————————————————
ชื่อ : จ้าว เฉียว เฟิง [อายุ 11 ปี]
ระดับ : [4] นักรบขั้น 5 จาก 9 ขั้น
————————————————
'หากจ้าวหมื่นมารทำสิ่งใดได้ข้าเฉียวเฟิงสามารถทำสิ่งเหล่านั้นให้ได้เช่นกัน' เฉียวเฟิงตอนนี้ตัวมันอยู่กลางบึงวิญญาณ ความเจ็บปวดราวมีดกรีดกำลังถาโถมมันทุกส่วนของร่างกาย
“อั๊ก” เสียงกระอั๊กโลหิตไร้เสียงในบึงวิญญาณ แต่แม้ความเจ็บปวดจะมากมายยิ่ง หากแต่เฉียวเฟิงก็ยังอดทน อดทนต่อไป ไม่ช้าเวลาก็ค่อยๆ ล่วงผ่านไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ
1 ชั่วยามล่วงผ่าน เฉียวเฟิงก้าวขึ้นจากบึงวิญญาณอย่างช้าๆ ดวงตาของมันช่างไม่สมกับเป็นเด็กน้อยเลยในตอนนี้ ราวกับสัตว์ร้ายที่น่าหวาดกลัวมากกว่าที่จะเป็นสายตาของมนุษย์ เฉียวเฟิงมองไปที่เด็กน้อยทั้งสองที่กำลังยืนอยู่ ครู่หนึ่งสองเด็กน้อยถึงกับร่างสั่นเทา จากกลิ่นอายน่าสะพรึงเกินวัยของศิษย์พี่
หลีกังแม้จะสั่นสะท้านและหวาดกลัว หากแต่เด็กน้อยก็รีบพูดด้วยความจริงใจ เพราะสำหรับหลีกังเด็กน้อยแล้วมันนับถือเฉียวเฟิงหมดใจโดยสมบูรณ์แล้วจริงๆ แม้ตอนนี้ศิษย์พี่จะมีกลิ่นอายประดุจสัตว์ร้าย หากแต่หลีกังก็ยังเชื่อมั่นในศิษย์พี่ว่าสามารถควบคุมตัวเองได้ มิได้ไร้สติอะไร
"ศิษย์พี่ใหญ่กลิ่นอายจากตัวท่านช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก วันหนึ่งข้าจะเป็นอย่างท่านให้ได้" สายตาของหลีกังตอนนี้ส่องประกาย
กลิ่นอายหน้าหวาดกลัวหายไปเฉียวเฟิงยิ้มให้เด็กน้อย
ส่วนพานลี่ได้แต่คิดในใจ อยากเอาอย่างศิษย์พี่ใหญ่ ที่ทั้งมีความมุ่งมั่นและอดทนเหนือใคร
หากแต่เพราะนางไม่ชอบความเจ็บปวดเท่าไรนักในใจได้แต่คิด 'มีวิธีใดที่จะเติบโตและยกระดับฐานพลังรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องเจ็บตัวบ้างนะ'
พานลี่สั่นกลัว สุดท้ายก็ได้แต่ทำใจ ที่สุดแล้วก็คงต้องไปแช่บึงวิญญาณอะไรนั่น และต้องอดทนกับความเจ็บปวดสินะ เจ้าหลีกังทำได้นางก็ต้องทำได้เช่นกันพานลี่คิด
เมื่อเฉียวเฟิงขึ้นจากบึงวิญญาณ มันก็รีบพาเด็กน้อยรีบวิ่งขึ้นไปด้านบน เฉียวเฟิงพบว่าเด็กๆ ก็เติบโตกันไม่น้อยเช่นกัน โดยในตอนนี้พานลี่มีระดับฐานพลังเพิ่มขึ้นเป็นระดับสูงขั้น 2 [ระดับ 3 ขั้น 2]
ส่วนหลีกังเป็นระดับสูงขั้นที่ 3 [ระดับ 3 ขั้น 3] โดยในเรื่องระดับฐานพลังของหลีกังนั้น เฉียวเฟิงไม่กล้าพูดเรื่องความก้าวหน้าของหลีกังกับพานลี่มากนัก
เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ มีความคิดเป็นของตัวเอง หากนางรู้ว่าหลีกังที่เป็นคนซื่อๆ โง่ๆ แต่กลับมีระดับฐานพลังที่เหนือกว่านาง นางอาจจะเสียกำลังใจได้
เฉียวเฟิงจึงได้แต่เก็บเรื่องนี้ไว้ในใจพร้อมกำชับหลีกัง ห้ามเปิดเผยระดับฐานพลังแท้จริงของตัวเองให้พานลี่รู้ หลีกังรับฟังคำสั่งของเฉียวเฟิงอย่างดี
เฉียวเฟิงตอนนี้ในใจชื่นชมหลีกังที่เติบโตได้อย่างรวดเร็วทั้งในด้านการฝึกยุทธ์และอุปนิสัยใจคอที่เป็นคนว่าง่าย
เมื่อมาถึงด้านบนเฉียวเฟิงไม่รอช้า ตัวมันเริ่มถ่ายทอดวิชายุทธ์ประเภทเสริมลมปราณระดับกลางแก่ทั้งสองเด็กน้อยก่อนเป็นอย่างแรก
2 ชั่วยามผ่านไปพานลี่ที่ทรงสติปัญญา นางเข้าใจพื้นฐานทั้งหมดของเคล็ดวิชาอย่างสมบูรณ์แล้ว พร้อมทะลวงไปสู่ระดับกลางแล้ว ส่วนหลีกังแม้จะยังไม่เข้าใจแต่ก็มีแนวโน้มที่ดี เพราะเด็กน้อยหลีกังเป็นคนหัวช้าเฉียวเฟิงจึงไม่รีบเร่งรัดและหวังผลในความเข้าใจอันเกินควร ได้เท่านี้ เข้าใจพื้นฐานอย่างหยาบๆ ก็เกินพอ
แต่ถึงอย่างนั้นเฉียวเฟิงก็หาได้ปล่อยปละเด็กน้อย ตัวมันพยายามใช้เคล็ดวิชาเชื่อมวิญญาณเข้าช่วยสอนเดินพลังอย่างช้าๆ ให้ทั้งสองคนอีกด้วย แม้ตัวเองจะเสียเวลาในการฝึกฝนไปก็ตาม
และด้วยวิธีนี้หลีกังก็ค่อยๆ เข้าใจเคล็ดการเดินลมปราณมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนพานลี่เมื่อเวลาผ่านไป 1 วันนางก็บรรลุเคล็ดวิชาที่เฉียวเฟิงสอนแล้ว
วิชาแรกที่เฉียวเฟิงเลือกสอนเด็กๆ ก็คือ "ปราณลวงพิสดาร" นั่นเพราะว่าวิชา "กลั้นปราณสวรรค์พริสุทธิ์ขั้นต้น" นั้นมีความยากและเกือบใกล้เคียงการเดินลมปราณระดับสูง หากเริ่มเรียนวิชานี้ก่อนเกรงว่าเด็กน้อยทั้งสองจะเสียกำลังใจในการฝึกฝน
แม้แต่ตัวเฉียวเฟิงเองก็รู้ตัวหากตัวเองเรียนรู้และฝึกฝนคนเดียวโดยไร้ตัวช่วย ไม่ได้มีจิตวิญญาณของจ้าวหมื่นมารเข้ามาช่วยเหลือในการฝึก
อย่างเร็วที่สุดกว่าที่ตัวมันจะฝึกสำเร็จเคล็ดวิชานี้น่าจะราว 3 เดือน อย่างช้าอาจจะกินเวลาไปถึง 1 หรือ 2 ปีเลยก็ได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ เฉียวเฟิงจึงคิดว่าการฝึกเคล็ดวิชากลั้นปราณสวรรค์พิสุทธิ์นั้น กว่าพานลี่จะฝึกสำเร็จหากมันไม่ได้ช่วยเหลือใดๆ อาจจะใช้เวลา 3 ถึง 5 ปี ส่วนหลีกังกว่าจะสำเร็จเกรงว่าใน 10 20 ปี เป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากความซับซ้อนของเคล็ดวิชา
หากต้องการเร่งรัดมีแต่เฉียวเฟิงต้องยอมเสียเวลาและใช้เคล็ดวิชาเชื่อมวิญญาญช่วยเหลือทั้งสอง
สำหรับพานลี่นางจะบรรลุเคล็ดวิชาใน 3 ถึง 4 เดือนอย่างแน่นอนหากเฉียวเฟิงช่วยเหลือ
ส่วนหลีกังแม้จะได้เฉียวเฟิงช่วยเหลือผ่านเคล็ดวิชาเชื่อมวิญญาณ แต่คาดว่ากว่าหลีกังเด็กน้อยจะบรรลุอาจจะต้องใช้เวลานับปีเป็นอย่างน้อยแน่นอน
--- ราว 1 เดือนต่อมา —
"หลีกัง พานลี่ ต้าไห่ จิ้งเหอ พวกเจ้าทั้งสี่ทำได้ดีมากตอนนี้พวกเจ้าฝึกวิชาระดับกลางได้อย่างน้อยคนละหนึ่งวิชากันหมดทุกคนแล้ว ในฐานะศิษย์พี่ข้าภูมิใจในพวกเจ้าจริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าต้องพูดกับพวกเจ้าทุกคนก็คือ เมื่อสำเร็จวิชาเหล่านี้แล้ว พวกเจ้าห้ามหลงระเริงและห้ามโอ้อวดเคล็ดวิชาฝึกฝนเหล่านี้กับใครเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นมันอาจจะนำความเดือดร้อนที่ไม่จำเป็นมาหาตัวพวกเจ้าเองได้ และถ้าไม่จำเป็นจริงๆ และไม่อยู่ในช่วงเป็นตายอย่าได้เปิดเผยระดับพลังของตัวเองเด็ดขาด พวกเจ้าเข้าใจนะ" หน้าบึงวิญญาณเฉียวเฟิงลอยตัวเหนือสระน้ำทำตัวราวกับเป็นอาจารย์ของเหล่าเด็กน้อย
ไม่ช้าสี่เด็กน้อยก็ร้องตะโกนแทบจะพร้อมๆ กัน "ขอรับศิษย์พี่ พวกข้าเข้าใจแล้ว"
เฉียวเฟิงยิ้ม ก่อนจะลอยตัวไปหาสองเด็กน้อย จิ้งเหอและต้าไห่ สองเด็กน้อยพึ่งมาถึง แต่ก็ต้องจากกันอีกแล้ว ในฐานะศิษย์พี่เฉียวเฟิงจำต้องสนใจสองเด็กน้อยเป็นพิเศษ "จิ้งเหอ ต้าไห่ พวกเจ้าจดบันทึกเคล็ดวิชาที่ข้าสอนทั้งหมดไปแล้วใช่ไหม ส่วนใดไม่เข้าใจหรือยังไม่แตกฉาน เจ้าสามารถรีบถามข้าได้ในทันที อย่างได้เก็บเอาไว้ในใจ เพราะต่อจากนี้ต้องจากกันอีกแล้ว"
"ขอรับศิษย์พี่" สองเด็กน้อยคำนับอย่างเชื่อฟัง แต่ทั้งสองก็ไม่มีสิ่งใดถาม เพราะในระยะเวลาครึ่งเดือนศิษย์พี่ได้สั่งสอนทั้งสองอย่างใกล้ชิดและละเอียดจริงๆ
เมื่อเฉียวเฟิงไม่เห็นทั้งสองพูดอะไรจึงได้แต่พยักหน้ารับอย่างบางเบาก่อนพูดต่อ
"ต่อจากนี้พวกเราอาจจะไม่ได้พบหน้ากันบ่อยๆ พวกเจ้าทั้งสองต้องตั้งใจฝึกฝน มั่นทบทวนวิชา จำไว้ว่าชีวิตของคนทั้งหลายที่เจ้ารักอยู่ในมือของพวกเจ้า ท่านจ้าวหมื่นเทวะทำได้เพียงแค่สั่งสอนและมอบเคล็ดวิชาให้พวกเรา หากแต่ตัวท่านนั้นจะไม่ลงมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวใดๆ โลกหล้าให้แปดเบื้อนตัวเองสรรพชีวิตมีหน้าที่ของสรรพชีวิต ตัวตนแห่งเทพก็มีหน้าที่ของทวยเทพ พวกเจ้าจงจำไว้ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด หากมีเรื่องอะไรเดือดร้อนก็รีบติดต่อศิษย์พี่คนนี้เข้าใจหรือไม่ ป้ายหมื่นลี้ที่ข้าให้เจ้าไว้ไม่ได้มีเอาไว้เพื่อเก็บไว้เฉยๆ นะ"
จิ้งเหอเอาแขนปาดหน้าน้ำตาไหล จากเด็กที่แถบไม่มีใครสนใจในตระกูลนอกจากท่านแม่และท่านพ่อ ก็มีเพียงเฉียวเฟิงและศิษย์ทั้ง 3 เท่านั้นที่เป็นเหมือนพี่น้อง จิ้งเหอจึงอาลัยที่ต้องรีบกลับไป เพราะตระกูลจิ้งเป็นตระกูลนักดาบจึงสนใจแต่ผู้เข้มแข็งเท่านั้น หากแต่นิสัยจิ้งเหอนั้นอ่อนโยนและมีเมตตาจิตต่อผู้คน ไม่ชอบลงมือทำร้ายผู้ใด ตัวมันนั้นไม่ชอบการเข่นฆ่า ไม่ชอบการสังหารชีวิตและด้วยนิสัยแบบนี้เป็นเหตุให้คนในตระกูลจึงไม่สนใจจิ้งเหอเด็กน้อยเท่าที่ควร และการสนับสนุนใดๆ จากตระกลูก็ไม่มีต่อเด็กน้อยเลยแม้แต่น้อย โอสถบำรุงปราณแม้สักเม็ดก็ไม่เคยได้รับ มีแต่ศิษย์พี่ผู้นี้และบิดามารดาของตัวมันเท่านั้นที่เอ็นดูเด็กน้อย
"ขอรับศิษย์พี่ข้าจะตั้งใจฝึกและยึดมั่นในคำสั่งสอนของท่าน"
.
.
.