หลังจากมาถึงห้องพัก ผมวางสัมภาระลงบนเตียงเพียงครู่เดียว ก่อนตัดสินใจออกไปสำรวจภายในสถาบันเพื่อซื้อของจำเป็น
ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากหอพัก ผมก็ต้องยอมรับว่าประเมินขนาดของสถาบันแห่งนี้ต่ำเกินไปมาก
ถนนสายหลักทอดยาวผ่านอาคารต่าง ๆ นับสิบหลัง ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ร้านตัดเสื้อ ร้านขายอุปกรณ์เวทมนตร์ ร้านหนังสือ แม้แต่โรงละครขนาดย่อมก็ยังมี
ผู้คนเดินขวักไขว่ทั้งนักเรียน เจ้าหน้าที่ และพนักงานร้านค้าที่แต่งกายเป็นระเบียบเรียบร้อย
ต้องบอกว่า...ที่นี่แทบจะเป็นเมืองขนาดย่อมที่มีทุกอย่างครบครัน ต่างกันเพียงว่าทุกที่ใช้คะแนนแทนเงินตราในการแลกเปลี่ยนเท่านั้น
ผมเดินเข้าไปในร้านเครื่องเขียนก่อนเป็นอันดับแรก ชั้นวางไม้เรียงรายไปด้วยสมุดบันทึกหลากขนาด ปากกาเวทที่เขียนได้โดยไม่ต้องจุ่มหมึก และอุปกรณ์การเรียนอื่น ๆ อีกมากมาย
ป้ายราคาเล็ก ๆ ติดอยู่ใต้สินค้าแต่ละชิ้น
สมุดบันทึกธรรมดา — 3 คะแนน
ปากกาเวทระดับเริ่มต้น — 15 คะแนน
ชุดอาบน้ำมาตรฐาน — 8 คะแนน
ผมมองราคาเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง พยายามคำนวณมูลค่าคร่าว ๆ เทียบกับสิ่งที่เคยรู้จากโลกภายนอก จากที่อัลเฟรดเคยสอนเรื่องค่าครองชีพของประชาชนทั่วไป
ถ้าคิดตามอัตราส่วนที่เคยเรียนมา หนึ่งร้อยคะแนนน่าจะเทียบเท่ากับเงินเดือนของชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งต่อเดือนพอดี
ผมมองยอดคะแนนสะสมของตัวเองที่ขึ้นอยู่บนกำไล — หนึ่งพันเจ็ดร้อยคะแนน
เท่ากับเงินเดือนสิบเจ็ดเดือนของชาวบ้านทั่วไป...แค่จากการสอบเข้ามาที่นี่เพียงอย่างเดียว
ความคิดนั้นทำให้ผมนึกถึงเด็ก ๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เคยอยู่ด้วยกัน หากพวกเขายังมีชีวิตอยู่ คะแนนเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งจากที่ผมมีตอนนี้ คงเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปได้ทั้งหมด
ผมสลัดความคิดนั้นทิ้ง หยิบสมุดบันทึกและปากกาสำรองขึ้นมาอย่างละชิ้น ก่อนเดินไปจ่ายที่เคาน์เตอร์ พนักงานสแกนกำไลของผม ตัวเลขคะแนนลดลงเล็กน้อยอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงเหรียญกระทบกัน ไม่มีธนบัตรให้นับ มีเพียงแสงสีฟ้าจางที่วาบขึ้นบนข้อมือ
ผมเดินต่อไปยังร้านขายชุดอาบน้ำและของใช้ส่วนตัว ซื้อของจำเป็นเพิ่มอีกเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจเก็บคะแนนที่เหลือไว้ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้จ่ายอะไรอีกในอนาคต — บทเรียนที่ผมเรียนรู้มาตลอดหลายปีในคฤหาสน์ของเซนิธคือ อย่าใช้ทรัพยากรจนหมดโดยไม่มีแผนสำรอง
จากนั้นผมเดินไปดูตัวอาคารเรียนหลัก ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่สูงสุดของสถาบัน มองเห็นได้จากแทบทุกมุมของกำแพงเมือง
หรูหราอลังการไม่แพ้หอพัก บางทีอาจจะเกินหน้าเกินตาด้วยซ้ำ
ตัวอาคารสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ประดับด้วยเสาแกะสลักลวดลายเวทมนตร์โบราณเรียงรายรอบทางเข้า หลังคาโดมสูงตระหง่านสะท้อนแสงแดดเป็นประกายราวกับทองคำแท้ ทันทีที่เดินเข้าใกล้ ผมสัมผัสได้ถึงวงเวทและมานาจำนวนมหาศาลที่ฝังอยู่ทั่วทั้งอาคาร
มากกว่าที่รู้สึกได้จากภายนอกกำแพงหลายสิบเท่า
ผมยืนมองอาคารอยู่ครู่หนึ่ง
พยายามแยกแยะเส้นมานาที่ซับซ้อนเหล่านั้น บางเส้นดูเหมือนเป็นเวทป้องกัน บางเส้นอาจเป็นเวทเสริมโครงสร้าง และบางเส้น...ผมไม่แน่ใจว่าคืออะไร ซับซ้อนเกินกว่าที่จะแกะรอยได้ในเวลาอันสั้น
สมกับเป็นสถาบันเวทมนตร์อันดับหนึ่งของจักรวรรดิจริง ๆ
ผมคิดในใจ ก่อนเดินสำรวจรอบอาคารอยู่พักหนึ่ง มองหาทางเข้าออกทุกจุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่ดูน่าสงสัย เป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่สมัยอยู่กับเซนิธ — รู้จักภูมิประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่มันจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นในยามฉุกเฉิน
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ ผมจึงตัดสินใจกลับห้องพัก ค่ำวันนั้นผ่านไปอย่างสงบ ไม่มีอะไรผิดปกติ
วันถัดมา
ผมตื่นแต่เช้าตรู่ อาบน้ำเปลี่ยนชุดเรียบร้อยก่อนเวลานัดหมายพอสมควร
ผมเปิดแผนที่จากกำไล ป้อนคำว่า "ห้องเรียนพิเศษ" เส้นทางสีทองปรากฏขึ้นทันทีลอยอยู่กลางอากาศ นำผมไปยังอาคารเรียนหลักโดยไม่ต้องถามใคร
ผมเดินตามเส้นทางนั้นไปเรื่อย ๆ ผ่านสวนดอกไม้ที่ยังไม่มีใครเดินผ่าน ผ่านลานหินที่ว่างเปล่า จนมาถึงประตูห้องเรียนพิเศษ
ผมมาถึงก่อนเวลาเข้าเรียนเกือบหนึ่งชั่วโมง ทำให้ภายในห้องยังไม่มีใครมาถึงเลยแม้แต่คนเดียว
ผมจึงถือโอกาสเดินสำรวจห้องอย่างละเอียด
ห้องเรียนเป็นทรงครึ่งวงกลม ที่นั่งของนักเรียนไล่ระดับขึ้นเป็นชั้น ๆ เหมือนอัฒจันทร์ โค้งล้อมรอบแท่นบรรยายที่ตั้งอยู่ตรงกลางด้านหน้า
แท่นบรรยายไม่มีหลังคาหรือกำแพงกั้น เป็นเพียงพื้นที่วงกลมเล็ก ๆ ยกสูงจากพื้นเล็กน้อย เพื่อให้ผู้สอนที่ยืนอยู่ตรงนั้นสามารถหมุนตัวมองเห็นนักเรียนได้ครบทุกคนในคราวเดียว ไม่มีมุมอับ ไม่มีจุดที่ใครจะซ่อนตัวจากสายตาของผู้สอนได้
ผมนับที่นั่งคร่าว ๆ — ทั้งหมดยี่สิบสามที่นั่งพอดี ตรงกับจำนวนนักเรียนในห้องพิเศษที่ผ่านการคัดเลือกมา
โต๊ะเก้าอี้แต่ละตัวทำจากไม้เนื้อดีสีเข้ม ไม่มีเครื่องประดับตระกูลหรือสัญลักษณ์ฐานะใด ๆ ปะปนอยู่เลยแม้แต่น้อย ทุกที่นั่งดูเหมือนกันทุกประการ ราวกับสถาบันจงใจลบล้างความแตกต่างทางสถานะออกไปให้หมดสิ้นตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา
เพดานสูงโปร่งเป็นโดมกระจกใส มองเห็นท้องฟ้าได้ตลอดเวลา แต่แปลกที่ไม่มีแสงใดเล็ดลอดผ่านเข้ามาเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ด้านนอกแดดกำลังจัดจ้าอยู่พอดี
ผมเพ่งมองด้วยดวงตาที่มองเห็นมานา และสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่คนอื่นคงมองไม่เห็น
เส้นมานาบาง ๆ นับสิบเส้นแทรกซึมอยู่ในเนื้อกระจกทุกแผ่น สานกันเป็นร่างแหละเอียดยิบ เชื่อมต่อไปยังจุดใดจุดหนึ่งที่ไกลออกไปเกินกว่าจะระบุตำแหน่งได้
สายตาของผู้อำนวยการ...
ผมคิดในใจ ระลึกถึงคำพูดของเจ้าหน้าที่เมื่อวานว่า "ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของท่านผู้อำนวยการ"
ไม่ว่าท่านผู้นี้จะเป็นใคร มีพลังมากเพียงใด และมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ในการเฝ้ามองนักเรียนทุกคนอย่างใกล้ชิดขนาดนี้ ผมก็ยังไม่มีคำตอบ
แต่ผมรู้ดีว่า ยิ่งอยู่ในสายตาของใครมากเท่าไร ผมก็ยิ่งต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นเท่านั้น
ผมละความสนใจจากเพดาน เดินขึ้นไปยังที่นั่งแถวบนสุด มุมสุดขอบห้อง — จุดที่ไกลจากแท่นบรรยายที่สุดและมองเห็นทุกอย่างในห้องได้ชัดเจนที่สุดในเวลาเดียวกัน เป็นตำแหน่งที่ผมเลือกโดยสัญชาตญาณ
ผมทิ้งตัวลงนั่ง ก้มหน้าฟุบลงกับโต๊ะ ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับแผนการต่าง ๆ ที่ยังรออยู่ข้างหน้า
ศิลานักปราชญ์ที่เซนิธต้องการ...ผมยังไม่มีเบาะแสว่าอยู่ที่ไหนในสถาบันแห่งนี้
ภารกิจสอดแนมเจ้าชายองค์ที่สี่และเหล่าขุนนางที่ยังไม่เริ่ม...
ภาคีรุ่งอรุณที่รอคำสั่งต่อไป พร้อมโค้ดเนมใหม่ที่ผมเพิ่งได้รับ...
และปีศาจมาร์คอสิอัสที่บอกว่าร่างกายกำลังจะสมบูรณ์ในอีกไม่ช้า...
ทุกเส้นทางล้วนซับซ้อนพันกันไปหมด ผมหลับตาลง พยายามจัดลำดับความสำคัญในหัวทีละเรื่อง
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากประตูห้อง ทีละก้าว ทีละก้าว เข้ามาใกล้
ผมไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที คิดว่าคงเป็นนักเรียนคนอื่นที่มาถึงก่อนเวลาเช่นเดียวกับผม
จนกระทั่งเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น — เรียบนิ่ง ห้วนสั้น แต่คุ้นเคยอย่างประหลาด
"เรน"
ผมเงยหน้าขึ้นทันที หัวใจสะดุดเล็กน้อย
"เนเรีย?"
เธอยืนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ ผมสีดำสนิทของเธอตัดกับดวงตาสีอำพันที่มองมาทางผมอย่างสงบเหมือนเดิมทุกประการ ไม่มีการทักทายแบบดีใจเกินเหตุ ไม่มีรอยยิ้มกว้าง มีเพียงสายตานิ่ง ๆ ที่จับจ้องมาตรง ๆ เหมือนเช่นเคย
และข้าง ๆ เธอ...
เอเลน่ายืนอยู่ด้วย ชุดสถาบันสีดำขลิบทองที่เธอสวมใส่ดูเข้ากับท่วงท่าสง่างามแบบขุนนางของเธอราวกับถูกตัดเย็บมาเพื่อคนคนนี้โดยเฉพาะ
"นานแล้วนะ"
เอเลน่าเอ่ยขึ้นก่อน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
ผมลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ความประหลาดใจยังไม่จางหายไปจากสีหน้า
ห้องเรียนพิเศษมีนักเรียนทั้งหมดยี่สิบสามคน แต่ผมไม่เคยรู้จักชื่อของทุกคนเลยแม้แต่น้อย
ก่อนหน้านี้ผมรู้จักเพียงชื่อขุนนางบางส่วนเท่านั้น และจากเรื่องที่เคยได้ยินมาก่อนหน้านั้นว่าเอเลน่าได้ยื่นใบสมัครเข้าสถาบันเช่นกัน
แต่เรื่องของเนเรีย...ผมไม่เคยรู้เลยแม้แต่น้อยว่าเธอตัดสินใจสมัครสอบด้วย
"ผมไม่คิดว่าจะได้เจอทั้งสองคนที่นี่"
ผมพูดตามความจริง สายตามองไปที่เนเรียเป็นพิเศษ
"ไม่รู้เลยว่าเธอสมัครสอบด้วย"
เนเรียเอียงหัวเล็กน้อย
"พ่อสั่งมา"
เธอตอบสั้น ๆ ตามสไตล์ของเธอ
ผมเลิกคิ้ว
"คนสั่ง?"
เอเลน่าถอนหายใจเบา ๆ ก่อนอธิบายแทน
"หลังจากแยกทางกับนายที่ดันเจี้ยน ฉันพาเธอไปตามหาพี่ชายที่สถานีตำรวจก่อน"
ผมพยักหน้า นึกถึงเรื่องราวของพี่ชายเนเรียที่ถูกจับเพราะพยายามจ่ายเงินด้วยเปลือกหอย
"แล้วได้ตัวกลับมาไหม?"
"ได้"
เนเรียตอบทันที คราวนี้มีบางอย่างที่ใกล้เคียงกับความพอใจแฝงอยู่ในน้ำเสียง
"พี่ชายปลอดภัยดี"
เอเลน่าพยักหน้ารับ
"หลังจากนั้นฉันก็ถามเรื่องจุดหมายของเนเรียกับพี่ชายเธอ"
เธอหยุดเล็กน้อย น้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย
"กลับกลายเป็นว่าเผ่าเนเรียลของเนเรียมีสัมพันธไมตรีอยู่กับจักรวรรดิ พ่อของเธอส่งเธอมาตามข้อตกลงบางอย่างระหว่างสองฝ่าย"
ผมมองเนเรียด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย นึกย้อนไปถึงคำพูดของเธอตอนที่เจอกันครั้งแรกในเมือง — "พ่อบอกให้มา...สานสัมพันธ์"
ตอนนั้นผมคิดว่าเป็นเพียงคำพูดกว้าง ๆ ของเด็กสาวที่ไม่รู้เรื่องโลกภายนอก ไม่คิดว่าจะมีน้ำหนักทางการทูตจริงจังขนาดนี้
"และจุดหมายที่แท้จริงตามข้อตกลงนั้น..."
เอเลน่าพูดต่อ
"ก็คือสถาบันลูนาเรียแห่งนี้"
ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง ทบทวนข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้รับ
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...แต่เป็นภารกิจที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยเผ่าของเธอเอง
"พอรู้แบบนั้น ฉันเลยให้เธอมาพักที่คฤหาสน์ของตระกูลก่อนวันเปิดเทอม"
เอเลน่าพูดต่อ
"อย่างน้อยก็ให้เธอมีเวลาเตรียมตัวเรื่องเอกสารสมัครสอบให้เรียบร้อย และสอนเรื่องพื้นฐานของสถาบันเพิ่มเติมด้วย"
เนเรียพยักหน้ารับ
"บ้านเอเลน่าใหญ่"
เธอพูดแทรกขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว น้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเดิม
เอเลน่าอมยิ้มเล็กน้อย ราวกับคุ้นเคยกับความตรงไปตรงมาของเนเรียแล้ว
"ก็นั่นแหละ สรุปว่าเธอสอบผ่านมาได้อย่างเป็นทางการ ไม่มีการยกเว้นกฎอะไรทั้งนั้น"
ผมมองทั้งสองคนสลับกันไปมา รู้สึกถึงบางอย่างที่แปลกไปจากที่เคยเป็น — ไม่ใช่ความรู้สึกไม่ดี แต่เป็นความรู้สึกที่ผมไม่คุ้นเคยนัก
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคำโกหกและแผนการซ้อนแผนการมาตลอดหลายปี การได้เห็นหน้าคนที่รู้ตัวตนที่แท้จริงของผม แม้จะเป็นเพียงบางส่วน กลับทำให้ความรู้สึกในอกผมคลายลงอย่างที่ไม่คาดคิด
"งั้นก็ยินดีด้วยที่ทั้งคู่ผ่านมาได้"
ผมพูด พร้อมกับสังเกตเห็นว่าเสียงของตัวเองเบาลงกว่าปกติเล็กน้อย
เนเรียเดินขึ้นบันไดมานั่งลงข้าง ๆ ผมโดยไม่ถามความเห็นใด ๆ เอเลน่าตามมานั่งข้างๆเนเรีย ทั้งสองดู
เหมือนจะตัดสินใจแล้วว่าที่นั่งของพวกเธอจะอยู่ตรงนี้ ข้าง ๆ ผม โดยไม่จำเป็นต้องปรึกษาหารือกันก่อน
ผมมองพวกเธอทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองแท่นบรรยายที่ว่างเปล่าตรงกลางห้องอีกครั้ง
อีกไม่นานนักเรียนคนอื่นคงเริ่มทยอยเข้ามา

