The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๑๕๒ นิ้วเพชรของนนทก

            “ผู้เล่นวิฬาร์พบไอเทมระดับ SS นิ้วเพชรของนนทก”

            แม่งเอ๊ย! มี S ตั้งสองตัว!!!

            หากเทียบกับเจ้านี่ สตาร์ดัสต์ถูกลดขั้นไปเป็นของเกรดสองยังได้ด้วยซ้ำ!

            พริบตาที่เห็นมัน สมองวิฬาร์ถึงกับช็อตไปในทันที

            และไม่ถึงครึ่งวินาทีถัดมาความคิดจำนวนมหาศาลก็ไหลบ่ามาราวสายน้ำถั่งโถม มันแล่นผ่านมาในหัวของวิฬาร์อย่างบ้าคลั่งพัดพาเหตุผลทั้งมวลทิ้งไปอย่างดิบเถื่อน

            นิ้วเพชรของนนทก

            ไอเทมนี้คือต้นกำเนิดของเรื่องราววุ่นวายทั้งหมดในรามเกียรติ์เลยก็ว่าได้

            เพราะความคั่งแค้นใจของนนทกยักษ์ผู้ซึ่งทำหน้าที่ล้างเท้าเหล่าเทวดาที่จะเข้าเฝ้าพระอิศวรเนื่องจากตนถูกเหล่าเทวดากลั่นแกล้งนานปี จึงนำไปสู่การขอพรจากพระอิศวรให้ตนเองมีนิ้วเพชรชี้ไปที่ใครก็วายวอด จากนั้นมันก็นำไปใช้ฆ่าล้างบางเหล่าเทวดาเพื่อล้างอายจนสุดท้ายพระนารายณ์จึงต้องไปปราบ

            ทว่าแม้แต่พระนารายณ์หนึ่งในสามเทพสูงสุดยังต้องครั่นคร้ามต่ออาวุธมหาประลัยชิ้นนี้จึงต้องแปลงกายไปล่อลวงให้นนทกใช้นิ้วชี้ขาตัวเองจนล้มลง ก่อนจะสังหารในที่สุด

            และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของตำนานรามเกียรติ์ในเวลาต่อมา

            หากไอเทมชิ้นนี้มีพลังตามตำนานจริงเกรงว่ามีกฤษณะสิบคน ก็ไม่พอมือเขา

            เพราะมันคือไอเทมสั่งตาย!

            ขอเพียงเขาชี้ไปที่ใคร คนนั้นก็กลายเป็นธุลีสิ้นนับว่าไอเทมสุดโกงที่ทรงอำนาจยิ่งกว่าสิ่งใด

            หากมีนิ้วเพชรนี้ กิลด์เขาจะยิ่งเฟื่องฟูอำนาจและขอเพียงสำแดงศักดาของมันออกมาสักครั้ง ยิงใส่ผู้เล่นระดับสูงของสามกิลด์ยักษ์จากนั้นประโคมข่าวว่ากิลด์เขาครอบครองนิ้วเพชรของนนทกเอาไว้ ต่อจากนั้นก็เก็บค่าธรรมเนียมจากสมาชิก เป็นเสือนอนกินไปวันๆ ก็พอ

            วิฬาร์ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านจินตนาการเริ่มหลุดล้ำเหนือโลกขึ้นไปทุกทีๆเจ้าตัวถึงกับค้างอยู่ในท่าตาลอยถึงสามนาทีเต็มก่อนที่จะเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า แล้วสติก็พลันกลับเข้าร่างอย่างรวดเร็ว

            เพราะนิ้วเพชรกำลังหมุนส่ายมาหาเขา เจ้าตัวจึงโดนรัศมีนั่นเข้าไปชั่ววูบหนึ่งทว่ามันกลับทำให้ผิวหนังและแขนขวาจนถึงหัวไหล่ไหม้ไปทั้งแถบระดับเลือดถึงกับลดไปหนึ่งในสิบ ทั้งๆ ที่เขาเพียงโดนแค่รังสีอ่อนๆ ของมันเท่านั้น

            วิฬาร์สูดปากเสียงดังในใจแล้วรีบดีดตัวออกห่างข้อสันนิษฐานเรื่องพลังอำนาจของมันยิ่งทวีความหนักแน่นขึ้นสองส่วน

            แค่ถือส่ายไปส่ายมาไม่แน่ว่าก็คงฆ่าคนได้เป็นเบือแล้ว

            มันคือไฟฉายทำลายล้างชัดๆ

            เจ้าตัวนึกอย่างยินดี

            ทว่าก่อนที่จะตัดสินใจคว้ามันออกมาอนุสติเบื้องลึกกลับเตือนให้เขาระลึกถึงคำสั่งของฤๅษีอุษา

            ‘เอามันออกมาเพียงชิ้นเดียว’

            ภาษิตโบราณว่าไว้ โลภมากมักลาภหายซ้ำยังมีคำกล่าวไว้ว่าเดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด

            ฤๅษีอุษานั้น แม้เห็นว่าบ้าๆ บอๆ และขี้เหล้า ทว่าเรื่องตอนประลองกลยุทธ์การรบนั้นฝีมือของท่านล้วนเป็นเรื่องจริง มันทำให้วิฬาร์ไม่กล้าดูถูกคำเตือนของท่าน ในหัวของเขาตอนนี้จึงเริ่มชั่งใจว่าหากเอาไอเทมออกไปได้เพียงชิ้นเดียวหรือถ้าเกิดว่าป่าพิลึกนี่ เข้ามาได้แค่ครั้งเดียว เขาควรจะเอาอะไรออกไปดี

            นิ้วเพชร

            หรือผลไม้พิลึกนี่

            อำนาจแห่งศิวเทพ

            หรือทางไปต่อของร่างอวตารของทศกัณฐ์

            แม้ดูจากพลังของร่างอวตารที่ได้มาในขั้นสองวิฬาร์ก็ไม่เห็นว่าจะมากมายอะไรนัก แต่หากเทียบกับข้อมูลการอัปเกรดร่างอวตารของเพื่อนๆอย่างพาราฟินหรือทรินิตี้ ที่ยิ่งขยับชั้นสูงขึ้นทักษะก็จะยิ่งพัฒนาความแข็งแกร่งขึ้น รวมถึงได้รับความรู้ และไอเทมส่วนตัวจากภารกิจเสริมมาด้วยมันก็ทำให้เขาต้องชั่งใจอย่างหนัก

            เพราะมันก็ดูมีอนาคตไม่น้อยเช่นกัน

            ทว่าเมื่อเทียบกับนิ้วเพชร มันก็ช่าง…

            …เชื่องช้าเสียเหลือเกิน

            ในหัวของเขาตอนนี้คล้ายกับกำลังต้องเลือกระหว่างระเบิดปรมาณูหนึ่งลูก กับเครื่องบินรบสิบฝูงบิน

            หนึ่งพลังอำนาจแห่งการทำลายล้างหนึ่งศักยภาพแห่งอนาคต

            วิฬาร์ยิ่งคิดหัวใจก็ยิ่งเอนเอียงไปทางนิ้วเพชรมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อดีข้อด้อยเรื่องไอเทมต่างๆถูกขุดขึ้นมาเพื่อถ่วงความคิดกลับมาอีกฝั่ง

            ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคูลดาวน์เอย พลังเวทมนตร์เอยเงื่อนไขการใช้เอย

            เขาวิเคราะห์โดยอิงจากไอเทมระดับสูงที่เขาเคยเห็นมา และที่กิลด์ครอบครองอยู่เพราะยิ่งของดี ก็มักจะมีข้อด้อยที่น่ากังวลแฝงมาด้วย ไม่ต้องดูที่ไหนไกลขนาดทักษะร่างอวตารของเขา ยังต้องคูลดาวน์ที่สิบวันครึ่งเดือนกันอยู่เลย

            แต่ไม่ว่าเขาจะคิดไปทางด้านร้ายอย่างไรก็ดูเหมือนนิ้วเพชรนี่ ก็ยังดูมีอนาคตมากกว่าร่างอวตารของทศกัณฐ์เป็นไหนๆ

            ต่อให้มันใช้ได้เดือนละครั้ง แต่ขอแค่เขายิงเปรี้ยงแล้วผู้นำทัพระดับสูงของศัตรูล้มไป มูลค่าแฝงที่มันทำได้ก็ยิ่งใหญ่กว่าร่างอวตารสักร่างอยู่ดี

            แล้วถ้าหากเขาคิดผิดล่ะ

            ถ้าคูลดาวน์มันคือสามเดือนครึ่งปี?

            หรือมีเงื่อนไขการใช้ยุ่งยากมากกว่านั้น?

            หรือเกิดมันเป็นเพียงภาพมายาที่พอเดินออกจากป่านี้ไป ก็กลายเป็นเพียงเศษหิน กิ่งไม้ชิ้นหนึ่งล่ะ?

            ซ้ำหากเลือกมัน ก็จะทำให้เขาพลาดโอกาสพบเจอกับโคบุตรปรมาจารย์แห่งเผ่ายักษ์เชียวนะ

            เจ้าตัวคิดอย่างเสียดาย

            เขายังไม่เคยเจอโคบุตรแต่หากอิงจากคทานนที่เป็นลูกศิษย์ของโคบุตรแล้วเขาก็พบว่าความรู้ที่ท่านสั่งสอนเขา ยังล้ำหน้าเหนือกว่าผู้เล่นแถวแรกอย่างพวกมะปรางไปอีกขั้นแล้วตัวอาจารย์เองล่ะ ความรู้ที่ท่านมี จะยิ่งล้ำลึกเพียงไร

            หากเรียนรู้มันได้ และเผยแพร่ให้กับคนในกิลด์ให้กับพวกมะปรางล่ะ มันจะยกระดับพวกเขาได้ถึงขั้นไหน

            หรือว่าท่านอาจจะรู้จักความลับ อย่างพวกไอเทมวิเศษสถานที่ปริศนา เมืองต้องห้าม ห้องลับในเมืองลงกา รวมถึงจุดอ่อนสำคัญของฝ่ายศัตรูนั่นก็ยิ่งเป็นข้อมูลที่มิอาจประเมินค่าได้

            หากเขาเอานิ้วเพชรออกไป และไม่สามารถกลับเข้ามาในป่านี้ได้อีกหรือเข้ามาหาแล้วไม่เจอผลหฤทัยนี่ ก็เท่ากับว่าเขาอาจจะไม่มีสิทธิ์พบโคบุตรไปตลอดกาล

            วิฬาร์คิดอย่างตึงเครียด

            และในที่สุด เขาก็เลือก

             

            ………………..

             

            ท่ามกลางป่าทึบ ต้นไม้สูงชะลูด และบรรดาดอกผลที่ทอแสงเรืองรองราวโลหะล้ำค่าชายคนหนึ่งกำลังวิ่งฝ่าไปด้วยความเร็วสูง

            เขามุ่งตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้อย่างแม่นยำทว่าหลังจากเดินทางมาได้ระยะทางช่วงใหญ่จนถึงบริเวณหนึ่งของป่าที่มีสภาพพังยับเยินเขาก็หยุดฝีเท้าลงแล้วเริ่มซ่อนตัว

            วิฬาร์ไม่นึกเลยว่าขากลับยังจะเจอร่องรอยของสัตว์อสูรมหากาฬตัวนี้อีก

            เบื้องหน้าของเขา สามารถใช้คำนิยามที่เรียกว่าฟ้าคว่ำแผ่นดินหงาย มาบรรยายได้เลยทีเดียว

            ไม้ใหญ่หลายร้อยต้นมีสภาพพังยับเยินหน้าดินก็พลิกขึ้นมาจนเห็นรากไม้เบื้องล่างบางจุดถึงกับมีรอยเลือดสีดำคล้ำปะปนอยู่แสดงให้เห็นว่าเจ้าของพื้นที่ตัวเดิมคงโชคไม่ดีนัก

            หากมีคนบอกเขาว่าภาพตรงหน้าเกิดขึ้นเพราะโดนพายุถล่มหรือสึนามิซัด วิฬาร์คงจะเชื่ออย่างสนิทใจ

            เจ้าตัวเดินย่องอย่างหวาดระแวงผ่านเข้าไปอย่างจำใจพื้นที่นี้กินอาณาเขตกว้างจนเขาประมาณไม่ได้ หากคิดเดินอ้อมไม่รู้ว่าจะต้องเสียเวลาอีกเท่าไหร่ วิฬาร์จึงคิดเสี่ยงตัดผ่านเข้าไปตรงๆเพื่อย่นเวลา เร่งออกจากป่านี้ให้ได้เร็วที่สุด

            พอเดินไปเจอตรงไหนที่มีซากหิน ตอไม้ หรืออะไรเกะกะเขาก็จะพยายามย่องเงียบ หามุมแอบดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่หลังมันหรือเปล่าจากนั้นเมื่อไม่พบเจออะไร ก็ค่อยๆ เดินต่อไป

            เดินผ่านมากว่าชั่วโมง ประสาทตึงเครียดขนาดนี้วิฬาร์ก็เหนื่อยจนต้องพัก เขาจึงหามุมหลบซ่อนแล้วมุดตัวเข้าไปนั่งพักผ่อน ค่อยๆฟื้นพลัง

            การเดินทางขากลับ หากจะนับว่าราบรื่นก็คงไม่ผิดนักแม้วิฬาร์ไม่รู้ว่าทำไมตนถึงโชคดีได้ถึงขนาดนี้ แต่ก็พยายามไม่คิดอะไรมากอธิษฐานเพียงขอให้โชคด้านนี้ของเขายังมีต่อไปก็พอ

            เจ้าตัวนั่งพักอยู่อีกครู่ใหญ่ดื่มยาจนเวทมนตร์ฟื้นกลับมาครึ่งหลอด จากนั้นก็เตรียมออกเดินทางต่อ

            เจ้าตัวแฝงร่างไปตามซากไม้ใหญ่ที่ล้มระเนระนาดอยู่จากเงาสู่เงา ทีละก้าวสองก้าว จนกระทั่งมาหลบอยู่หลังตอไม้ตอหนึ่งที่ลำต้นของมันถูกกระชากไปจนเหลือเพียงเปลือกไม้ที่ฉีกแตก

            เขามองซ้ายขวาอย่างระมัดระวังพร้อมทั้งเปิดโสตประสาทรับเสียงจากรอบด้าน จนเมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติก็เตรียมจะก้าวต่อ

            ทว่าในจังหวะนั้นวิฬาร์พลันสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวเบาบางที่หางตา

            เจ้าตัวหันขวับไปทันที

            ณ ตรงนั้น มีแอ่งน้ำใสขนาดประมาณอ่างอาบน้ำ นองอยู่ท่ามกลางพื้นที่หลุมบ่อรอบๆ

            จู่ๆ มันก็กระเพื่อมเป็นวงกว้างแล้วก็กลับไปนิ่งสนิท

            จากนั้นก็กระเพื่อมใหม่ แล้วกลับไปนิ่งสนิทอีกครั้ง

            วิฬาร์ใจเต้นขึ้นทันที เขาจึงทรุดตัวลง วางสองมือแนบพื้นสะกดจิตทำสมาธิให้ว่าง พยายามรับรู้แม้แต่ความรู้สึกที่แผ่วเบาที่สุด

            ตึง…

            ตึง…

            ตึง…

            สัมผัสสั่นสะเทือนแผ่วเบาลามเลียขึ้นมาจากฝ่ามือทั้งสองเป็นจังหวะ

            ฉิบหาย!

            สิ่งมีชีวิตที่สร้างแรงสั่นสะเทือนได้ขนาดนี้เกรงว่าขนาดตัวต้องไม่น้อยกว่ามายันตนาคราชเป็นแน่

            เจ้าตัวรีบมุดหาที่ซ่อนทันที พร้อมกับใช้เวทมนตร์หยิบเศษซากปรักหักพังรอบข้างขึ้นมาพอกทับกลบเกลื่อนร่องรอยของตนไม่ให้เจ้าผู้มาใหม่สังเกตเห็น เปิดเพียงรูเล็กแคบให้พอมองออกไปสำรวจสถานการณ์ได้

            ไม่นานเสียงตึงตังก็ดังแผ่วมาพร้อมกับแผ่นดินที่สะเทือนจนเศษหินชิ้นเล็กๆกระเพื่อมตัวขึ้น

            และจากนั้นไม่กี่อึดใจ เจ้าของเสียงสนั่นปฐพีก็เคลื่อนตัวเข้ามาในคลองจักษุของวิฬาร์

            ภายใต้แสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ทาบทับจากเบื้องหลังวิฬาร์เห็นเงาสูงตระหง่านราวเทพีเสรีภาพค่อยๆ เคลื่อนตัวข้ามาใกล้ก่อนจะหยุดลงห่างจากเขาราวสามสี่สิบเมตร

            เจ้าของเงาดำนั่นมีรูปกายคล้ายมนุษย์ชายมันหยุดยืนแล้วเท้าเอว ก่อนจะหันมองคล้ายสำรวจไปรอบด้าน

            มองจากมุมนี้ แม้ย้อนแสง เขาก็เห็นสองแขนที่กำยำดุจนักรบผิวกายขาวประดุจหยกทอแสงสีทองรังรอง กล้ามเนื้อทั่วร่างก็ปานหล่อหลอมขึ้นจากโลหะแกร่งได้รูปไปทุกส่วนสัด

            ไล่ตั้งแต่ต้นคอลงมา ก็มีทับทรวงที่ทำจากอัญมณีหลากสีประดับอยู่อย่างหรูหราและบริเวณทรวงอกที่เปิดเปลือยนั้น ก็มีสายสังวาลไขว้ห้อยเอาไว้พาดลงมาถึงชายโครง

            ส่วนบริเวณท่อนล่างมันสวมเพียงผ้าผืนหนาพาดทับไปมาอย่างไร้ระเบียบ ที่เอวก็คาดไว้ด้วยปั้นเหน่งชิ้นมหึมาทั้งข้อมือข้อเท้า ล้วนสวมกำไลทองคำเอาไว้

            มันยืดอกหันรีหันขวางอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่งเสียงต่ำฮึมฮัมในลำคออย่างหงุดหงิด ก่อนจะเบี่ยงกายเดินไปอีกฝั่ง

            และวินาทีนั้นเอง ที่เขาเห็นหน้าของมันถนัดตา

            ใบหน้าคมจนเป็นเหลี่ยมนูน จมูกก็โด่งเป็นสันดวงตาประดุจพยัคฆราช สองปากเม้มนิ่งสนิท ประกอบขึ้นเป็นท่าทีขึงขังองอาจ งดงามปานทวยเทพเทวัญ

            และพร้อมกันนั้นเสียงของระบบก็ดังขึ้นแจ้งนามของผู้มาเยือน

            “ผู้เล่นวิฬาร์พบ เทพอรชุน เลเวล 415”



            ทุกคนนนนน สวดพร้อมกันนะ

            จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด…

    คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน