“ก็ไม่เห็นยากหนิ”
ตงฟางลืมตาตื่นหลังจากเขาอ่านหนังสือทำความเข้าใจเรื่องการเขียนยันต์พื้นฐานจนถึงการเขียนยันต์ขั้นสูง วิธีการเขียนไม่ถือว่าเป็นความลับสามารถเปิดเผยได้ ด้วยเข็มขัดของศิษย์สายในเป็นอีกหนึ่งที่ทำให้เขาอ่านหนังสือการเขียนยันต์ขั้นสูงแล้วไม่มีใครเข้ามาหาเรื่องเขา
โดยการเขียนยันต์ที่ตงฟางบอกว่าง่ายเป็นเพราะว่าการสร้างขึ้นมาสักแผ่น มีด้วยกัน 2 รูปแบบการเขียนที่เป็นพื้นฐานและเป็นการเขียนขั้นสูง
การเขียนพื้นฐานจำเป็นต้องมีกระดาษยันต์เปล่า 1 แผ่นและต้องมีหมึกพิเศษ เพียงแค่ 2 อย่างนี้ก็สามารถเริ่มเขียนยันต์ได้
สำหรับการเขียนขั้นสูงไม่จำเป็นต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรเลย แค่มีความเข้าใจในเรื่องยันต์ก็สามารถใช้พลังวิญญาณวาดตัวอักษรให้กลายเป็นยันต์กลางอากาศได้
การเขียนยันต์ขึ้นมา 1 อย่าง วิธียากที่สุดคือการสร้างตัวอักษร แม้จะมีความเข้าใจที่สูงมากๆสามารถจดจำตัวอักษรจนรู้ว่าตัวนี้ สามารถปลดปล่อยพลังงานอะไรออกมาโจมตีในรูปแบบพลังวิญญาณ ทุกคนที่เขียนยันต์จะต้องก้าวผ่านไปให้ได้ก็คือ การส่งพลังวิญญาณเข้าไปในตัวอักษรที่พวกเขาต้องการจะเขียนให้เกิดพลังงาน
หากใช้หมึกพิเศษพวกเขาจำเป็นต้องเขียนตัวอักษรเหล่านั้นให้มีขนาดเส้นที่เท่ากัน ต้องไม่มีการแตกของเส้น ไม่มีการโค้งงอ หมึกจะต้องดำเท่ากันกับตอนลงหมึกครั้งแรกจนยกพู่กันในช่วงสุดท้าย ไม่เพียงเท่านั้นยังต้องส่งพลังวิญญาณเข้าไปทุกการขีดเขียนอีกด้วย เพื่อให้ตัวอักษรมีพลังวิญญาณ การที่ต้องบังคับให้เส้นมีขนาดเท่ากันแล้วต้องส่งพลังวิญญาณเข้าไปเป็นเรื่องยาก จึงทำให้การสร้างยันต์ลงไปบนกระดาษมีโอกาสสำเร็จน้อย
ส่วนวิธีการเขียนยันต์ขั้นสูงต้องผ่านการเขียนยันต์ขั้นพื้นฐานมาก่อน หากไม่มีความสามารถในการเขียนตัวอักษรให้เท่ากันได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาก็ไม่สามารถปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมากลางอากาศในรูปแบบยันต์ได้เช่นกัน แล้ววิธีการเขียนขั้นสูงยังมีอีกหนึ่งความท้าทายที่ยากมากๆ
ความยากคือการนำพลังวิญญาณของผู้ใช้งานมาควบแน่นให้เกิดเป็นตัวอักษร ปกติการเขียนยันต์ขั้นพื้นฐาน พวกเขาไม่จำเป็นต้องควบแน่นพลังวิญญาณกับการเขียนตัวอักษรเลยสักนิด เพราะหมึกพิเศษจะทำหน้าที่ควบแน่นพลังวิญญาณให้
แต่การเขียนขั้นสูงไม่ได้ใช้หมึกพิเศษ ผู้ใช้จำเป็นต้องเขียนตัวอักษรด้วยพลังของตัวเองทั้งหมดจากพลังวิญญาณ นอกจากจะต้องทำให้พลังวิญญาณวาดไปบนอากาศให้มีขนาดเท่ากันแล้ว ยังต้องควบแน่นพลังวิญญาณของตัวอักษรให้เท่ากันทุกส่วนอีกด้วย
ถึงแม้มันจะเป็นขั้นตอนที่ทำได้ยากมากๆ หากสามารถทำได้วิธีการเขียนยันต์ระดับสูงจะเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัว เพราะเขาสามารถใช้งานธาตุได้หลากหลาย ตามความเข้าใจในเรื่องยันต์ของพวกเขา
“เออ ยากจริงๆด้วย นึกว่าจะง่าย”
ตงฟางลองนำพู่กันวาดตัวหนังสือลงไปบนกระดาษเปล่า เขาอยากรู้ว่าจะเขียนตัวอักษรตามที่ตำรากล่าวได้ไหม ปรากฎว่าหมึกที่เขาเขียนลงไปขาดช่วง แล้วยังมีเส้นของพู่กันที่แยกออกมาอีกด้วยทำให้ตัวอักษรของเขาไม่สมบูรณ์ กว่าจะเขียนยันต์ได้แผ่นหนึ่งต้องลงพู่กันจำนวนหลายครั้งด้วยกัน เพราะยันต์มีตัวหนังสือหลายส่วนที่จะนำมาประกอบกันให้มันระเบิดพลังออกมา
ซึ่งส่วนประกอบในแผ่นยันต์แผ่นหนึ่งนั้น มีด้วยกัน 2 ส่วนเป็นขั้นต่ำ หากจะทำให้มันเป็นยันต์มีคุณภาพจะต้องมี 3 ส่วนขึ้นไป
ส่วนแรกของแผ่นยันต์เป็นตัวอักษรที่ต้องระบุธาตุที่ต้องการใช้งาน ส่วนที่สองจำเป็นต้องระบุการทำงานของธาตุที่เขียนลงไปเป็นส่วนแรก เพียงแค่ 2 ส่วนนี้ก็สามารถทำให้ยันต์ใช้งานได้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ไฟ ระเบิด เป็นต้น ด้วยตัวอักษรเพียงแค่ 2 ตัวเขียนลงไปบนยันต์แผ่นเดียวกัน ยันต์แผ่นนั้นก็จะระเบิดเป็นเปลวไฟออกมา
ถ้าหากเพิ่มส่วนที่สามเข้าไป ยันต์จะมีประสิทธิภาพและลูกเล่นมากยิ่งขึ้น โดยลูกเล่นที่ว่าก็คือ การบอกเกี่ยวกับประเภทของอาวุธที่ต้องการให้ยันต์โจมตี ยกตัวอย่างเช่น ไฟ ระเบิด ดาบ เป็นต้น เพียงแค่มีตัวอักษร 3 ส่วนนี้ แผ่นยันต์จะปลดปล่อยดาบเพลิงพุ่งเข้าโจมตีศัตรู หากมันโจมตีโดนเป้าจะระเบิดเป็นเปลวไฟออกมา
สำหรับยันต์มีหลากหลายรูปแบบหลากหลายประเภทการใช้งาน ยันต์สามารถใช้โจมตี ป้องกัน หรือจะใช้สำหรับข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน ด้วยรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย ตงฟางจึงจัดประเภทของมันใหม่ด้วยการจัดตามประเภทของธาตุ เนื่องจากเขาไม่ต้องการนำยันต์ไปใช้ในทางอื่นนอกจากต่อสู้
โดยธาตุของยันต์ที่สามารถปลดปล่อยพลังออกมามีด้วยกันหลากหลายธาตุเป็นอย่างมาก ในตึกยันต์มีระบุเอาไว้ให้ศึกษาเพียงแค่ 6 ธาตุเท่านั้น ได้แก่ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ทอง ไม้ ด้วยจำนวนธาตุเพียงเท่านี้สำหรับตงฟางเขาคิดว่ามากพอแล้ว หากเขาพลิกแพลงการใช้งานพวกมันเข้ากับการต่อสู้ ศัตรูของเขาก็ยากจะรับมือ
“นี่ รู้ไหมว่าหนังสือค่ายกลอยู่ไหน ทำไมมีแต่หนังสือสอนการเขียนยันต์”
ตงฟางถามชายรูปร่างผอมแห้ง บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยน้ำหมึกสีดำ จากสภาพคงทุ่มเทอย่างหนักกับการเขียนยันต์
“ เข็มขัดสีขาว! ศิษย์พี่สายใน ข้าต้องขอโทษด้วยที่เสียมารยาทกับท่าน”
ตงฟางย่นคิ้วเล็กน้อย เขาไม่นึกว่าการเข้าสถาบันเพียงแค่ 1 เดือนจะทำให้เขาถูกคนที่เข้ามาก่อนเรียกตัวเองว่าศิษย์พี่ เขาจึงจ้องเข็มขัดตัวเองเพราะมันมีอำนาจไม่น้อย
“เอาล่ะ ข้าจะไม่ทำอะไรเจ้า บอกได้หรือไม่ว่าหนังสือค่ายกลอยู่ไหน”
“ศิษย์พี่ สำหรับค่ายกลทางตึกยันต์ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะมันเป็นความลับของทางสถาบัน”
“ทำไมถึงลับขนาดนั้น”
“ก็เพราะว่าค่ายกลเปรียบเสมือนไม้ตายของสถาบันเรา ไม่สามารถให้ใครเรียนมั่วได้หากไม่ได้เข้าร่วมกับหมู่ตึกยันต์และค่ายกล”
“อ๋อ ไม่อยากให้สถาบันอื่นนำค่ายกลไปชำแหละหาจุดอ่อนสินะ ไม่เป็นไรอ่านหนังสือต่อไปเถอะ ข้าจะไปแล้ว”
ตงฟางเดินลงจากชั้นสอง ตอนนี้เขามีความรู้เรื่องยันต์อยู่ในหัวมากพอสมควร แต่เขายังติดอยู่ในข้อจำกัดของมัน ถึงเขาจะใช้งานยันต์ได้ก็ตาม การใช้งานยันต์ของเขาด้วยตัวเองกลับถูกจำกัดเอาไว้ที่ระดับ 3
โดยระดับผู้ใช้ยันต์มีด้วยกัน 10 ระดับ มันเป็นการแบ่งความสามารถของผู้ใช้ยันต์ตามระดับพลังวิญญาณของพวกเขา
ระดับชำระชีพจรเป็นเพียงผู้ใช้ยันต์ระดับ 1 ระดับสัมผัสวิญญาณเป็นเพียงผู้ใช้ยันต์ระดับ 2 ระดับก่อตั้งวิญญาณเป็นได้เพียงผู้ใช้ยันต์ระดับ 3
ซึ่งระดับของผู้ใชัยันต์เป็นการล็อกความสามารถของผู้ใช้ยันต์เอาไว้ สาเหตุที่ตงฟางบอกว่าล็อกก็เพราะว่าตอนนี้ในหัวของเขามีความรู้เรื่องตัวอักษรมากมายที่นำมาประกอบให้เป็นยันต์หนึ่งแผ่น หากเขานำตัวอักษรในหัวมาเขียนประโยคยาวเหยียด ยันต์ของเขาจะต้องรุนแรงมากแน่นอน
แต่ระดับผู้ใช้ยันต์กลับล็อกความสามารถในการเขียนยันต์เอาไว้ ระดับ 1 ให้เขาเขียนตัวอักษรได้เพียง 1 ตัวเท่านั้น ระดับ 2 เขียนตัวอักษรลงบนยันต์ได้สูงสุด 2 ตัว ส่วนตอนนี้เขาเป็นระดับก่อตั้งอยู่ในระดับผู้ใช้ยันต์ระดับ 3 สามารถเขียนยันต์ได้สูงสุด 3 ตัวเท่านั้นแล้วก็เป็นพื้นฐานมากๆกำหรับการใช้ยันต์โจมตี หากเขาคิดจะเขียนตัวอักษรที่ 4 ลงไปบนยันต์ มันเป็นไปไม่ได้ด้วยข้อจำกัดของพลังวิญญาณ
การเขียนยันต์ไม่ได้วัดที่ความสามารถในการควบคุมปริมาณพลังงานที่ใช้เขียนตัวอักษร มันยังมีการนำความสามารถในการควบแน่นพลังวิญญาณมาใช้งานด้วยเช่นกัน
ด้วยความสามารถของระดับก่อตั้ง ต่อให้เขาจะควบแน่นพลังวิญญาณได้ดีขนาดไหน พลังวิญญาณของเขาก็มีความเข้มข้นและแข็งแรงเท่ากับพลังวิญญาณระดับก่อตั้งเท่านั้น สาเหตุนี้จึงทำให้เขาเป็นเพียงแค่ผู้ใช้ยันต์ระดับ 3 แต่เขาก็ยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่าผู้ใช้ยันต์ระดับ 3 เต็มปาก เพราะไม่เคยขีดเขียนยันต์สักชิ้นเลย หนำซ้ำระดับผู้ใช้ยันต์ยังต้องมีการสอบอีกด้วย
ไม่เพียงแค่ระดับผู้ใช้ยันต์ที่ต้องสอบ ระดับนักหลอมยา ระดับนักเล่นแร่แปรธาตุ ล้วนต้องสอบเช่นเดียวกัน หากเขาไม่มีใบอนุญาตเขาจะขายสินค้าได้แค่ในนามของเถื่อนเท่านั้น
“เอ แล้วพี่ซิงเยียนขายยาที่เราหลอมด้วยวิธีไหนหว่า ถึงไม่ถูกทหารของเมืองจับได้ว่าขายของเถื่อน”
ตงฟางเริ่มคิดไปถึงหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เขายังไม่เคยสอบวัดระดับความรู้ระดับผู้หลอมยา ทางฝั่งหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้ากลับสามารถนำยาของเขาไปขายได้ เขาจึงเกิดเป็นความสงสัย ไม่เพียงเท่านั้นเขายังมีความรู้สึกหวาดระแวงเช่นกันเกี่ยวกับร้านน้อยหน่า ดูเหมือนว่าการขายแค่ยายี่จงของเขาตลอดมา จะอยู่ในสภาพค้าของเถื่อน
“คงต้องไปสอบเป็นผู้หลอมยาแล้วสิ ไม่งั้นการขายยาคงประสบปัญหา ตระกูลจงคงไม่ปล่อยเรา”
ตงฟางมองหาลู่ทางในการสอบเพื่อให้ตัวเองได้เป็นผู้หลอมยา ทันใดนั้นเขากลับเห็นลู่จิวยืนรอเขาที่หน้าทางออกตึกยันต์และค่ายกลด้วยใบหน้าวิตก เขาจึงเดินเข้าไปหา
“ลู่จิว เกิดอะไรขึ้น”
“ให้ตายสิ แกออกมาได้สักที ฉันรอแกตั้งแต่เช้าจนจะเที่ยงคืน หนาวจะตายอยู่แล้ว เอานี่”
“อะไรเหรอ” ตงฟางมองจดหมายสีแดง ทันทีที่เขาสัมผัสกลิ่นน้ำหอมก็พุ่งเตะจมูกของเขาทันที
“มีคนส่งจดหมายมาให้แก พวกเขาไม่บอกว่าเป็นใครแต่บอกว่าต้องส่งให้ถึงมือแก ฉันเลยมารอแกที่นี่”
“อืม พอจะรู้แล้วว่าใคร เออ ฉันได้บ้านใหม่แล้วนะ”
“สวยไหม”
“ฉันสร้างใหม่สวยเลยล่ะ หากแกจะเข้าไปหาบอกผู้อาวุโสหน้าทางเข้าก็พอ แล้วเขาจะบอกบ้านของฉัน ส่วนเรื่องร้านขายยา หยุดไปก่อนแล้วกัน ช่วงนี้พวกแกก็ขยันฝึก”
“แกจะทำอะไรอย่างนั้นเหรอ”
“วางแผนร้านยาที่มั่นคง ตอนนี้ฉันเป็นศิษย์สายในแล้วก็จริง แต่ฉันยังไม่ใช่ผู้หลอมยา จำเป็นต้องสอบก่อน”
“อ๋อ ต้องปิดจุดอ่อนให้หมดสินะ งั้นฉันจะพาฉาน จ้าน เป่าฝึกอย่างหนักเลย”
“ดีๆ เออ เอานี่แหวนเก็บของ ให้พวกแกเก็บไว้คนละวง ข้างในมีแกนพลังวิญญาณระดับ 2 และยาทงเทียนเล็กน้อย น่าจะพอให้พวกแกใช้งาน”
“ขอบคุณเพื่อน ฉันไปก่อน บรือหนาว~!”
ลู่จิววิ่งกลับไปยังห้องพักด้วยความรวดเร็วปล่อยให้ตงฟางเปิดจดหมายอ่าน ทันทีที่เขาเห็นคำขึ้นต้นเขาก็รู้เลยว่าพี่สาวซิงเยียนส่งจดหมายนี้มาให้เขา
“เดี๋ยวก่อนนะ จะให้ไปแข่งเหรอ”
ในจดหมายไม่มีข้อมูลอะไรเลยนอกจากประโยคสั้นๆให้เขาเดินทางไปหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเพื่อให้เขาเป็นตัวแทนผู้หลอมยาของหอประมูลสวรรค์ แล้วยังมีข้อความบอกว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เขาจำเป็นต้องเดินทางไปฟังจากปากพี่ซิงเยียนเองเพราะเขียนในจดหมายไม่หมดอย่างแน่นอน
“เอ จะไปคืนนี้เหรอ ไม่ดีกว่า เดี๋ยวตื่นขึ้นมามีคนแก้ผ้านอนบนเตียงจะแย่เอา พรุ่งนี้เช้าค่อยไปก็ได้ ส่วนคืนนี้กลับไปเขียนยันต์ที่บ้านรอ”
ตงฟางเดินกลับไปยังเขตของศิษย์สายใน เขาจำเป็นต้องเขียนตัวหนังสือที่ต้องการใช้ให้ได้ เพื่อทำให้ทักษะดาราของเขาสามารถใช้ไฟควบคู่การโจมตี