“ดูจากที่คุณพูดมาแบบนั้นในตอนนี้คงจะเป็นสถานการณ์ที่แย่จริงๆสินะ ไม่ต้องห่วงไปหรอกแค่มีเจ้านี่ทุกอย่างก็ง่ายดายแล้ว”
จงออกมาร่างอวตารเทพจักรพรรดิแห่งความมืด
ความมืดมากมายหลอมรวมร่างอวตารร่างหนึ่งขึ้นมามันเป็นร่างที่ไม่ตัวใหญ่เหมือนพวกที่ผมเคยเห็นมาก่อนแต่เป็นร่างที่มีขนาดความสูงประมาณร้อยแปดสิบเซนติเมตรทันทีที่ร่างปรากฏออกมาเล่นเอาผมหลบหน้าแทบไม่ทันเพราะสิ่งที่ปรากฏออกมา ผมคิดว่ามันต้องเป็นแบบในจินตนาการของผมที่จะปรากฏออกมาเป็นชายที่มีท่าทางบุคลิกดั่งจอมราชัน
แต่นี่เป็นหญิงสาวที่มีผมยาวสีดำ ดวงตาสีทอง ร่างกายอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าแต่มันงดงามราวกับเทพธิดา ไม่สิมันเหนือกว่านั้นต้องเรียกว่าเทพธิดาที่อยู่ในจินตนาการที่ไม่มีใครกล้าดึงออกมาร่างเป็นภาพวาดเพราะกลัวงดงามไม่เท่าตัวจริง
“การที่เจ้าคิดที่จะเรียกข้าออกมาได้นี่ต้องใช้เวลามากขนาดนี้เลยเหรอ”
“เอ๊ะ! นี่เธอพูดได้ด้วยเหรอ”
“แล้วเรื่องอะไรที่จะพูดออกมาไม่ได้อย่าเอาข้าไปเทียบกับพวกร่างอวตารที่ต่ำต้อยพวกนั้นเลย”
ร่างอวตารมองไปยังอาเธน่าแล้วขมวดคิ้วขึ้น
“ไม่น่าเชื่อว่าภูติอย่างเจ้าถึงกับกล้าขึ้นมาเป็นถึงวงศ์วานยังไม่พอตอนนี้ยังให้กำเนิดลูกของนายเหนือของตัวเองอีก เจ้าตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ เจ้าก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าภูติแบบเจ้าไม่มีทางที่จะมีอารมณ์ความรู้สึก.....”
“สิ่งที่เธอคิดอยู่นั้น นั่นไม่ถูกต้องหรอกนะ ตอนแรกฉันก็เชื่อว่ามันไม่มีทางที่ตนเองจะมีอารมณ์ความรู้สึกแบบนั้นได้แต่ว่ามันก็ได้เกิดขึ้นมาแล้วและตอนนี้ฉันก็รักโรเบิร์ตจากใจของฉัน”
ความรู้สึกทั้งหมดที่แสดงออกมาอย่างจริงจังของอาเธน่าทำให้ร่างอวตารตกตะลึงเพราะเหล่าภูติมักจะไม่มีอารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของความรักเชิงชู้สาวเด็ดขาด
ผมที่มองเห็นถึงความขัดแย้งก็ได้พูดตัดบทของทั้งสองลงไปก่อนที่มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปมากกว่านี้
“เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลังเถอะ ทำให้พวกมันสิบตัวที่กำลังเต้นท่าหลุดโลกพวกนั้นหายไปให้หมดที และก็นะเธอไม่จำเป็นต้องทดสอบอาเธน่าหรอกฉันสามารถรับประกันได้ว่าอาเธน่ามีอารมณ์ความรู้สึกที่รักฉันจากใจจริง”
หลังจากที่ผมพูดออกไปร่างอวตารก็ครุ่นคิดเล็กน้อยจากนั้นก็ละทิ้งความคิดที่จับผิดอาเธน่าออกไปก่อนจะพูดขึ้น
“ตามความจริงแล้ว ด้วยพลังของเจ้าก็สามารถทำได้ทำไมถึงไม่ใช้มันละ พลังของแวมไพร์มันเป็นสิ่งที่ยากจะต่อต้านได้ยิ่งเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ที่มีไม่มากและเจ้าก็เป็นสายเลือดบริสุทธิ์ที่แปลกประหลาดอีกด้วย เอ๊ะ! เดี่ยวนะทำไมเจ้าที่เป็นแวมไพร์ทำไมถึงไม่มีทักษะอะไรที่มันเกี่ยวข้องกับแวมไพร์เลยละนอกจากทักษะกลืนโลหิตแล้วทักษะส่วนใหญ่กลับไปเกี่ยวโยงกับความมืดเป็นหลัก มันน่าแปลกมาก”
“แล้วปกติที่เธอว่ามันต้องเป็นแบบไหนละ”
“ปกตินั้นแวมไพร์ที่ก้าวข้ามขึ้นมาจนถึงขั้นที่เจ็ดได้จะต้องได้รับทักษะของแวมไพร์มามากมายแล้วแต่เจ้ากลับไม่ได้รับทักษะอะไรเลยขนาดทักษะฟื้นฟูตนเองที่เป็นอะไรที่ธรรมดาที่สุดเจ้ายังไม่ได้ครอบครอง มันหมายความว่ายังไงกันแน่ เจ้าเป็นแวมไพร์ที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาชั่วชีวิตของข้าเลย”
ผมกับอาเธน่ามองหน้ากันด้วยความงุนงงถ้าความสามารถที่ร่างอวตารพูดมาเป็นเรื่องจริงแสดงว่าพลังที่ผมควรครอบครองมันมากกว่าที่เป็นอยู่และแข็งแกร่งจนสามารถยึดครองโลกเบื้องล่างโลกเดิมของผมได้ตั้งแต่ผมยังอยู่ขั้นที่สามขั้นที่สี่แล้วสิ
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจกับตัวเจ้าเหมือนกันแต่ว่าบางทีมันอาจเกี่ยวข้องกับวงศ์วานของเจ้าก็เป็นได้ เอาเถอะเรื่องนี้ค่อยมาหาคำตอบทีหลังก็แล้วกัน แต่ตอนนี้ต้องไปหาคำตอบบางอย่างจากปราสาทนั่นก่อน เพราะข้าเองก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างเหมือนกัน ข้าจะเป็นคนเปิดทางให้พวกเจ้าเข้าไปด้านในเองก็แล้วกัน”
การพูดคุยวางแผนทุกอย่างเสร็จแล้ว ร่างอวตารก็มุดหายไปในความมืดก่อนที่จะมีมือมรณะมากมายหลายพันหลายหมื่นจนถึงหลายล้านดึงพวกคนที่กำลังร่ายเวทย์อยู่ลงไปในความมืดมิดโดยไร้ร่องรอยให้ตรวจจับพร้อมกับสร้างร่างเงาสีดำทิ้งไว้ไม่ให้พวกที่ลงไปด้านล่างรับรู้ได้
ผมกับอาเธน่าก็เปิดทางลับที่พวกมันใช้เข้าไปเพื่อมุ่งหน้าไปยังปราสาทนั่นในทันที ร่างอวตารที่ตามหลังมาก็มุดผ่านเงากลับมายังตัวผมเปลี่ยนร่างไปมีขนาดเท่ากับตัวของอาเธน่ายืนบนไหล่ของผม ทำให้ไหล่ของผมทั้งสองข้างไม่มีที่ว่างอีกต่อไปเพราะถูกจับจองโดยอาเธน่ากับร่างอวตาร
ทางลับที่ใช้เข้ามานั้นเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของโบราณสถานเก่าแก่ที่มีโครงกระดูกของเผ่าต่างๆมากมายตามทางเดินที่เดินทางไปเรื่อยๆต้นไม้ใบหญ้าเถาวัลย์เองก็ไม่น้อยหน้าเล่นเอาผมเดินทางไปอย่างยากลำบากใช้เวลาถึงสองชั่วโมงกว่าจะเดินทางมาจนถึงตัวปราสาทจริงๆ
ข้างในนี้เองก็ไม่ต่างไปจากทางเดินที่ผ่านมามากนัก ก็ยังมีซากโครงกระดูกของเผ่าต่างๆอยู่เหมือนกันแต่ก็น้อยลงไปกว่าก่อนหน้านี้มากแต่ที่น่าแปลกมันกลับมีเลือดไหลนองตามพื้นพร้อมกับมีรอยลากเข้าไปยังสุดทางเดินที่ผมจะต้องเดินเข้าไป
อาเธน่าที่เฝ้าสังเกตมาโดยตลอดก็พูดขึ้น
“ที่นี่ดูเหมือนจะมีคนมากมายเข้ามาเพื่อสำรวจมันแต่ก็จบชีวิตกันไปทั้งหมดเพราะอะไรกันแน่นะ”
ทางด้านของร่างอวตารก็พูดเสริม
“ดูจากร่องรอยแล้วน่าจะถูกพวกที่ครอบครองพลังแห่งแสงลงมือทำร้ายมากกว่า กลิ่นอายลักษณะนี้ไม่ผิดแน่พวกที่ครอบครองพลังแห่งแสง”
“เดี๋ยวก็รู้เองถ้าถามเจ้านั่นว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
ตรงหน้าของผมในตอนนี้ปรากฏอัศวินเกราะสีขาวคนหนึ่งที่กำลังลากชายสองคนที่ถูกปาดคอไปด้วยก่อนที่มันจะรับรู้ถึงการมาของผมมันก็ได้ทิ้งร่างของชายสองคนที่ถืออยู่ลงไปแล้วดึงดาบที่อยู่ในฝักข้างเอวของตนเองขึ้นมา มันร้องคำรามพุ่งเข้ามาโดยใช้วิชาดาบขั้นสูงที่ผมเองก็ดูการออกกระบวนท่าไม่ทัน
"ดูเหมือนมันไม่ต้องการที่จะพูดคุยกับพวกเรานะ"
ด้วยร่างกายผมที่เปลี่ยนไปแล้วมันก็หลบการโจมตีไปได้อย่างสบายๆจากนั้นก็ใช้หมัดที่ห่อหุ้มไปด้วยความมืดชกเข้าไปที่ท้องของอัศวินเกราะสีขาวจนกระเด็นอัดกับกำแพงร่างแหลกสลายกลายเป็นแสงสว่างไปในทันที
อาเธน่าสังเกตการออกกระบวนท่ารวมถึงลักษณะการโจมตีทั้งหมดไปจนถึงลักษณะทางร่างกายก็นึกถึงอะไรบางอย่างออกมาได้
“พวกนี้มันสาวกแห่งพระเจ้านิ”
“หมายถึงอัศวินนั่นนะเหรอ”
“ใช่แล้ว รายละเอียดเอาไว้บอกหลังจากจบเรื่องที่นี่ไปแล้วที่ต้องรู้เอาไว้ก็คือพวกมันเป็นศัตรูของพวกเรา โรเบิร์ตรีบเข้าไปด้านในเร็วเข้ามันจะต้องเก็บสิ่งนั้นไว้อย่างแน่นอน”
ผมไม่ได้ถามว่ามันคืออะไรแต่ก็รีบวิ่งเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางก็เจอกับอัศวินเกราะสีขาวที่อาเธน่าเรียกว่าพวกมันว่า “สาวกแห่งพระเจ้า” ผมใช้ดาบเล่มสีดำฟาดฟันเพื่อเปิดทางจนกระทั่งเข้าไปถึงยังใจกลางของปราสาทโดยจุดศูนย์กลางของมันคือคริสตัลสีแดงที่มีมากมายหลายล้านก้อนขนาดของพวกมันก็สูงราวๆสองเมตร ผมก็ต้องหยุดชะงักไปทันทีที่พบเห็นคริสตัลก้อนหนึ่งที่ว่านั่นพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้าง
ภาพที่เห็นมันคือผู้หญิงคนหนึ่งที่ตอนนี้อวัยวะร่างกายถูกแยกออกไม่ต่ำกว่าสิบชิ้นภายในคริสตัลและเธอคนนั้นก็เป็นคนที่ผมรู้จักเป็นอย่างดีเธอคนนั้นก็คือ อิซาเบลล่า ไวโอเล็ท ทำให้ผมเกิดความสับสนไปในทันที
“อ๊ะ! มันเป็นไปได้ยังไง”
ขนาดอาเธน่ายังอุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“มันหมายความว่ายังไงกันแน่ ก็เธอยังมีชีวิตอยู่นี่แต่ทำไมถึงได้..... แล้วที่พวกเราเห็นอยู่นั่นละ”
ร่างอวตารทันทีที่ได้เห็นคริสตัลจำนวนมากก็พูดขึ้นมา
“การทดลอง EY98 หรือที่เรียกว่ายอดฝีมือแห่งพลังเวทย์ที่จะมีความสามารถใช้เวทมนตร์ได้อย่างไร้ขีดจำกัดไม่ต่างไปจากทวยเทพ เผ่าพันธุ์ที่แสดงให้เห็นอยู่ในคริสตัลทั้งหมดคือเผ่าพันธุ์ที่ถูกฆ่าแล้วหยุดเวลาเอาไว้ และที่พวกเจ้าได้เห็นคงเป็นตัวทดลองที่สำเร็จไปแล้ว”
“แสดงว่าตัวจริงของเธอตายไปแล้วเหรอ!”
“ยังไม่ตายหรอกเพราะมันยังถูกหยุดเวลาเอาไว้อยู่แต่ถ้าคลายพลังหยุดเวลาออกมาเมื่อไหร่เธอก็จะตายในทันที”
แปะ! แปะ! แปะ!
เสียงตบมือที่ดังสะท้อนกันไปมาก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายคนหนึ่งที่กำลังถือลูกแก้วขนาดเท่าลูกฟุตบอลอยู่ในมือข้างซ้ายเขากำลังเดินอยู่บนอากาศใช้ดวงตาสีขาวมองมาที่ผมด้วยท่าทางเย็นชาแต่ก็ปรากฏรอยยิ้มบางๆที่มุมปากเล็กน้อยจนแทบจะมองไม่เห็น
“ยอดเยี่ยมมาก ที่อุตส่าห์รู้เรื่องการทดลองนี้ด้วย ยินดีต้อนรับสู่เรือนคริสตัล เจ้าเป็นมนุษย์คนแรกเลยนะที่สามารถเข้ามาที่นี่ได้ แถมยังมีภูติกับร่างอวตารประหลาดมาด้วยแสดงว่าเจ้าคงไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาสินะ”
"....."
"ฮ่า ฮ่า เป็นเรื่องธรรมดาที่เจ้าเกรงกลัวข้าจนตัวสั่นไปกับการที่ได้เห็นระดับความสามารถอันน่าเกรงขามของข้า แต่ก็เอาเถอะเห็นแก่ความสามารถของเจ้าที่ได้เข้ามาที่นี่ข้าจะมอบรางวัลให้กับเจ้าก็แล้วกัน ลาล่า ลูลู่ พวกเจ้าสองคนออกมาต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมที่นี่หน่อย แล้วก็พาเขาเข้ามาแบบสบายที่สุดด้วยละ"
ทันใดนั้นเองที่อากาศธาตุซ้ายมือขวามือของชายคนนั้นก็ปรากฏหญิงสาวที่มีความงดงามในระดับที่สามารถทำให้ตัวผมเองยังตกตะลึงแต่ด้วยมือของอาเธน่าที่หยิกแก้มของผมทำให้ผมต้องละสายตาจากพวกเธอทั้งสองคนไป
“นายคงไม่ได้คิดที่จะทำอะไรแปลกๆกับพวกเธอสินะโรเบิร์ต”
“เอ่อ.....”
“อืม ดูแล้วผู้หญิงสองคนนั้นก็ไม่เลวเจ้าเอาพวกเธอเข้ามาร่วมวงศ์วานด้วยเลยก็ได้”
อาเธน่าจ้องเขม็งไปทางร่างอวตารแล้วพูดขึ้น
“ผู้หญิงแบบนั้นจะมาร่วมวงศ์วานได้ยังไงเรื่องนี้ยังไงก็ไม่ได้เพราะพวกเธอไม่เหมาะสมกับเขา”
“แล้วทีเจ้าเป็นภูติประจำตัวที่เดิมทีก็ไม่มีสิทธิ์ยังกล้าถือตัวเป็นภรรยาของเขาได้ แล้วพวกเธอทำไมจะไม่มีสิทธิ์”
“เธอ!!”
ความขัดแย้งระหว่างอาเธน่ากับร่างอวตารดูเหมือนจะกลายเป็นลักษณะคู่กัดกันไปซะแล้ว
“เอาเป็นว่าตอนนี้อย่าพึ่งทะเลาะกันเลยในเวลาแบบนี้พวกเรายิ่งมาหาข้อมูลและต้องการข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่นี่”
ส่วนทางฝั่งของชายคนนั้นสภาวะอารมณ์ของเขาในตอนนี้กำลังเดือดดาลเต็มที่เพราะผมกับอาเธน่าและร่างอวตารไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
“ในเวลาแบบนี้ยังกล้าที่จะพูดคุยกันอย่างสนุกสนานได้นะ ถ้าเป็นแบบนี้ข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว ลาล่า ลูลู่ จัดการพวกมันแล้วเอามาเข้าการทดลองของพวกเราให้หมด”
“รับทราบค่ะนายท่าน”
ผู้หญิงสองคนที่ชื่อ ลาล่า ลูลู่ ก็พุ่งเข้ามาโดยมีคนหนึ่งใช้อาวุธมีดสั้นคู่ส่วนอีกคนใช้ทวน การโจมตีนั้นรวดเร็วราวกับสายฟ้าไม่นานตัวผมก็ถูกการโจมตีของทั้งสองเข้าไปเต็มๆจากนั้นร่างก็กระเด็นไปอัดกำแพงฝังลึกเข้าไปภายในกว่าสามสิบเมตร
“ลาล่า ลูลู่ เก็บกวาดพวกมันมาข้าจะทดลองพวกมันให้กลายเป็นเหมือนตัวต้นแบบพวกนั้น”
“รับทราบค่ะนายท่าน”
ลาล่า ลูลู่ มองไปยังทิศทางที่ตัวผมกระเด็นไปแต่ว่าตอนนี้มันกลับไม่ปรากฏตัวของผมอยู่ที่ตรงจุดนั้นทำให้พวกเธอสองคนตกตะลึงเล็กน้อยก่อนที่จะมองหาตัวผม
“นั่นเรียกว่าการโจมตีแล้วอย่างนั้นเหรอ”
ลาล่า ลูลู่ พยายามมองหาต้นเสียงจนพบกับผมที่ยืนอยู่ด้านหลังห่างออกไปไม่ถึงสามเมตร พวกเธอสองคนรีบใช้อาวุธของตนเองออกมาแล้วชักนำพลังธาตุที่ครอบครองออกมาโดยที่ลาล่าจะใช้ธาตุน้ำ ส่วนลูลู่จะใช้ธาตุลม การผสานการโจมตีระหว่างน้ำกับลมก็กลายเป็นเกลียวคลื่นพายุพุ่งเข้ามาที่ตัวผม
“น่าสนุกนิ ฉันไม่ได้ขยับร่างกายมานานแล้วขอเต็มที่หน่อยก็แล้วกัน”
ผมดึงดาบเล่มสีดำออกมารวบรวมพลังงานสีดำเข้ามาที่ตัวดาบจากนั้นก็พุ่งไปยังการโจมตีที่มีเป้าหมายคือตัวผม
. . .