ทันใด ผู้อาวุโสใหญ่นิกายยอดยุทธ์ ที่พยายามจะยันร่างขึ้นมาจากแรงกดข่มของอี้เฉิน เขาเอ่ยแค่นเสียงแข็งกร้าวขึ้นมาก้อง ทั่วห้องโถงพระราชวังใหญ่ในทันใด ที่เห็นอี้เฉิน โบกฝ่ามือสลายปราณมังกร จากพรจักรพรรดิ พยายามจะควบคุมพลังที่มากล้นนั่น “เหมือนว่าปราณมังกรนี่ มันจะไม่ใช่พลังของเจ้าสินะ จักรพรรดิหนุ่ม เหมือนว่าพรจักรพรรดิ จะมีพื้นที่ครอบคลุม ไปทั่วบริเวณหุบเขาบรรพชนเท่านั้น ข้าพูดถูกใช่หรือไม่?”
อี้เฉินที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ กล่าวตอบอย่างไม่ปิดบัง “ผู้อาวุโสใหญ่ท่านกล่าวถูกต้อง ทว่าหากข้าคิดฆ่าสังหารพวกท่าน ท่านคิดจริงหรือว่า พวกท่านจะก้าวเท้า ออกไปพ้นหุบเขาบรรพชนแห่งนี้”
“เจ้า! เจ้า! ช่างใจกล้าห่อฟ้านักไม่รู้หรือว่า พวกเราเป็นใคร” ผู้อาวุโสใหญ่นิกายยอดยุทธ์ ใบหน้าเขาบูดบึ้งไม่น้อย ทว่าก็จริงอย่างที่อี้เฉินว่า เพียงเด็กหนุ่มโบกฝ่ามือแรงๆ ส่งริ้วคลื่นปราณมังกรที่บ้าคลั่ง ออกมาก็สามารถบดขยี้ร่างพวกเขา ให้ถอยกรูด กระอักเลือดออกมาได้อย่างไม่ยากเย็น
แม้แต่ผู้อาวุโสนิกายใหญ่ คนอื่นๆ ต่างก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนักในยามนี้ ก่อนพวกเขาจะผ่อนลมหายใจออกมา เมื่อได้ยินน้ำเสียง เด็กหนุ่มกล่าวพูดออกมาจากบนบัลลังก์อีกครา
“ข้าแค่ล้อพวกท่านเล่น อย่าทำใบหน้า จริงจังกันเช่นนั้นสิ ฮ่าๆ” ทันใดที่อี้เฉินกล่าวพูดเสร็จสิ้น เขาก็คลี่ยิ้มออกมาให้ผู้คน ทว่า มันแฝงไว้ด้วยอายสังหารเล็กๆ ส่งให้ผู้คนหัวเราะแห้ง ยิ้มหน้าเจื่อนกันเป็นแถบๆ พร้อมกับผู้คนที่ประสานมือคำนับ รีบสืบฝีเท้า จากลาไปจากสถานที่แห่งนี้โดยไว
ไม่เว้นแม้กระทั่ง คนของสองราชวงศ์ใหญ่ ที่สืบฝีเท้าจากไปด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน แม้ว่าจะเบาใจไปได้ระดับหนึ่ง เรื่องที่อี้เฉินไม่ได้ไปอยู่ในขั้นพลังจักรพรรดิ ด้วยพลังของเขา ใครเล่าในยามนี้คิดจะอาจหาญ โง่เง่า มามีเรื่องภายในถ้ำเสือ บึงมังกรแห่งนี้
“พวกเรากลับ” ครั้นผู้นำราชวงศ์ทั้งสองเอ่ยสั่งการ กลุ่มคนราชวงศ์ใหญ่ทั้งสอง พร้อมกับเหล่าองค์ชาย องค์หญิง ต่างก็สืบฝีเท้าจากลา แม้แต่องค์ชาย องค์หญิงที่อี้เฉินคุ้นตายังพอจะมีบางคน ประสานฝ่ามือคำนับมาที่ตัวอี้เฉินอย่างจริงใจ ทว่าอี้เฉินไม่ได้ใส่ใจ การเคารพนับถือจากผู้คนแม้แต่น้อย
เซียนหลาน นางสืบฝีเท้ามาพร้อมกับ คนนิกายสวรรค์สุราลัย แม้จะเป็นการพูดแสดงความยินดี ที่ไม่ค่อยจริงใจ จากสีหน้าแววตา ที่พวกเขาแสดงออกมา
ทว่า จู่ๆ เซียนหลาน นางก็กล่าวพูดกับอี้เฉินออกมา ตรงๆ อย่างไม่มีท่าทีหวาดเกรง ทำให้กลุ่มมิตรสหายของนาง ต้องกล่าวห้ามปรามตัวนางอย่างรีบร้อน แต่หญิงสาวก็ยังเอ่ยเสียงเรียบนิ่งออกมา “ชุดจักรพรรดิ มันไม่เหมาะกับเจ้าเท่าใดนักอี้เฉิน เจ้าว่าไหมเล่า ..อีก1เดือนดินแดนจักรพรรดิ ก็จะปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ เข้าสู่ช่วงการจำศีล ฝึกฝนอย่างจริงจัง เจ้าเปลี่ยนใจยามนี้ก็ยังไม่สายอี้เฉิน หวังว่าเจ้าจะคิดใหม่” น้ำเสียงที่หญิงสาวเอ่ยพูด ต่างก็พาให้ผู้คน หันศีรษะขวับกลับมามองปฏิกิริยาอี้เฉินกันในทันใด
อี้เฉินคลี่ยิ้มบางออกไปให้หญิงสาว ในกรอบสายตา “มันก็จริงอย่างที่เจ้าว่าชุดจักรพรรดิ มันไม่ค่อยเหมาะกับข้าเท่าใดนัก แต่นี่เป็นเส้นทางที่ข้าเลือก ลาก่อนสาวน้อย”
เซียนหลานที่เดินสืบฝีเท้าจากไป นางคลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ พอจะรับรู้ว่าอี้เฉินจริงๆ เขา ไม่ใช่คนที่กระหายในอำนาจฐานันดร ที่สูงส่ง ‘แต่ยามนี้ อี้เฉินก็เหมือนนกที่ติดกรงขังขนาดใหญ่ ไม่อาจออกไปใช้ชีวิต ภายในโลกกว้างได้ มีเพียงกรงขังนี้ ที่จะช่วยยื้อชีวิต ของเขาไว้ได้นานพอ ให้เขาได้เติบใหญ่ผงาดขึ้นมาได้ในสักวัน’
…จนบัดนี้ ผู้คนเริ่มค่อยๆ ทยอยจากไป หลงเหลือเพียงคนใกล้ชิด กับอี้เฉินเท่านั้นที่ยังอยู่ภายในห้องโถงแห่งนี้ ทว่าเมื่อได้ยินน้ำเสียงเยว่ชิงเซียน กล่าวแสดงความยินดี แต่เจือไว้ด้วยความขุ่นข้องหมองใจของนาง
อี้เฉินที่ได้ยินน้ำเสียงที่เจือไว้ด้วยความเย็นชา แม้แต่เขา ยังต้องกล่าวพูดพึมพำออกมา “เจ้ายังไม่ยกโทษ ให้ข้าอีกเช่นนั้นหรือเยว่ชิงเซียน”
ก่อนที่เยว่ชิงเซียน นางจะสืบฝีเท้าจากไป ทิ้งคำพูดหนึ่งไว้ให้อี้เฉินฉุกคิด “เจ้าหากระจก ส่องใบหน้า ราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ มั่งก็ดี อี้เฉิน”
บัดนี้เหมือนว่าความสัมพันธ์ของพวกเขา ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันทำให้อี้เฉิน หลินเฟย แม้กระทั่งเยว่ชิงเซียน ราวกับพวกเขา ถูกมีดกรีดลงตรงกลางหัวใจ ส่งเลือดจากรอยบาดแผลใหญ่ ที่เคยมีรอยแตกร้าวไม่สมานกันอยู่ก่อนแล้ว ให้ไหลรินออกมา ยิ่งส่งให้ความสัมพันธ์ของพวกเขายิ่งเลวร้าย
แม้แต่หลินเฟย นาง ยังทำอะไรไม่ถูกไปชั่วครู่ เมื่อเห็นสีหน้าแววตา ของอี้เฉินกับเยว่ชิงเซียน นางหลบเลี่ยงสายตาจากอี้เฉิน ไม่กล้าสู้หน้า เยว่ชิงเซียนในทันใด ประหนึ่งว่า ความสัมพันธ์ของพวกเขาบัดนี้ ขาดสะบั้นออกจากกัน
ภาพนั้นต่างก็พาให้ผู้คนภายในห้องโถงใหญ่ ส่ายหัวให้อี้เฉิน ความรุ่งโรจน์นี้ของอี้เฉิน เกรงว่าเขาจะต้องจ่ายมันในราคา ที่แพงแสนแพงไม่น้อย เมื่อเห็นความสัมพันธ์ ที่พังทลายไม่มีชิ้นดีของพวกเขา มาพร้อมสีหน้าแววตา เจ็บปวดหัวใจของอี้เฉิน ได้แต่มองดูพวกนางจากไป แม้แต่คำพูด ความรู้สึกต่างๆ ยังติดอยู่ในลำคอจนหมดสิ้น
ก่อนอี้เฉินจะถอนหายใจออกมายาว เอ่ยเสียงเนิบช้าออกมา “พี่อี้ฟางหรง หวังว่าท่านคงจะไม่ทิ้งข้าไปอีกคนกระมัง อย่างไรเรื่องของผู้ปกครองดินแดนเทพ มันก็ยังยากลำบากสำหรับข้าในยามนี้ ..เช่นนั้น ข้าจะมอบอำนาจ ในการสั่งการทั้งหมดให้ท่านแล้วกัน” ก่อนอี้เฉินจะส่งมอบ ตราประทับมังกรในฝ่ามือของเขา ให้สตรีที่อยู่ข้างกาย จัดการเรื่องราวยุ่งยากต่างๆ ในยามนี้
อี้ฟางหรง นางส่ายหัวออกมาน้อยๆ ทว่าก็ไม่ได้กล่าวคัดค้านอี้เฉินแต่อย่างใด ก่อนนางจะไต่ถามอี้เฉิน ครั้นเห็นเด็กหนุ่มในกรอบสายตานาง เตรียมจะสืบฝีเท้าจากไป จากห้องโถงบัลลังก์ “เจ้าจะไปไหนเช่นนั้นหรืออี้เฉิน” แม้แต่พวกซีเผิง ซีเยว่ กงหนาน โม่กวาง ยังส่ายหัวไม่เคยเห็นอี้เฉินสภาพ เป็นเช่นนี้มาก่อน
“ข้าขอตัวออกไปสูดอากาศ ภายนอกหน่อยแล้วกัน” ก่อนอี้เฉินจะโยนแหวนมิติ ที่มีสมบัติล้ำค่า ภายในพระราชวังโบราณ ออกไปให้พี่อี้ฟางหรง หวังว่าสมบัติเหล่านี้ มันจะช่วยให้พวกเขาสร้างขุมกำลัง ไว้สำหรับต่อต้าน ศัตรูต่างดินแดนได้บ้างบางส่วน ก่อนอี้เฉินจะเอ่ยเสียงทิ้งท้ายไว้ให้พวกเขา “ทุกท่านเชิญพักผ่อนตามสบาย สถานที่แห่งนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากบ้านข้า”
ฉับพลันร่างอี้เฉินก็หายออกไป ราวกับเป็นภูตพราย มานั่งอยู่บริเวณลำต้นใหญ่ ของต้นใบชาหยั่งรู้ ที่ถูกพระราชวังใหญ่โอบล้อมไว้ทุกทิศทุกทาง ทำให้สถานที่แห่งนี้สำหรับอี้เฉิน เป็นสถานที่ผ่อนคลายที่สุด ของเขา พร้อมกับจอกสุราในมือเป็นเพื่อนคลายเหงา ส่งสายตามองทอดยาวออกไปไกล บริเวณเมืองหลวงด้านล่างที่ครึกครื้น เต็มไปด้วยโคมไฟประดับประดา ให้แสงเรืองรอง จนรอบเมืองดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาในยามค่ำคืน
...ก่อนสตรีนางหนึ่ง จะบินทะยานมาทิศทางที่อี้เฉินอยู่ ทว่าสีหน้าแววตาของ จางเหมย ยังคงแฝงไว้ด้วยความเศร้าหมอง ยังไม่อาจลืมเลือน เรื่องของชายตัวอ้วนกลม เปาเปา พี่ชายของนางได้
“เจ้ามาแล้วก็มานั่งกับข้ามา จางเหมย” อี้เฉินเอ่ยชวนนางอย่างไม่ลังเล รับรู้ถึงสายตาที่ห่วงใยจากตัวนางได้
“อืมๆ ท่านพี่อี้เฉินไม่เป็นอะไรนะ”ครั้นจางเหมยมานั่ง มองดูภาพจากด้านบนต้นใบชาหยั่งรู้ มันก็ทำให้นางผ่อนคลายลงไปไม่น้อย
อี้เฉินไม่ได้กล่าวอ้อมค้อม เขาเอ่ยพูดเข้าประเด็นในทันใด “ข้ายังเชื่อมั่นว่า เจ้าอ้วนกลม เปาเปาจะต้องมีชีวิตอยู่ แต่บัดนี้ข้าไม่มีพลัง ที่จะฝ่าฟันไปช่วงชิงตัวเขามาจากศัตรูทวีปมืดได้”
ก่อนอี้เฉินจะกล่าวพูดออกมาอีกครา “เพื่อที่จะช่วยเปาเปา จางเหมย ข้าอยากให้เจ้าขึ้นไปฝึกปรือ ภายในดินแดนจักรพรรดิช่วงชิง โชคโอกาสนั้นมา” ครั้นอี้เฉินเอ่ยพูด เขาก็หยิบแผ่นป้ายศิษย์นิกายสวรรค์สุราลัย ออกมาให้หญิงสาวในกรอบสายตา
ทว่าหญิงสาวภายในหมู่บ้านลมหวน กลับปัดข้อเสนอนั้นของอี้เฉิน อย่างไม่เสียดาย “ข้ารู้สึกว่า หากข้าขึ้นไปบนดินแดนจักรพรรดิ ข้าจะห่างจากพี่เปาเปาไปตลอดกาล ซึ่งข้อนี้ ข้าไม่อาจยอมรับได้พี่อี้เฉิน ท่านโปรดเข้าใจข้าด้วย”
อี้เฉินเก็บแผ่นป้าย ศิษย์นิกายสวรรค์สุราลัยกลับไป พอที่จะเข้าใจความยึดมั่น ของจางเหมย อี้เฉินจึงไม่ดึงดันที่จะส่งตัวนาง ขึ้นไปดินแดนจักรพรรดิอีกต่อไป