัวหน้า” ลินดายกมือสนับสนุน
“ฉันก็เห็นด้วย” โจเซลีนพยักหน้า
“ผมก็เห็นด้วย”ดูรว์โผล่หน้าออกมาจากบันไดชั้นสองสนับสนุนเช่นกัน “แต่ตอนนี้คดีเกี่ยวกับพลังพิเศษที่จะดึงเขาเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแเีไม่มีเลยนอกจากคดีของตระกูลฮามิลตันเราจะยัดเขาเข้าคดีนี้เลยไหมครับ?”
“...” จอร์นมองสมาชิกร่วมหน่วยเดียวกันด้วยสายตาว่างเปล่าไม่รู้จะเอ่ยปากแย้งพวกเขาที่ตรงไหนว่ามันไม่เหมาะสมไม่ควรให้ผู้อื่นมาเกี่ยวข้อง?
แต่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว แย้งไปก็ไม่มีคนฟัง
ความ้าบุคลากรมันมีมากกว่าคุณธรรมแล้วหรือครับหัวหน้าจอร์น ฮาเวลอยากจะถามจริงๆ
“ตอนนี้ยังก่อน เราต้องหาคดีที่เหมาะสม” เทจประสานมือไว้เหนือริมฝีปากสีหน้าดูจริงจัง “ตอนนี้ยังคงให้แคชจับตาดูเขาต่อไป”
หึๆ นายหนีไม่รอดแน่ ลูซีฟ ฮิลเกรม!
ลูซีฟผู้ถูกหมายหัวอย่างไม่รู้ตัวรู้สึกเสียวสันหลังเป็ระยะเขาหันมองซ้ายขวาตลอดทางที่เดินกลับบ้าน กลัวว่าจะถูกคนจับไปฆาตกรรมใน่เวลาที่ฟ้ามืดแล้วแบบนี้ยิ่งมีลางสังหรณ์ไม่ดียิ่งทำให้เขาระแวง
แต่เดินจนถึงบ้านแล้วก็ไม่พบอะไรผิดปกติ
แล้วลางสังหรณ์ร้ายที่เกิดขึ้นนั่นมันมาจากอะไรกันนะลูซีฟสงสัยแต่ไม่ได้ถามแซมให้แน่ใจในทันที
เมื่อเข้ามาในบ้านเขาก็ได้กลิ่นอาหารหอมฟุ้ง ดูเหมือนเขาจะกลับมาเวลาอาหารพอดีลูซีฟรีบถอดเสื้อโค้ทแล้วเดินไปล้างมือก่อนจะเข้าครัวเพื่อช่วยเหลือมาร์ชในการจัดโต๊ะอาหาร
“พี่กลับช้าจังวันนี้”มาร์ชเลิกคิ้วมองลูซีฟที่กลับบ้านช้ากว่าปกติ วันนี้ลูซีฟมีเรียนครึ่งวันเขารู้แต่พี่ชายของเขาก็กลับมาเสียมืดค่ำ
“มีธุระให้ต้องแวะนิดหน่อยตอนแรกนึกว่าจะได้กลับช้ากว่านี้อีกนะ” ลูซีฟหัวเราะ
เขาไม่ได้โกหก ด้วยจำนวนเอกสารที่ต้องอ่านเขาคิดว่าจะสายกว่านี้มากแต่เพราะข้อมูลบางส่วนที่ไม่จำเป็ซึ่งตัดทิ้งได้จากข้อสันนิษฐานของเขาทำให้ใช้เวลาอ่านน้อยลง
“อีกเดี๋ยวพ่อก็กลับมาแล้ว รีบจัดโต๊ะเถอะ”
“อืม”
สองพี่น้องช่วยกันจัดตะอาหารและนั่งรอพ่อกลับบ้านซึ่งไม่นานนักหลังจากลูซีฟกลับมา
ทุกวันจันทร์ถึงเสาร์อลันทำงานเช้าและกลับหลังพระอาทิตย์ตกดินเสมอเพราะที่ทำงานของเขาค่อนข้างห่างจากบ้านไปพอสมควร หากเดินเท้าไปเพื่อความประหยัดก็ใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงในตอนเช้าอลันจะเช่ารถม้าไปเพื่อให้ออกจากบ้านพร้อมกับลูกๆ แต่ตอนเย็นจะเดินกลับเพราะเขาไม่จำเป็ต้องรีบร้อน
อลันเป็คนให้ความสำคัญกับครอบครัวเพราะไม่มีภรรยาคอยดูแลลูกเขาจึงทำหน้าที่เพื่อเติมเต็มความอบอุ่นในครอบครัวด้วยในตอนเช้าและตอนเย็นเขาจะกลับมากินอาหารพร้อมหน้าครอบครัวเสมอหากวันไหนกลับช้าเพราะทำงานล่วงเวลาเขาจะบอกล่วงหน้า
กิจกรรมครอบครัวอบอุ่นคือการนั่งพูดคุยเื่ราวในแต่ละวันหลังมื้ออาหารเย็นลูซีฟก็เล่าเื่ที่เรียนมาให้ฟัง ส่วนธุระส่วนตัว่บ่ายเขาไม่ได้พูดถึงอย่างละเอียดรวมถึงเงินที่ได้มาจากตำรวจด้วย
เขาไม่ได้เอาเงินสามปอนด์รวมเข้าไปในเงินกองกลางของครอบครัวเพื่อใช้จ่ายร่วมแต่เก็บไว้เป็เงินส่วนตัว
ลูซีฟคนเดิมไม่มีเงินเก็บแม้แต่น้อยค่าใช้จ่ายรายสัปดาห์มักขอแค่พอดีใช้ เพราะเขาเป็คนไม่ฟุ่มเฟือยและไม่มีอะไรอยากได้อะไรเป็พิเศษอยู่แล้วแต่กับลูซีฟคนใหม่นี้ไม่มีเงินเก็บเลยไม่ได้
เพราะเขาต้องมีทุนไว้สำหรับศึกษาหาความรู้เพื่อกลับโลกเดิม
แซมเคยพูดไว้ว่าเขาจะหาทางกลับได้ แต่ยังไม่บอกรายละเอียดนักเขาคิดว่าเมื่อปลดผนึกการใช้พลังได้ครบทั้งสามประเภทแล้วน่าจะมีหนทางแน่นอนเพราะดูเหมือนหนึ่งในสายพลังของอีกสองประเภทที่เหลือน่าจะมีความสามารถในการรับรู้เหตุการณ์ในอดีตและอนาคตอยู่ถ้าสามารถใช้พลังเ่าั้ได้เขาก็มีโอกาสกลับบ้านได้สูงขึ้น
การจะปลดพลังก็ไม่ใช่เื่ง่ายแน่ อย่างไรก็ต้องมีการใช้เงินไม่ว่าจะใช้ซื้อวัตถุดิบข่าวสาร รวมไปถึงการเดินทางไกลในอนาคต
เรียกว่าเป็การใช้เงินช่วยแก้ปัญหา
สำหรับการพัฒนาฐานะครอบครัวเขายังไม่คิดถึงในตอนนี้ เนื่องจากเงินของพ่อยังพอใช้จ่ายและมีเงินเก็บอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ยังไม่ขัดสนขนาดนั้น
เมื่อถึงเวลาเข้านอนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนส่วนลูซีฟใช้เวลาครู่หนึ่งในการคิดวิเคราะห์ข้อมูลก่อนจะนอนหลับไปในตอนเที่ยงคืน
ตอนเช้าตื่นมาทำกิจวัตรเหมือนทุกที ลูซีฟกินอาหารและเพิ่มกาแฟอีกแก้วถึงร่างกายจะพักผ่อนเพียงพอแต่สมองของเขาแทบไม่ได้หยุดพักลูซีฟใช้คาเฟอีนกระตุ้นตัวเองเพื่อให้สมองยังตื่นตัว วันนี้เขายังต้องใช้สมองอีกทั้งวัน
“อรุณสวัสดิ์ มิสเตอร์ฮิลเกรม” เสียงนุ่มเอ่ยทักทายลูซีฟเมื่อนั่งลงที่เก้าอี้ประจำเป็แคลร์ เบอริงคนนั้นนั่นเอง
“อรุณสวัสดิ์ มิสเบอริง” ลูซีฟยิ้มทักทาย “มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“วันนี้คุณดูไม่ค่อยสดใสนะ”
“ก็มีเื่ให้คิดนิดหน่อย และพักผ่อนน้อยน่ะครับ”
“เพราะคดีเมื่อวันก่อน?”
“ไม่นี่ครับ... ทำไมถึงคิดว่าเกี่ยวกับคดีล่ะ”ชายหนุ่มหัวเราะขบขัน กลบเกลื่อนไปอย่างแเีไม่มีสะดุดแคลร์หรี่ตาลงมองลูซีฟอย่างจับผิด
“ก็น่าจะมีแต่เื่นี้ที่ต้องใช้ความคิดมากมายไม่ใช่เหรอคะ”
“มีเื่อื่นอีกมากมายในโลกนี้ที่ต้องใช้ความคิดครับ”
“คุณช่างดื้อด้านไม่ยอมรับจริงๆ”แคลร์ถอนหายใจยาวเมื่อเห็นว่าลูซีฟยังคงบ่ายเบี่ยง ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆเอียงคอมองหญิงสาวตัวเล็กอย่างหน้าซื่อตาใส
“ผมเหรอที่ดื้อด้าน?”
ไม่มั้ง อย่างเขาเรียกว่าเป็คนหนักแน่นต่างหาก เื่อะไรที่ไม่ควรพูดก็ไม่พูดแม้จะเจอสาวสวยมาถามก็ตาม
“ถ้าไม่ดื้อด้าน คุณคงตอบเื่ที่ฉันสงสัยออกมาตรงๆแล้วไม่ใช่เหรอคะ หรือคุณดูไม่ออกว่าฉันสนใจในคดีนั้นมาก” แคลร์เกลี่ยผมขึ้นทัดหูช้อนสายตามองอย่างทรงเสน่ห์ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ลูซีฟหวั่นไหวสักนิด
“ก็พอดูออกแต่ผมไม่คิดว่าคดีนั่นจะน่าสนใจสำหรับนักประวัติศาสตร์ผู้โดดเด่นอย่างคุณนะครับมิสเบอริง”
เพราะหญิงสาวตรงหน้ามีคะแนนสูงที่สุดในชั้นเรียนของเขา เป็ผู้มีความสามารถที่แม้แต่ศาสตราจารย์ยังชื่นชมถูกคาดหวังเป็ว่าที่รองศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยอื่นเลยด้วยซ้ำ ไม่คิดว่าเ้าหล่อนจะมีความสนใจพิเศษเกี่ยวกับคดีและการสืบสวนได้เลยนะ
“มันเป็ความสนใจพิเศษและสนใจในตัวคุณด้วย” แคลร์สบตาเขาอยู่นานก่อนจะพูด“แต่ไม่เต็มใจบอกก็ไม่เป็ไร หากมีความคืบหน้าของคดีที่บอกได้ก็บอกกันด้วยนะคะ”
“ครับ มิสเบอริง” ในที่สุดเธอก็ยอมถอย ลูซีฟเกือบถอนหายใจโล่งอกแต่พอได้ยินประโยคต่อมาเขาก็เสียความควบคุมตัวเองไปวูบหนึ่ง
“เรียกว่าแคลร์ก็พอ ฟังดูสนิทสนมดี”
“อ้อ... เอ่อ ได้ครับแคลร์”
แคลร์หัวเราะเบาๆ “ขอตัวก่อนนะลูซีฟ”
ลูซีฟพยักหน้าทื่อๆ พลางขมวดคิ้วอย่างควบคุมไม่ได้ เขามองตามหลังหญิงสาวกลับไปนั่งที่ของตัวเองแต่พอเลื่อนสายตากลับมาหาอังเดรและเพื่อนชายอีกหลายคน เขายิ่งขมวดคิ้วหนัก
สายตากรุ้มกริ่มนั่นมันอะไรกัน
จากนั่นแต่ละคนก็มาตบบ่าเขาอย่างรู้กันสีหน้าสุภาพบุรุษที่ดีและเข้าอกเข้าใจนั่นช่างชัดตา ลูซีฟอยากถามจริงๆว่าพวกเขารู้และเข้าใจอะไรกัน
นั่งเรียนไปทั้งวันพร้อมกับรับสายตาประหลาดจากเพื่อนๆโดยที่พวกเขาไม่พูดให้กระจ่างทำให้ลูซีฟเหนื่อยใจ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรพวกเขาเ่าั้เพราะเริ่มรู้ว่าชายหนุ่มวัยรุ่นเหล่านี้คิดอะไรในหัว
เื่รักๆ ใคร่ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
อยากจะยักคิ้วหลิ่วตาใส่อย่างหยิ่งผยองอยู่หรอกถ้าเป็ความจริงแต่มันไม่ได้มีอะไรเื้ัสักอย่าง เขาเพิ่งจะเหยียบลงแค่ชายขอบของเขตแดนมิตรภาพเท่านั้นเองเถอะ
หยุดความคิดอกุศลได้แล้วเ้าพวกชายโสด
หลังเลิกเรียนลูซีฟก็จากไปอย่างรีบร้อนไม่อยากจะเสียเวลาพูดคุยกับคนอื่นมากนักเขาต้องไปให้ถึงสถานที่เกิดเหตุตามเวลานัดหมาย ไม่อย่างนั้นอาจจะเจอเทจโคเลอร์มารอรับที่มหาวิทยาลัยก็ได้
ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงที่เกิดเหตุที่นี่ยังคงถูกปิดล้อมและมีตำรวจเฝ้าระวัง ลูซีฟมองเห็นเทจอย่างไม่ยากเย็นก่อนจะเดินเข้าไปในที่เกิดเหตุในทันที
ตำรวจจะเข้ามาห้ามบุคคลไม่เกี่ยวข้องแต่เทจหันมาเห็นเข้าเสียก่อนจึงเข้ามาขวางและแนะนำนักศึกษาหนุ่มคนนี้อย่างลวกๆ
“เขาเป็นักเรียนตำรวจที่ผมเรียกมาช่วยเป็พิเศษ พวกคุณไม่ต้องสนใจหรอก”
แถมแนะนำผิดๆ อีก
เขาไปเป็นักเรียนตำรวจั้แ่เมื่อไหร่ ลูซีฟคิ้วกระตุกไม่หยุดเลยแต่ถึงกระนั้นก็ยังรู้จักไหลตามน้ำทักทายเหล่าตำรวจรุ่นพี่
ลูซีฟและเทจสวมถุงมือแล้วเดินเข้าไปภายในร้านที่เกิดเหตุอย่างช้าๆเมื่อได้เข้ามาสำรวจใกล้ๆ ก็ให้ความรู้สึกแตกต่างดี
กลิ่นเหม็นไหม้เจือจางในอากาศเพราะผ่านมาหลายวันแล้วไม่มีกลิ่นน้ำมันหรือแก๊สปะปน พื้นเป็รอยดำเป็วงกว้างมีเศษขี้เถ้าเหลืออยู่มากมาย พวกเขาไม่ได้เก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุแต่ยังปล่อยทุกอย่างไว้แบบเดิม
คงจะปล่อยไว้อย่างนี้จะกว่าจะคลี่คลายคดีได้ล่ะมั้ง?
ร้านเครื่องเขียนเป็ร้านชั้นเดียว เป็เพียงร้านค้าไม่ใช่ที่อยู่อาศัยห้องภายในเป็พื้นที่คลังเก็บของ บ้านของเ้าของร้านคงอยู่คนละที่
ลูซีฟสำรวจดูท่อส่งแก๊สมันถูกจัดให้อยู่ระดับต่ำกว่าสายตาส่วนที่ชำรุดคือท่อบิดงอเหมือนถูกกระแทกด้วยของแข็ง ดูจากเหลี่ยมแล้วก็น่าจะเป็กล่องเหล็กหรือเก้าอี้ใกล้ๆ นี้มีซากเก้าอี้เผาอยู่ น่าจะชำรุดด้วยฝีมือเ้าของร้านเอง
ในห้องเก็บของลูซีฟก็เข้าไปดูสถานที่เห็นนี้มีหน้าต่างที่ถูกล็อกแ่ามีช่อวระบายอากาศแต่ก็เล็กมากคนออกไปไม่ได้ ลูซีฟสำรวจช่องนั้นอย่างจริงจังแต่ไม่พบเบาะแส
สำรวจจนมาถึงประตูหลัง มันถูกล็อกอยู่แต่ตำรวจเคยเปิดมันแล้วดูได้จากเขม่าดำที่กลอนประตูดูเบาบางลง ลูซีฟเปิดประตูออกเช่นกันแล้วสำรวจแต่ก็ยังไม่เจอเบาะแสที่ตามหาเช่นกัน ทุกอย่างยังเป็ปริศนา
“แปลกแฮะ ไม่พบร่องรอยได้ยังไงราวกับมีเวทมนต์เสกไฟขึ้นมา...” เขาพึมพำออกไป มือยกขึ้นแตะขมับอย่างครุ่นคิด
ไม่พบรอยไหม้จากภายนอกเข้ามาภายใน ร่องรอยชนวนสักนิดถ้าจะจุดไฟแล้วไม่โดนลูกหลงมันต้องมีชนวนแน่ๆ ทิศทางของต้นเพลิงก็ไม่ได้มาจากห้องเก็บของด้วยแต่ราวกับอยู่ๆ ก็โผล่กลางร้านเลย
“คุณว่ามันดูเหมือนเวทมนต์งั้นเหรอ”เสียงของเทจดังขึ้นขัดความคิดของเขา ลูซีฟขมวดคิ้วแล้วหันไปมองอยางไม่ชอบใจ
แต่แล้วก็ต้องผงะเมื่อเห็นสายตามุ่งมั่นแรงกล้าชวนอกสั่นขวัญแขวนจากอีกฝ่าย
มองเขาแบบนั้นหมายความว่าไง จะจับเชือดเพราะวิเคราะห์สถานที่เกิดเหตุไม่ได้เหรอเฮ้ย
[1] การอ่านแบบสกิมมิ่ง(Skimming) คือการอ่านข้อความอย่างเร็ว ๆ เป็จุด ๆ เช่นอ่าน 2-3 คำแรก หรือ 2-3 ประโยคแรกแล้วข้ามไปการอ่านแบบนี้มี จุดมุ่งหมายหลัก 2 ประการ คืออ่านเพื่อเก็บประเด็นหรือใจความสำคัญ และอ่านเพื่อเก็บ รายละเอียดที่สำคัญบางอย่าง