ภูติกวางที่เห็นฉางเฟิงก็ไม่ได้เกรงกลัวแต่เมื่อมันเห็นพวกมู่เฟยเสวี่ยมันถึงแสดงท่าทางระวังตัวขึ้นมาฉางเฟิงให้สัญญาณบอกให้พวกนางหนุดและตนเองเดินเข้าไปหาภูติกวางอย่างช้าๆฉางเฟิงต้องการยืนยันว่าสายเลือดของตนเองสามารถทำให้พวกไม่หวาดกลัวและเป็นมิตรได้หรือไม่
“มันถึงกับยอมให้ข้าจับ”ฉางเฟิงตื่นเต้นเมื่อภูติกวางเดินมาหาฉางเฟิงและใช้ใบหน้าถูที่มือของฉางเฟิงอย่างใกล้ชิด
“ภูติกวางพวกนี้เป็นสัตว์เลี้ยงที่เผ่าภูติเลี้ยงเอาไว้และมูลของมันนั้นเป็นสารอาหารชั้นเลิศของสมุนไพรเทพเลยละ” ซีรั่วหยานกล่าว
“อะไรนะนี่พวกท่านใช้มูลของกวางพวกนี้เป็นปุ๋ยงั้นเหรอ” ฉางเฟิงตกตะลึงอย่างถึงที่สุด
“เจ้าอย่าได้คิดว่ามูลของกวางพวกนี้เหมือนกับมูลสัตว์ดีกว่าไม่เชื่อเจ้าลองหาดูแถวๆนี้น่าจะมีมูลของเจ้ากวางพวกนี้อยู่” ซีรั่วหยานกล่าว
ฉางเฟิงกวาดสายตามองรอบๆและพบกับก้อนกลมๆสีเขียวอ่อนซึ่งมันมีกลิ่นอายที่หอมปลดปล่อยออกมา
“อย่าบอกนะว่าสิ่งนี้คือ....”ฉางเฟิงไม่อยากจะเชื่อ
“ถูกต้องมันคือมูลของเจ้ากวางตัวนี้ เพราะสิ่งที่มันกินคือสมุนไพรเซียนดังนั้นมูลของมันจึงไม่เหม็นและเป็นประโยชน์ต่อสมุนไพรอื่นๆอีกด้วยว่าแต่การที่มีภูติกวางอยู่แถวนี้หลายตัวจะต้องมีภูติน้อยคอยเฝ้าอยู่แถวๆนี้ด้วยสิ”ซีรั่วหยานกล่าว
ฉางเฟิงขยายการค้นหาทันทีขณะเดียวกันพวกเจี้ยนอี้ก็งุนงงว่าฉางเฟิงกำลังทำอะไร ไม่นานฉางเฟิงก็เห็นภูติตัวน้อยๆกำลังนอนหลับอยู่บนหลังของภูติกวางตัวหนึ่ง
“เด็กน้อยตื่นได้แล้ว”ฉางเฟิงกล่าว
“หืมใครกล้ามาปลุกข้า” ภูติน้อยตกใจและมองไปรอบๆ
“ว่าไง”ฉางเฟิงยิ้ม
“เจ้าเป็นใครเจ้าคือผู้บุกรุกงั้นเหรอ หรือว่าประตูทางเข้าเปิดแล้ว แย่แล้วต้องรีบแจ้งคนในหมู่บ้าน”ภูติน้อยตกใจและเตรียมหนีทันที
“นี่เจ้าตัวเล็กเจ้าไม่คุ้นเคยกับสายเลือดของข้างั้นเหรอ”ฉางเฟิงกล่าว
“เอ๊ะ.....นี่มันกลิ่นอายแห่งชีวิตแต่ก็มีกลิ่นอายของภูติแท้โกลาหล เจ้าเป็นใครกันแน่” คราวนี้ภูติน้อยบินวนรอบตัวฉางเฟิงด้วยความสนใจ
“ข้ามีนามว่าฉางเฟิงข้ามาจากโลกด้านนอก แต่ข้าไม่ได้เป็นศัตรูกับพวกข้าเหมือนกับเจ้าพวกวังสวรรค์ และอย่างที่เจ้าสัมผัสได้ข้ามีสายเลือดของภูติแท้โกลาหลและภูติแห่งชีวิตอยู่ในร่าง” ฉางเฟิงกล่าว
“เจ้าคือผู้เหลือรอดงั้นเหรอ”ภูติน้อยตื่นเต้นมากที่ได้เจอกับสายเลือดที่ควรจะสาบสูญ
“ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าในโลกนี้ยังหลงเหลือสายเลือดเผ่าภูติหรือเปล่า”ฉางเฟิงถาม
“ไม่มีแล้วนายท่านทั้งหมดได้จากไปหมดแล้วเหลือเพียงพวกเราที่ยังรอดชีวิตอยู่” ภูติน้อยกล่าวด้วยใบหน้าเศร้าโศก
“แล้วตอนนี้ใครเป็นคนปกป้องพวกเจ้าอยู่ในตอนนี้แล้วเกิดอะไรขึ้นเมื่อวังสวรรค์ส่งคนบุกเข้ามา” ฉางเฟิงกล่าว
“ในตอนนั้นยังมีทายาทของภูติแห่งชีวิตอยู่1 คน นายท่านนั้นคอยปกป้องพวกเรามาตลอดจนกระทั้งพวกมนุษย์สารเลวพวกนั้นบุกเข้ามาพวกมันไม่เพียงเข่นฆ่าพวกเราไปมากมายแต่ยังขโมยสมุนไพรที่พวกเราปลูกไปจนหมดและเป้าหมายแท้จริงคือนายท่าน พวกมันต้องการจะจับตัวนายท่านไปแบบเป็นๆแต่น่าเสียดายนายท่านนั้นเด็ดเดี่ยวและได้เตรียมการเอาไว้แล้ว นานท่านได้สังเวยชีวิตของตนเองขับไล่มนุษย์พวกนั้นออกาจากสวนสมุนไพรแห่งนี้และปิดผนึกทางเข้ามานานหลายปีไม่คิดว่าผนึกจะคลายแล้ว” ภูติน้อยกล่าว
“เป็นแบบนั้นเองงั้นเหรอแต่ข้าจะบอกข่าวดีให้กับเจ้าหนึ่งอย่าง ภูติแห่งชีวิตยังไม่หมดไปโลกนี้หรอกนะยังมีทายาทหลงเหลืออยู่เพียงแต่พวกเขาก็เหมือนกับเจ้าที่ซ่อนตัวอยู่ในแดนลับตลอดไป
และข้ามีหน้าที่ในการปลดปล่อยพวกเขาออกมาและอย่างแรกที่ข้าต้องทำคือแข็งแกร่งขึ้นพอที่จะต่อต้านวังสวรรค์ได้” ฉางเฟิงกล่าว
“แต่ทำไมท่านถึงอยู่กับมนุษย์พวกนี้ได้”ภูติน้อยชี้ไปทางพวกคนอื่นๆด้วยสีหน้าระวังตัวทันที
“เจ้าไม่ต้องกังวลคนเหล่านี้ล้วนเป็นมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในโลกโกลาหลแต่เดิมไม่ใช่คนของวังสวรรค์”ฉางเฟิงรีบอธิบาย
ภูติน้อยย่อมไม่เชื่อนางได้เข้าไปตรวจสอบฉางเฟิงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีวิธีตรวจสอบอย่างไร แต่หลังจากนั้นไม่นานภูติน้อยก็เชื่อซะอย่างงั้น
“นายท่านถ้าท่านผู้พิทักษ์รู้ว่าสายเลือดอันสูงส่งยังหลงเหลืออยู่พวกเขาจะต้องดีใจแน่”ภูติน้อยกล่าว
“ผู้พิทักษ์?????”ฉางเฟิงสงสัย
“ก่อนที่นายท่านคนก่อนจะจากไปได้ฝึกฝนและทำให้สมุนไพรอายุแสนปีมีสติปัญญาขึ้นมาพร้อมกับมอบวิธีการฝึกฝนให้ตอนนี้สมุนไพรพวกนั้นได้กลายเป็นผู้พิทักษ์ของสวนสมุนไพรเราแล้ว” ภูติน้อยกล่าว
“งั้นเหรอถ้างั้นเจ้าช่วยพาข้าไปพบกับพวกเขาหน่อยได้หรือไม่ข้าอยากจะปลึกษาบางอย่างกับพวกเขา”ฉางเฟิงกล่าว
“ไม่มีปัญหา”ภูติน้อยรีบไปจัดการพวกภูติกวางให้มารวมตัวกันและพากันกลับหมู่บ้าน
จากที่ภูติน้อยกล่าวมากในสวนสมุนไพรจะมีหลายหมู่บ้านด้วยกันซึ่งแต่ละหมู่บ้านจะเป็นภูติน้อยที่อาศัยอยู่ส่วนสมุนไพรที่มีสติปัญญาและฝึกฝนได้จะเป็นผู้ปกป้องหมู่บ้านนั้นๆ และหมู่บ้านที่พวกฉางเฟิงกำลังไปคือหมู่บ้านที่อยู่ในป่ามายา
สำหรับฉางเฟิงถือว่าเป็นโชคดีที่ได้ภูติน้อยเคยนำทางเพื่อเป็นการยืนยันฉางเฟิงให้ภูติน้อยที่อยู่ในภาพสวรรค์นิรันดร์ออกมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันและเป็นการทำให้อีกฝ่ายเชื่อใจตนมากยิ่งขึ้น
ใช้เวลาครึ่งวันกว่าที่พวกฉางเฟิงจะมาถึงหมู่บ้านในป่ามายาตลอดทางถ้าไม่มีภูติน้อยนำทางการจะมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้เป็นไปได้ยากมากมากๆเพราะในป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยภาพมายาที่ทำให้ผู้คนหลงทางและตกสู่ภาพมายาได้ง่ายๆฉางเฟิงที่มีพลังจิตแข็งแกร่งยังเกือบตกลงสู่ภาพมายาเลยคนที่เหลือถ้าไม่ได้เสี่ยวเฮ่ยช่วยย่อมไม่รอดเช่นกันมีเพียงเสี่ยวเสี่ยวที่ไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย
“นี่คือหมู่บ้านงั้นเหรอ”พวกเจี้ยนอี้ตกใจ
เพราะหมู่บ้านของภูติน้อยคือบ้านเล็กๆที่อยู่บนต้นไม้โบราณตนหนึ่งซึ่งตามกิ่งไม้มีบ้านเล็กๆอยู่เต็มไปหมด
“หนิวฉีเจ้าพาผู้บุกลุกมาทำไมเจ้าทรยศงั้นเหรอ” ทันใดนั้นเองภูติน้อยที่ถือหอกเล็กๆก็บินเข้ามาและแสดงทาทางโกรธเกรี้ยวใส่ภูติน้อยที่นำทางพวกฉางเฟิงมา
“ไม่ใช่นะพวกเจ้าดูให้ดีๆสิว่าสายเลือดของเขาคือสายเลือดอะไร” หนิวฉีกล่าวขึ้น
“สายเลือดหืม ไม่จริงน่า สายเลือดอันสูงส่ง สายเลือดอันสูงส่งปรากฎแล้ว” ไม่นานภูติน้อยสองตนที่บินเข้ามาตรวจสอบฉางเฟิงก็คำรามออกมา