เมื่อคืนวานช่วงเวลาพลบค่ำ สายลมที่พัดอย่างรุนแรงท่ามกลางลานหินที่มองไปทางก็มีแต่โขดและหิน ปลายฝนตัวสั่นเทาด้วยความหนาวจากแรงลมที่พัดปะทะหน้าเธอจนชา ธัญญ่าที่ขี่มาร์จาอยู่ข้าง ๆ อดที่จะสงสารเธอไม่ได้เมื่อมองดูปากที่สั่นเทาของปลายฝน
“องค์หญิง ฉันคิดว่าเราแวะพักที่เมืองข้างหน้านี้กันก่อนเถอะ ถึงไปต่อจนถึงเมืองหลวงได้จริง พวกเราก็คงทำอะไรต่อไม่ได้แล้ว” ธัญญ่าแนะนำ เธอตะโกนสู้กับเสียงของกระแสลมแรง เธอไม่แน่ใจนักว่าปลายฝนพยักหน้าตอบตกลงเธออยู่หรือเจ้าหญิงของเธอผงกหัวขึ้นลงเป็นเพราะกำลังสั่นงัก ๆ เท่านั้น
ธัญญ่าตัดสินใจไม่สนคำตอบของปลายฝนอีกแล้ว เธอเลือกไปที่เมืองที่เธอเห็นว่ามันกำลังขวางพวกเธออยู่พอดี ส่วนตัวมาร์จาของปลายฝนก็รู้งานดี มันวิ่งตามธัญญ่าอย่างไม่ห่างจนถึงเมืองที่ธัญญ่าหมายตาไว้
“ดื่มช็อกโกแลตร้อนนี้ก่อนค่ะ องค์...ปลายฝน” ธัญญ่ารีบเปลี่ยนคำเรียกปลายฝนเมื่อต้องอยู่ในต่างแดนและมีคนอื่นอยู่รอบข้าง
เธอวางแก้วน้ำร้อนที่มีควันลอยออกจากมัน ปลายฝนใช้มือที่ยังสั่นอยู่เล็กน้อยรับแก้วมา เธอไม่ได้รีบดื่มมันเข้าไป เธอใช้มือโอบรอบแก้วไว้เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับมือของเธอก่อนพร้อมกับเอ่ยว่า “ขอบคุณมากค่ะ พี่ธัญญ่า”
แม้จะไม่คุ้นชินหูนัก แต่ธัญญ่าไม่ขัดเธอ ธัญญ่าพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าปกติเมื่อต้องพูดกับปลายฝนว่า “ฉันลองถามเจ้าของร้านนี้ดูแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเราอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงแล้ว เมืองนี้ชื่อเมืองอัคคีเงิน เป็นเมืองข้าง ๆ เมืองหลวง เราพักที่นี่กันก่อน ไว้พรุ่งนี้เช้าพอแรงลมเบาลงพวกเราค่อยไปเมืองหลวงกัน”
“ค่ะ” ปลายฝนตอบอย่างว่าง่าย ต่อให้เธอร้อนใจแค่ไหน แต่ตอนนี้ใจเธอเองก็ไม่สู้แล้วกับสภาพอากาศที่เลวร้ายขนาดนี้
เพื่อต่อสู้กับความหนาวที่เธอได้รับมา ปลายฝนเริ่มจิบช็อกโกแลตร้อนที่ธัญญ่าซื้อมาให้ ธัญญ่ามองเห็นปลายฝนอย่างสงสาร เธอขอยอมรับเลยว่าเจ้าหญิงของเธออดทนได้ดี ปลายฝนไม่ได้เป็นทหารและไม่เคยฝึกการใช้ชีวิตแบบทหารมาก่อน ตลอดการเดินทางไม่ว่าจะครั้งนี้หรือก่อนหน้า ทั้งที่ผู้หญิงคนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นถึงเจ้าหญิงของอาณาจักร แต่เด็กสาวคนนี้กลับไม่เคยปริปากบ่นให้เธอได้ยินเลย
“ปลายฝน ถ้าจะกลับก็ยังทันนะ” จู่ ๆ ธัญญ่าพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังอย่างที่สุด “กลับไปบอกฝ่า...คุณพ่อกับดิเรกให้พวกเขาหาหนทางช่วยแทนดีกว่า”
ปลายฝนส่ายหัวปฏิเสธ เธอยังคงยืนยันคำเดิม เธอบังคับให้เสียงได้ยินกันแค่สองคน “ไม่ได้เด็ดขาดพี่ธัญญ่า อย่างที่ฉันบอกไป มันจะเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นแน่ถ้าท่านพ่อรู้” ปลายฝนหยุดเว้นวรรค แววตาของเธอดูมั่นใจในธัญญ่ามากขณะพูดต่อว่า “ฉันเชื่อว่าเราสองคนทำสำเร็จแน่นอนพี่ธัญญ่า”
“ทำไมเธอถึงเชื่อใจฉันขนาดนี้? ไม่กลัวฉันจะทรยศหักหลังบ้างเลยเหรอ?” แววตาของธัญญ่าสั่นไหวเล็กน้อยขณะถาม
“เพราะทุกครั้งที่ฉันและทุกคนตกอยู่ในอันตราย พี่มักจะยื่นมือออกมาช่วยโดยไม่เคยสนใจชีวิตของพี่เลย แค่นั้นก็รู้แล้วว่าพี่ธัญญ่าเป็นคนดี” ปลายฝนยิ้มอย่างไร้เดียงสาให้กับธัญญ่า
“ฉันก็แค่ทำไปตามหน้าที่ เป็นใครก็ต้องทำ” ธัญญ่ากลอกตาใส่ปลายฝน
ปลายฝนจิบช็อกโกแลตร้อนเพิ่มแล้วพูดว่า “ในชีวิตสังคมอย่างฉัน เจอคนทรยศ คนที่รักแต่ตัวเอง รวมถึงคนที่หน้าไหว้หลังหลอกมาก็มาก แต่ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของฉัน มีเพียงแค่พี่ธัญญ่ากับพี่ดิเรกเท่านั้นที่ไม่เคยหนีไปเลยแม้ตัวจะต้องตายเพื่อช่วยทุกคน แม้แต่ท่านพ่อและท่านแม่ของฉันเอง ฉันก็เชื่อว่า ถ้าหากจำเป็นพวกเขาก็ยอมสละฉันทิ้งได้เพื่อให้บัลลังก์ยังคงอยู่ต่อไป”
ธัญญ่าตัวนิ่งแข็งราวกับถูกแช่แข็งไปแล้ว เธอไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำพูดที่ปลอบประโลมและเชื่อมั่นในตัวเธอมากเช่นนี้มาก่อน แม้แต่เธอเองก็รู้ ในชีวิตที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีกันเช่นนี้ การจะหาคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้นั้นมากยากเสียยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร และมันก็จริงอย่างที่ปลายฝนพูด ต่อให้เป็นพ่อแม่พี่น้องก็ใช่ว่าจะไว้ใจได้ เพราะที่สุดแล้ว คนเรามีเป้าหมายในชีวิตไม่เหมือนกัน และเพื่อเป้าหมายนั้นแล้ว การเสียสละสิ่งสำคัญจนกลายเป็นการทรยศ อาจกลายเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดกับทุกคนเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายของตนเอง
หลังจากเงียบไป ธัญญ่าก็ถอนหายใจออกมา เธอเห็นปลายฝนกำลังยกแก้วกระดกเข้าไปจนหมดแก้ว ธัญญ่าจึงตัดสินใจพูดออกมา “เพื่อตอบแทนที่องค์หญิงเชื่อใจฉัน ขอให้องค์หญิงตั้งใจฟังฉันให้ดี”
ปลายฝนไม่พูดตอบอะไร เธอนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ แต่ตาของเธอเริ่มปรือคล้ายคนกึ่งหลับกึ่งตื่นขณะฟังธัญญ่าพูดต่อว่า “จงอย่าได้แสดงกษาปณ์มีนออกมาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม และอย่าให้ใครรู้ทั้งนั้นว่าองค์หญิงคือปลายฝน...”
ตุ้บ!
“หวังว่ามันจะเข้าหูเธอก่อนจะที่หลับไปนะ”ธัญญ่าหรี่ตามองปลายฝนที่ตอนนี้ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ