เป็นถึงภูตวิญญาณระดับกลาง ยังถูกขโมยแหวนช่องมิติที่สวมอยู่บนมือไปได้!
ไป๋หยุนเฟยจ้องมองมือขวาด้วยสายตาน่าหวาดหวั่นชั่วครู่ก่อนจะตวัดสายตาหันไปมองรอบกาย
“ต้องเป็นชายคนเมื่อครู่!มีแต่มันจึงขโมยไปได้!” ไป๋หยุนเฟยหรี่ตามองหาในฝูงชน “แต่ทำได้อย่างไร?มันถอดแหวนช่องมิติออกไปโดยที่ข้าไม่รู้ตัวได้อย่างไร?! อีกอย่างมันเป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น! มันทำอย่างไร...”
ดวงตาไป๋หยุนเฟยเริ่มค้นหาในหมู่ผู้คนภายในระยะห้าสิบวาแต่ก็ไม่อาจหาคนที่เพิ่งชนใส่ตนเมื่อครู่พบ
หลังจากการค้นหาไร้ผลไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกประหลาดใจ ขณะที่ละสายตาลงไป๋หยุนเฟยก็พลันฉุกคิดบางอย่างออกและอดไม่ได้ต้องแค่นหัวเราะเบาๆ“ไฉนข้าจึงลืมไปได้? ด้วยสิ่งนั้น ตราบใดที่มันยังไม่ออกจากเมืองเหยียนหลินไม่ว่าจะไปซ่อนตัวที่ใดข้าก็หาพบ!”
“เจ้าคิดหรือว่าข้าจะรังแกได้ง่าย จึงกล้าขโมยแหวนช่องมิติข้าไป?”ไป๋หยุนเฟยลูบคาง “แต่มันรู้ได้อย่างไรว่าข้าสวมแหวนช่องมิติไว้ที่มือขวา?หรือว่ามันติดตามข้าอยู่นานแล้ว? ข้ากลับไม่พบเห็นมัน... ไฉนข้าเผลอเรอปานนี้?หรือว่ามันจะมีวิชาบางอย่างที่ใช้อำพรางตนได้?”
“อย่างแรก ข้าต้องหามันให้พบและทวงแหวนช่องมิติก่อน”ไป๋หยุนเฟยตกลงใจได้ก็ไม่ครุ่นคิดมากความ มันหลับตาลงและเริ่มสัมผัสถึงบางอย่างขณะที่ยืนอยู่บนถนน
หากเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณอื่นนี่อาจเป็นสถานการณ์อันยากลำบากแต่กระนั้นสำหรับไป๋หยุนเฟยการหาตำแหน่งของแหวนช่องมิติของตนกลับง่ายดายยิ่งนั่นก็เพราะทวนเปลวอัคคีของมันอยู่ในแหวนนั้น!
ดังที่หงยินกล่าวปลอกแขนมีดเพลิงและทวนเปลวอัคคีเป็น‘วัตถุวิญญาณเฉพาะตัว’ของไป๋หยุนเฟย ระหว่างตัวมันกับวัตถุวิญญาณทั้งสองเชื่อมโยงถึงกันดังนั้นไป๋หยุนเฟยจึงรับรู้ตำแหน่งของทวนเปลวอัคคีได้แม้จะอยู่ในแหวนช่องมิติก็ตาม!
ครู่ต่อมาไป๋หยุนเฟยจึงลืมตาขึ้นพร้อมกับเหยียดยิ้มที่ปากขณะหันร่างไปยังตรอกด้านซ้ายก็เริ่มวิ่งตะบึงโดยไม่ลังเล
แม้ไป๋หยุนเฟยจะนับว่าเป็นตรอกแต่ความกว้างของตรอกยังกว้างเทียบเท่าถนน ปกติถูกใช้เป็นทางตัดผ่านไปยังถนนอีกเส้นภายในตรอกคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและแผงขายของ
ขณะที่ไปตามทางด้วยสัญชาตญาณ ไป๋หยุนเฟยที่เดินอย่างรวดเร็วก็พลันชะลอฝีเท้าลงยามจ้องมองกลุ่มคนตรงหน้าดวงตาฉายแววจับผิด
สองตามันหรี่ลงยามพิจารณาผู้คนตรงหน้าเพื่อหาพิรุธ
หลังจากพ้นออกจากตรอกดูเหมือนไป๋หยุนเฟยจะค้นพบบางอย่างมันไม่รีรอรีบเดินแซงไปขวางทางคนผู้หนึ่งเอาไว้
“เด็กน้อย เจ้าทำอะไร?”น้ำเสียงชราดังมาจากผู้ที่ไป๋หยุนเฟยขวางทางไว้ ก่อนจะไออย่างอ่อนแรงสองครา ---กลับเป็นผู้เฒ่าอายุเจ็ดสิบปี!
ไป๋หยุนเฟยพิจารณารูปลักษณ์ของชายตรงหน้าอยู่เนิ่นนานแต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรเบื้องหน้าก็เห็นเพียงชายชราธรรมดา ดวงตาที่ฝ้าฟางเอวที่ค้อมลงและสองมือที่ด้านหลังก็ดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง
ทว่า...ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอประกายแวววับไม่หยุด มันไม่เอ่ยปากอันใด มือขวาก็พุ่งไปเบื้องหน้าและคว้าใส่ไหล่ของผู้เฒ่า!
“เด็กน้อย เจ้า --- เจ้าทำอะไร?!” ชายชราแตกตื่นอย่างยิ่งที่ร่างถูกผลักถอยหลังดูคล้ายจะสะดุดถอยไปด้านหลัง ผู้เฒ่าราวกับจะล้มลงกับพื้นได้ทุกเมื่อ
ไป๋หยุนเฟยเพ่งตามองยิ่งกว่าเดิม มันก้าวเท้าออกด้วยท่าเท้าเหยียบคลื่นพุ่งวาบหาผู้เฒ่าตรงหน้าภายใต้สายตาแตกตื่นของผู้อื่น ไป๋หยุนเฟยใช้มือขวาคว้าข้อมือซ้ายของชายชราเอาไว้พร้อมกับยกขึ้นถึงระดับสายตา
ที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของผู้เฒ่านั้นกลับไม่เห็นว่า”ผู้เฒ่า”จะมีรอยเหี่ยวย่นตามวัย ตรงกันข้ามนี่กลับเป็นแขนของชายหนุ่มที่เปี่ยมด้วยพลังที่สำคัญก็คือบนนิ้วชี้ของชายหนุ่มมีแหวนสีดำอยู่ --- เป็นแหวนช่องมิติของไป๋หยุนเฟย!
ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้มีปฏิกิริยาใดไป๋หยุนเฟยก็นำแหวนช่องมิติของตนกลับคืนมาแล้ว ขณะเพ่งตามอง‘ผู้เฒ่า’ที่กำลังแตกตื่น ไป๋หยุนเฟยก็กล่าวเสียงเย็นเยียบ “พูดมาไฉนต้องขโมยแหวนช่องมิติข้า? เจ้า’เปลี่ยน’โฉมหน้าของเจ้าเช่นนี้ได้อย่างไร? บอกความจริงมา แล้วข้า...”
ไป๋หยุนเฟยไม่ทันได้กล่าวจบ แววตาของชายตรงหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนจากฝ้าฟางกลายเป็นกระจ่างชัดเปี่ยมพลัง ยามอีกฝ่ายแค่นเสียงออกมาไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกฝ่ามือว่างเปล่าเมื่อข้อมือของอีกฝ่ายพลันหดลงและหลุดรอดจากการยึดจับไปได้
จากนั้นหลังและเอวอีกฝ่ายเหยียดตั้งตรงไม่หลงเหลือเค้าความชราอีก เพียงถีบเท้ากับพื้นก็พลันโฉบร่างผ่านไป๋หยุนเฟยไปยังถนนอีกเส้นทันที
ดวงตาไป๋หยุนเฟยฉายแววผิดคาดอาศัยการบิดพลิกสองเท้าเคลื่อนร่างไล่ตามอีกฝ่ายโดยกระชั้นชิด
ชั่วขณะที่ชายผู้นั้นกำลังจะพุ่งเข้าตรอกท่ามกลางผู้คนจู่ๆก็เกิดลมกระโชกผ่านข้างศีรษะมันไป สายลมวูบผ่านไปตรงหน้าก่อนจะปรากฏเงาร่างติดตามมาไป๋หยุนเฟยขวางทางเอาไว้อีกครั้งก่อนจะชกหมัดใส่ทรวงอกอีกฝ่ายทันที!
เมื่อไม่อาจทำอะไรได้อีกชายผู้นั้นจึงได้แต่ยกแขนทั้งสองข้างขึ้น พร้อมกับเสียงปังมันก็ถูกส่งกลับไปด้านหลังไป๋หยุนเฟยไม่ได้ใช้วิชาระลอกคลื่น ไม่เช่นนั้นตนเองก็คงต้องถอยหลังด้วยเช่นกัน
“เฮอะ! ไฉนข้าจึงโชคร้ายถูกคนน่ารำคาญเช่นเจ้าก่อกวนด้วย?”ใบหน้าชายผู้นั้นค่อยเปลี่ยนเป็นจริงจังทั้งยังบิดเบี้ยวปั้นยากหลังจากล่าถอยไปหลายก้าวก็เขม้นมองไป๋หยุนเฟยอย่างละเอียดขณะเดียวกันพลังวิญญาณสีครามก็วนเวียนรอบกายยามนี้มันไม่หลงเหลือเค้าความชราอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์หรือท่วงท่าเห็นได้ชัดว่าเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง
“ภูตวิญญาณระดับต้น!”ไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วด้วยความตระหนก “ก่อนหน้านี้กลับไม่มีพลังวิญญาณเล็ดรอดออกมาข้าถึงกับคิดว่ามันเป็นคนธรรมดาแต่ยามนี้ถึงกับแสดงพลังวิญญาณในระดับภูตวิญญาณออกมาได้!หรือว่าก่อนหน้านี้มันจะซ่อนพลังเอาไว้ แต่ทว่า... มันทำได้อย่างไร?”
“เด็กน้อย เจ้าก็ได้ของคืนไปแล้วอย่าได้ทำรังแกคนเกินไปนัก! ปล่อยข้าไปแล้วระหว่างเราจะถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น!” ชั่วขณะที่ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิด ชายผู้นั้นก็ฉวยโอกาสเอ่ยปากก่อนน้ำเสียงของมันไม่มีวี่แววแก่ชราแต่กลับมาใช้น้ำเสียงชายหนุ่มเช่นเดียวกับตอนที่ขโมยแหวนช่องมิติอีกครั้ง
ไป๋หยุนเฟยถอยหลังไปก้าวหนึ่งก่อนจะเหน็บแนมว่า“หรือเจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด? เจ้าขโมยของข้า เจ้ายังกล้าโอหังปานนี้อีก?”
“เช่นนั้นเจ้าจะไม่ปล่อยข้าไป?”ชายผู้นั้นแววตาแข็งกร้าวขึ้น ยามแค่นเสียงเย็นชามันก็ชักเท้าเตะใส่ไป๋หยุนเฟยด้วยความเร็วปานสายลม“ถ้าเจ้าอยากสู้เช่นนั้นก็สู้!”
“เอ๊ะ?ไฉนคำพูดเหล่านี้ฟังดูช่างคุ้นหูนัก?” ริมฝีปากปากไป๋หยุนเฟยกระตุกวูบ มันรอคู่ต่อสู้เคลื่อนเข้ามาใกล้ก่อนจะชักเท้าถอยครึ่งก้าวพร้อมกับยกแขนขวาขึ้น แสงสีแดงกระพริบวูบก่อนที่มือไป๋หยุนเฟยจะคว้าจับสิ่งนั้นแล้วฟาดไปเบื้องหน้า
เป็นก้อนอิฐที่รอปรากฏโฉมมาเนิ่นนานแล้ว!