“ฉันมาเพราะเรื่องนี้” เชียนเริ่นพูดเสียงเรียบ “ก่อนหน้านี้สามเดือนสหายปู้อวี่แห่งกองกำลังบุหงามรณะหายตัวไป ฉันพยายามตรวจสอบค้นหาแต่เหลือเพียงม้วนหยกแห่งชะตาชีวิตที่แตกหัก”
“สหายเฉิน ฉันต้องไปก่อน เอาไว้วันหลังค่อยคุยกัน” เขาประสานมือเอ่ยก่อนเดินจากไป
ผู้ฝึกตนแซ่เฉินยืนอยู่ตรงที่เดิม หลังจากอึ้งไปพักใหญ่ก็เงยหน้าถอนหายใจลากยาว“โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ผู้คนย่อมเปลี่ยนไป... ไม่นึกว่าสหายปู้อวี่ตายแล้ว...”
หลังจากนั้นห้านาที เชียนเริ่นก็เดินมาหยุดอยู่หน้าประตูบานหนึ่ง
เป็นบานประตูหินขนาดใหญ่ สูงสิบห้าเมตร กว้างห้าเมตร เมื่อคนยื่นตรงนั้นแลดูเหมือนมดเทียบกับต้นไม้ใหญ่
เชียนเริ่นยกมือทั้งสองข้างขึ้น สลัดเล็กน้อยเสื้อคลุมก็หลุดออกจากไหล่...ผู้ช่วยทั้งสองเข้ามาเก็บและออกไปจากที่แห่งนี้ทันที
บนบานประตูคร่ำครึโบราณเต็มไปด้วยรอยแตกแขนงเหมือนไม่ถูกเปิดมาเป็นเวลานานคล้ายประตูธรรมดาแต่เมื่อยืนอยู่ด้านหน้าบานหินขนาดใหญ่นี้กลับชวนให้รู้สึกสะท้านขึ้นในใจรอยแตกร้าวแต่ละรอยประหนึ่งเป็นร่องรอยของกาลเวลาความเก่าแก่คร่ำโลกของมันคล้ายกำลังเตือนผู้มาเยือนว่าด้านหน้าและด้านหลังประตูคือเขตแดนแบ่งแยกระหว่างมนุษย์กับทวยเทพ
อักษรคำว่า ‘เทียน[1]’ ตรงกลางด้านบนอธิบายทุกสิ่ง
นี่คือขุมพลังอันยิ่งใหญ่แห่งหวาซย่า จุดเหนือสุดของโลกทั้งปวงหนึ่งในสองพี่น้องผู้ยิ่งใหญ่แห่งศาลผู้ฝึกตนที่พำนักของร่างแยกอัยการสูงสุดเทียนฉายเจินเหริน
คำว่า ‘เทียน’ที่สลักอย่างประจักษ์สายตาน่าครั่นคร้ามจนร้อยปีศาจต้องถอยหมื่นมนุษย์ต้องสยบ
เกือบทัดเทียมขั้นหยวนอิง! กำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์!
เชียนเริ่นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือกพลางหลับตาลง
ทุกครั้งที่ยืนอยูตรงนี้ต่อให้รู้ว่าร่างแยกที่อยู่ด้านในมีตบะอยู่ในขั้นจู้จีระดับปลายหรือระดับสมบูรณ์แต่ภายในใจกลับไร้ซึ่งความคิดต่อต้านแม้เพียงเศษเสี้ยว
มีเพียงความเคารพศรัทธา การจำนนยอมสยบและความหวั่นเกรงแฝงลึกลงไขกระดูก
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และลืมตาขึ้นอีกครั้ง เคาะประตูเสียงดังนั่งชันเข่าลงบนพื้น พลางเอ่ยขึ้นเสียงดังฟังชัด“กระผมผู้อำนวยการอวี้หลินเว่ยสาขามณฑลหมิงสุ่ยเชียนเริ่น ขอเข้าพบเจินเหรินขอรับ”
“หง่าง...” เขาไม่ได้ใช้พลังปราณ แต่ประตูหินบานใหญ่บังเกิดเสียงระฆังดังกังวานไปทั่วห้องราวกับสะกดอารมณ์ความรู้สึกอันว้าวุ่นเพื่อเข้าสู่สภาวะแห่งความสงบ
ไร้เสียงตอบรับ แต่เชียนเริ่นก็ยังไม่ลุกขึ้น ใบหน้าไร้ซึ่งสีหน้าไม่พอใจ
“ลุกขึ้น” ผ่านไปห้านาทีเต็ม ประตูหินบานใหญ่ก็ยังไม่แง้มเปิดมีเพียงน้ำเสียงแก่ชราคร่ำโลกประหนึ่งมองทุกสรรพสิ่งทะลุปรุโปร่งดังสะท้อนอยู่ในโสตของเขาอย่างชัดเจน
“ขอรับ!” เชียนเริ่นยืนขึ้นอย่างสำรวม
“รายงานมา”
“ขอรับ ก่อนหน้านี้สามเดือน ลูกน้องของกระผม สมาชิกทุกคนของกองกำลังบุหงามรณะเสียชีวิตยกกองภายในเวลาหนึ่งชั่วโมงขอท่านเจินเหรินได้โปรดพิจารณาตัดสิน”
ผ่านไปสามวินาที น้ำเสียงที่ปราศจากอารมณ์เจือปนก็ค่อยๆ เอื้อนเอ่ยขึ้น“ปู้อวี่... ฉันจำเด็กนั่นได้... น่าเสียดาย...”
แม้พูดว่าเสียดาย แต่น้ำเสียงกลับถูกถูกเปล่งออกมาจากมุมมองในฐานะผู้เฝ้าดูประวัติศาสตร์ประสบพบผ่านช่วงเวลายากลำยากขมขื่นมาหลายร้อนหลายพันปี อารมณ์ประมาณว่า‘สะพานแห่งนั้นพังทลาย ฉันเคยข้ามมันมาก่อน ช่างน่าเสียดายยิ่ง” ...การตายของปู้อวี่เป็นเรื่องน่าเสียดายไม่ต่างจากสะพานที่พังทลาย
“นายอยากถามว่าเป็นฝีมือของเจินเหรินหรือไม่”เสียงหลังประตูดังขึ้นอีกครั้ง “คำตอบคือไม่...จงกลับไปได้”
“ขอรับ” เชียนเริ่นโค้งตัวคำนับ “ขอบพระคุณท่านเจินเหรินเป็นอย่างยิ่ง”
หลังบานประตูเงียบกริบไร้สรรพเสียง
ระยะทางเป็นพันลี้ใช้รถศึกอันมียานพาหนะเวทมนตร์รีบเร่งมาที่นี่ภายในหนึ่งชั่วโมง อยู่รออีกสามเดือนเพื่อได้ยินเพียงแค่ไม่กี่ประโยคห้วนๆ ประโยคแรกเพื่อแสดงความรู้สึกประโยคที่สองเพื่อเอ่ยถาม ประโยคที่สามเพื่อคำถาม และประโยคที่สี่เพื่อส่งแขก
แต่เชียนเริ่นไม่รู้สึกขัดใจแต่อย่างใด
เพราะมันเป็นสิทธิ์ของผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของโลก
ฝึกตนบำเพ็ญเพียรยากลำบากมาหลายร้อยปี เพื่อก้าวไปอยู่บนจุดสูงสุดหลุดพ้นจากวงจรกองกำลังผู้ฝึกตนนับหมื่นแสน เพื่อต่อสู้ท้าทายโชคชะตาของตนฝ่าพายุทลายคลื่นสมุทร เพื่อขึ้นเป็น “ปรมาจารย์ยุทธเวทปกป้องประเทศ” แห่งยุคสมัยแล้วบุคคลในระดับนั้น มีสิทธิ์ที่จะพูดและแสดงท่าทีเมินเฉยอย่างไม่มีข้อกังขา
พลังความแข็งแกร่งคือตัวกำหนดสถานะ
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดเขาก็กลับมาที่อวี้หลินเว่ยสาขาย่อย
นั่งลงพิงเก้าอี้ จิบชาอย่างนิ่งขรึม คำพูดของเทียนฉายเจินเหรินเป็นคำพูดที่น่าเชื่อถือที่สุดในบรรดาเจินเหรินทั้งหมดพูดว่าไม่ ก็หมายความว่าไม่
“ไม่ใช่ฝีมือของจินตันเจินเหริน... กองกำลังบุหงามรณะตายยกกองภายในพริบตาถ้างั้น... แสดงว่าต้องพบเจอกับอะไรบางอย่างที่ ‘ไม่อาจต้านทาน’ ได้...”มือเขาหยิบการ์ดคำสั่งสังหารพลิกไปพลิกมาในมืออย่างคล่องแคล่ว ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ใบหน้าเขาก็ผุดรอยยิ้มดังน้ำแข็งเย็น
เขายกหูโทรศัพท์ขึ้น “เหวย! นี่ฉันเอง”
“รีบตรวจสอบร่องรอยของกองกำลังบุหงามรณะทันทีทั้งสถานที่สุดท้ายที่พวกเขาหายตัวไป ฉันต้องการพิกัดที่แน่นอน”
หลังจากวางโทรศัพท์ลง เขาปัดมือขึ้นเบาๆ เอกสารฉบับหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนมือ
“สหาย...” เขาดูเอกสารแผ่นแรกด้วยแววตาหลากอารมณ์ เป็นข้อมูลและรูปภาพของของปู้อวี่ผ่านไปพักใหญ่จึงถอนหายใจอย่างสลด “เส้นทางการฝึกตนย่อมผิดแปลกเหนือการคาดเดา...ทั้งนายและฉันต่างเข้าใจมันเป็นอย่างดี งั้นฉัน...ขอฉันอุทิศช่วงเวลานี้ส่งนายสู่สุขคติแล้วกัน”
เปลวไฟพุ่มหนึ่งปะทุขึ้น เอกสารทั้งหมดของเขามลายเป็นผุยผง
“แต่... นายจะไม่ตายเปล่า...”เขายิ้มอย่างเยือกเย็นพลางมองไฟกระพริบสีแดงอันเป็นเครื่องหมายของสวีหยางอี้บนหน้าจอคอมฯ“นายทำให้ฉันเข้าใจตระหนักยิ่งกว่าเดิม...โลกนี้ยังมีสิ่งผิดแปลกเหนือการคาดเดาอยู่จริง... จงวางใจเถอะ...ฉันจะส่งเจ้าหนูตัวเป็นๆ คนหนึ่งเข้าไปอยู่เคียงข้างหลุมฝังศพนายเอง...เป็นผู้ชนะเสียด้วย... แข็งแกร่งกว่านายในตอนนี้อีก...”
เชียนเริ่นเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแจ่มแจ้งหากไม่ใช่ฝีมือผู้ฝึกตนขั้นจินตัน เช่นนั้นก็หมายความว่ากองกำลังระดับ A ที่กำลังเลื่อนขั้นสู่กองกำลังระดับ S อย่างกองกำลังบุหงามรณะหลุดเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่ควรเข้าไป!
สถานที่ที่คร่าทุกชีวิตในกองกำลังบุหงามรณะภายในหนึ่งชั่วโมงได้...เกินกว่าจะเป็นเขตพื้นที่สีส้มแล้ว! มันคือสถานที่ที่เข้าใกล้พื้นที่สีแดง!
“ช่างเป็น... สถานที่ฝังศพแกที่คาดไม่ถึงจริงๆ ...” เขาจิบชา “สหายตัวเจ้าแกคงรอมานานแล้วสินะ?”
“ของขวัญชิ้นใหญ่ชิ้นแรกที่ฉันจะมอบให้กองกำลังทัณฑ์สวรรค์ของแก แก...น่าจะพอใจ”
...
เวลาไหลผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว เวลาครึ่งปีผ่านไปราวดีดนิ้ว
สวีหยางอี้ไม่รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นด้านนอก ภายในห้องฝึกตนการฝึกหลอมยาของเขาดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้วจริงๆ
การฝึกตนของเขา ใช้เวลาเกือบสองปีตอนนี้สีหน้าแววตาของเขาดูสงบนิ่งกว่าเดิมความอ้างว้างโดดเดี่ยวขัดเกลาให้เขาให้แน่วแน่ไม่สั่นคลอน และความแน่วแน่ก็ขัดเกลาจิตใจเขาเมื่อเทียบกับการเข้าฌานครั้งแรก การฝึกตนเกือบสองปีในครั้งนี้การปลีกวิเวกเข้าฌานอย่างสันโดษนี้ ทำให้เขาในอายุเท่านี้ดูคล้ายหลุดพ้นจากทางโลก
แววตาของเขาจ้องมองภายในเตาหลอมด้านหน้า มียาโอสถสีดำกลมกลึงหนึ่งเม็ด
มันดูเหมือนหินออบซิเดียน[2] เนื้อแก้วดำขลับกำลังลอยอยู่ในเตาลอยไม่ขยับ และมีเสียงหวืดๆ เป็นระยะๆนั่นเป็นเสียงที่สวีหยางอี้ใช้พลังจิตของตัวเองปรับแต่งพื้นผิวอันไม่เรียบเนียนของมัน
ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อกลบรอยร้าวให้ละเอียดเพราะหากเม็ดยาโอสถมีรอยร้าวแม้แต่นิดเดียว จะส่งผลให้อิทธิฤทธิ์ของรั่วไหลออกมา!
พูดอีกอย่างก็คือ ใบอู่ฟางไม่ใช่วัตถุดิบที่มีฤทธิ์ยาแต่อย่างใดแต่เป็นคล้ายกับ “เปลือกนอก” ที่ห่อหุ้มไม่ให้ฤทธิ์ยาด้านในรั่วไหลออกมา
สายตาของเขานิ่งสงบและเด็ดเดี่ยว ไม่รู้ผ่านไปนานเพียงใดในที่สุดก็บังเกิดเสียง “ฟู่” ดังแผ่ว เป็นเสียงพ่นลมหายใจของเขานั่นเอง
การสำเร็จโอสถ!
เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว... อีกเพียงขั้นตอนเดียวเท่านั้น!
ขั้นตอนการสำเร็จโอสถ หลังจากเสร็จขั้นตอนนี้ศาสตร์การหลอมยาที่หายสาบสูญไปเนินนานก็พร้อมจะลุกผงาดขึ้นมาในใต้หล้าอีกครั้ง!
วิธีการสำเร็จมีบันทึกไว้ในคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์สิบห้าวิธีจากการฝึกฝนของเขามาเกือบสองปี ในที่สุดเขาก็เลือกใช้วิธีหนึ่งในนั้นซึ่งเป็นวิธีที่เสถียรที่สุด
ครึ่งเทพเซียนเว่ยผอหยาง[3] ศาสตร์การสำเร็จโอสถวิเศษจากสำนักตันติงแห่งตระกูลเว่ย!วิชามัจฉากลืนโอสถ!
ยาทุกตัวที่ยังไม่สมบูรณ์ ฤทธิ์ยาจะยังไม่ประสานเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวเฉกเช่นในตอนนี้สวีหยางอี้สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าภายในเม็ดยามีฤทธิ์สี่ชนิดแยกตัวออกจากกันอย่างสมดุลแต่ว่าไม่ได้หลอมผนึกเป็นหนึ่งเดียวกัน
และการสำเร็จโอสถ ก็คือการประสานฤทธิ์ยาที่อยู่ในเม็ดโอสถตั้งต้นที่ถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกนอกหลอมเป็นหนึ่งเดียวกันและกลายเป็นโอสถวิเศษที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง!
เมื่อเทียบขั้นตอนนี้กับขั้นตอนอื่นๆ ก่อนหน้า นับว่าง่ายกว่ามาก
สวีหยางอี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก ลุกขึ้นยืนภายในใจอ่านวิธีสำเร็จโอสถตระกูลเว่ยอีกรอบจากนั้นก็สะกดความคิดทุกอย่างลงและเริ่มกำหนดพลังจิตชี้ไปที่สารโอสถตั้งต้น
วินาทีต่อมา อยู่ๆ อณูปราณภายในห้องเริ่มเคลื่อนไหวขึ้น
อณูปราณภายในห้องฝึกตนท่วมท้นดั่งคลื่นสมุทร จากนั้นก็จับตัวรวมกันเป็นวังวนสีขาวนวลขนาดใหญ่ด้านหลังเขา!เม็ดโอสถตั้งต้นค่อยๆ ลอยไปตามนิ้วของเขา จากนั้นก็ลอยเข้าสู่ใจกลางวังวนอณูปราณ!
ปรากฏการณ์แบบนี้เหมือนปากมัจฉากำลังดูดกลืนมวลน้ำเข้าไปจริงๆ ...ตอนนี้เม็ดโอสถวิเศษเรืองแสงสีขาวเรืองรองขึ้นทั่วทั้งเม็ด และลอยกลับมาอยู่ในเตาหลอมเหมือนเดิม... ทว่าอยู่ๆ เสียง “แกก” ก็ดังขึ้น ทำเอาใจสวีหยางอี้ใจหวิวขึ้นมาทันที
หรือว่าโอสถวิเศษแตกร้าว?
ไม่นะ!
ทันใดนั้น เขาก็รู้ขึ้นมาทันที นั่นไม่ใช่รอยแตก แต่เป็นผิวของโอสถวิเศษดูคล้ายสลักลวดลายเล็กละเอียดไร้รูปร่างแน่ชัดล้อมรอบมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าต้องใช้พลังจิตเพ่งมองริ้วแสงลวดลายบนผิวของมันถึงจะมองเห็น
ลวดลายของเม็ดยาโอสถ!
สวีหยางอี้พยายามสะกดความตื่นเต้นในใจลงความรู้สึกดีใจตื่นเต้นนี้ทำเอาเขาซาบซ่านไปทั่วตัวแต่นิ้วก็ยังกำหนดจิตชี้ไปที่โอสถวิเศษอย่างไม่สั่นเครือ
โอสถวิเศษจากศาสตร์หลอมโอสถโบราณที่หายสาบสูญในที่สุดก็ปรากฏขึ้นมาด้วยมือของเขาแล้ว!
ต่อให้จะเป็นโอสถหลอมจิตที่หลอมขึ้นจากวัตถุดิบสี่ชนิดก็ตามแต่มันก็คือโอสถวิเศษของจริง!
ลวดลายบนเม็ดโอสถบ่งบอกระดับและประเภทของยา สวีหยางอี้ยังไม่เฟ้อฝันไปไกลในบรรดาการแบ่งระดับของประสิทธิภาพยาพื้นฐานอย่างยาประสาน ยาช่วย ยารอง ยาหลักเขาขอแค่บรรลุขั้นยาช่วยก็พอแล้ว
และลวดลายที่ปรากฏบนผิวเม็ดโอสถนี้บ่งบอกว่าโอสถเม็ดนี้เป็นยาประสานระดับต่ำ
ในเสี้ยววินาทีที่ลวดลายปรากฏขึ้นมา เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าฤทธิ์ยาด้านในหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวเรียบร้อยแล้ว!
เขายังไม่ปริปากพูดคำใด มีเพียงเสียงลมหายใจถี่ระรัว
ภายในห้องเงียบสงัดไร้สรรพเสียง จากนั้นเสียง “แกก” ระลอกที่สองก็ดังขึ้นลวดลายชั้นที่สองพลันปรากฏ
ในที่สุด เขาก็โล่งใจ
ระดับยาช่วย
ลวดลายสองชั้น ผลลัพธิ์นี้ทำเขาพึงพอใจยิ่งนัก
ในเวลาเดียวกัน เขาไม่รู้สึกถึงฤทธิ์ยาที่แบ่งแยกอีกต่อไปวัตถุดิบทั้งสี่ชนิดหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่เหลือพลังชีวิตดั้งเดิมของวัตถุดิบปรุงยาแต่ละชนิดแม้แต่น้อย!
“มานี่... ลูกรัก...” เขาเลียริมฝีปากอย่างตื่นเต้นความรู้สึกหลังจากหลอมโอสถโบราณที่หายสาบสูญได้สำเร็จช่างสุดยอดจริงๆ !
“หวืด...” เสียงคล้ายมังกรครางดังออกมาจากเตาหลอมประหนึ่งเป็นเสียงผ้าม่านถูกเปิดออก ผ้าม่านที่เปิดสู่ยุคสมัยใหม่!
ศาสตร์หลอมโอสถที่หายสาบสูญหลายร้อยปี บัดนี้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างเป็นทางการด้วยฝีมือของผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ตัวเล็กๆคนหนึ่ง!
“ขวับ!” สวีหยางอี้คว้าโอสถวิเศษออกมาจากเต้าหลอมอย่างไม่ลังเลและใช้นิ้วคีบดูอย่างพินิจ
“แกก!” วินาทีนี้ เสียงแกกระลอกที่สามดังขึ้น!
--------------------------------------------------------------------------------
[1] เทียน ในภาษาจีนหมายถึงท้องฟ้า หรือโลกและยังหมายถึงความยิ่งใหญ่ในบางบริบท
[2] หินออบซิเดียนคือหินที่เกิดจากการระเบิดอย่างรุนแรงของภูเขาไฟ ลักษณะหินมักมีสีดำ เนื้อหินละเอียดลักษณะคล้ายแก้ว มีความแข็งและขอบคม
[3] เว่ยผอหยาง ชื่อเดิมของจางเต้าหลิ่งหนึ่งในศาสดาศาสตร์การหลอมโอสถของลิทธิเต๋า