“เห็นเช่นนี้ก็นับว่าข้าคิดไม่ผิดที่ช่วยเหลือเจ้า” ซูเจินผลักถุงเงินคืนไป “ไม่ใช่ว่าเจ้ากับน้องชายก็ตั้งใจจะไปเข้าร่วมการสอบของสำนักสวรรค์หรือ เงินพวกนั้นคือค่าสมัครสินะ”
เป็นเรื่องจริงที่เงินจำนวนนี้เป็นค่าสมัครของพวกเขาพี่น้อง ต้องอดออมมานานกว่าจะได้เงินจำนวนนี้มา พวกเขาสองพี่น้องกำพร้าบิดามารดาสิ้นนานแล้ว ใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก เขาจึงหมั่นฝึกฝนวิชากว่าจะเลื่อนลำดับจนถึงเกณฑ์ได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น ต่างจากน้องชายของเขาซิ่นจง เขาเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านพลังเวทแต่ร่างกายกลับอ่อนแอ ถูกล่วงรู้ในเรื่องพลังเข้าจึงถูกกลั่นแกล้งจากผู้อื่นเสมอ
ครั้งนี้เขาถึงกลับต้องก้มหัวขอร้องเพื่อจะได้ร่วมขบวนเดินทางมาด้วย เจ้าเมืองและเศรษฐีมีเงินต่างว่าจ้างผู้คุ้มกันขบวนของเหล่าบุตรหลานของตน นอกจากจะต้องถูกใช้เป็นบ่าวในขบวนแล้วยังต้องจ่ายเงินให้กับพวกเขาเป็นค่าร่วมขบวน
แต่ไม่คาดว่าเดินทางมาได้ครึ่งทางก็เจอเข้ากับฝูงหมาป่าอสูรฝูงนั้น เหล่าผู้คุ้มกันต่างปกป้องลูกหลานเจ้าเมืองจนตายไปหลายคน บ่าวรับใช้ที่ติดตามมาด้วยส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ไม่มีพลังที่มีก็อยู่ในขั้นต่ำ จะเอาอะไรไปป้องกันตัวเอง จึงล้มตายกันเป็นว่าเล่น
สุดท้ายเห็นท่าไม่ดีพวกเขาก็ทิ้งขบวนแล้วหันหลังวิ่งหนี โดยใช้พวกเขาเป็นเหยื่อล่อถ่วงเวลาให้พวกเขาหนีไปได้ไกลๆ ก็จะใครล่ะถ้าไม่ใช่เจ้าตัวบัดซบหกคนนั่น!
มีขั้นพลังสูงเพราะพลังของแก่นอสูรและเม็ดยาราคาแพงทั้งนั้น แต่กลับไม่มีประสบการณ์ต่อสู้เลยแม้แต่น้อย มีเพียงตนเองที่จะพึ่งได้ เขาจึงยืนหยัดต่อสู้กับพวกหมาป่าที่ล้อมรอบหวังให้มีโอกาสรอด อย่างน้อยให้น้องชายเขารอดสักคนก็ยังดี
ไม่คาดว่าจะยังมีโชคอยู่บ้างจึงได้มาเจอกลุ่มคนพวกนี้ ทุกคนในกลุ่มแล้วยังอายุน้อยไม่มีผู้อาวุโสติดตามมาด้วยสักคน แต่พลังแก่กล้ากันทุกคน ไม่นานก็ไล่หมาป่ากลุ่มใหญ่ไปได้
“แต่น่าแปลกจริงๆ ได้ยินมาว่าพวกสัตว์อสูรจะไม่เข้าใกล้เส้นทางสัญจรเช่นนี้ แต่นี่ถึงกับจู่โจมขบวนเดินทางทั้งยังมาเป็นฝูง” ซิ่นทงพูดขึ้นหลังจากวางไม้ที่กินเนื้อย่างหมดแล้ว “อ่อ ข้ายังไม่รู้ชื่อเจ้าเลย...”
“คุณหนูของข้ามีความจำเป็นอะไรต้องบอกชื่อกับเจ้า!” หนิงจูพูดแทรก ซิ่นทงอ้าปากค้างกลืนคำพูดลงท้องไป เขาแค่ถามชื่อก็ผิดหรือนี่
“หนิงจูอย่าเสียมารยาท” ซูเจินหันไปเอ็ดหนิงจูเบาๆ “ข้าชื่อซูซู เฉินซูซู”
“ข้าเรียกซูซูได้หรือไม่?”
“ได้”
อย่างน้อยสตรีที่ชื่อซูซูก็อัธยาศัยดี นางพูดด้วยเสียงนุ่มนวลและสุภาพตลอด ซิ่นทงจึงกล้าที่จะพูดคุยด้วย
“ได้ยินพวกนางต่างเรียกเจ้าว่าคุณหนู พวกเขาเป็นคนของเจ้าทั้งหมดเลย? พวกเจ้ามากันเองไม่มีผู้อาวุโสตามมาด้วยสักคนเลยหรือ?”
“พวกเราต่างเป็นญาติกันน่ะ แต่พวกเขาเป็นคนของบ้านสาขา อีกเรื่องตระกูลข้ายึดถือการเลี้ยงดูแบบแม่พยัคฆ์ผลักลูกลงเหวพวกข้าจึงมากันเอง” ซูเจินกุเรื่องโกหก
ซิ่นทงได้ยินก็กวาดตามองรอบๆ คงเป็นตระกูลใหญ่ร่ำรวยถึงมีอัจฉริยะมากมายเพียงนี้ เมื่อครู่นางพูดว่าเขากับน้องชายก็จะไปสอบด้วยหรือ แสดงว่ากลุ่มของพวกนางก็มีเป้าหมายเดียวกัน ดังนั้นคนของนางทุกคนก็ต้องมีพลังอย่างน้อยขั้นต่ำของเกณฑ์การสอบทั้งสิ้น
สิบกว่าคน สิบกว่าคนเลยนะ! ไม่รู้ว่าเป็นตระกูลเลื่องชื่อจากที่ใด นอกจากจะหยิบโยนโอสถอย่างไม่ใส่ใจแล้วยังมีพลังเข้าขั้นอัจฉริยะมากมายเพียงนี้ ซิ่นทงปิดปากลงมองสตรีที่มีอำนาจมากที่สุดเงียบๆอีกครั้ง
เท่านี้ก็ไขข้อข้องใจได้ มิน่าเล่าพวกเขาแต่ละคนถึงมีกลิ่นอายไม่ธรรมดา เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูจะมีราคาแพงที่แท้ก็เป็นกลุ่มคุณหนูหรอกหรือนี่ ซิ่นทงเริ่มระแวงกลัวเหตุการณ์จะซ้ำรอยกลุ่มเดิมที่เขาเดินทางมาตอนแรก
“ว่าแต่เมื่อกี้เจ้าบอกว่าแปลกสินะ”
“อืม ข้าได้ยินพวกผู้คุ้มกันพูดกัน พวกเขาบอกว่าหมาป่าอสูรอาศัยอยู่ในป่าลึกเข้าไปหน่อย ไม่ค่อยพบเจอง่ายๆเช่นนี้”
“ถูกแล้ว” ซูเจินกับซิ่นทงหันตามเสียง เป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ไว้หนวดเคราเสียยาวเฟื้อย คงเป็นหนึ่งในผู้คุ้มกันที่รอดชีวิต เขานั่งลงข้างซิ่นทง
“ขอบใจที่ช่วยเหลือนะนังหนู” เขากล่าวขอบคุณ
“ไม่เป็นไรท่านลุง” ซูเจินตอบยิ้มๆ อีกฝ่ายหางคิ้วกระตุก “แล้วท่านมีความเห็นเช่นไร”
“หมาป่าอสูรมักอยู่รวมฝูงและอาศัยอยู่ในป่า ที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏตัวแถวเส้นทางสัญจรเลยสักครั้ง ยิ่งถึงกับจู่โจมด้วยแล้ว ข้าที่เป็นผู้คุ้มกันมาหลายปีก็ไม่เคยพบเห็น” เขาแสดงความคิดเห็น ซิ่นทงนั่งเงียบแม้ไม่เคยบาดหมางกับอีกฝ่ายแต่ก็ไม่ได้ดีนัก ในขบวนล้วนเรียกใช้งานพวกเขา ซิ่นทงผูกใจเจ็บเล็กน้อย
ซูเจินพยักหน้าเข้าใจ เส้นทางพวกนี้มักจะมีการโรยผงไล่อสูรไว้รอบๆ เพื่อลดความเสียหายจากการโจมตีของอสูร อีกทั้งในขบวนเดินทางก็มักจะมีผู้คุ้มกันเสมอ พวกมันจึงไม่ค่อยมายุ่งนัก แต่ครั้งนี้จึงถือว่าแปลกจริงๆ
“มีแต่เด็กน้อยเดินทางมาเองใจกล้าไม่เบาเลยนิ คงมั่นใจในฝีมือสินะ” เขาสังเกตแล้วยิ้ม “ว่าแต่ระหว่างทางเจ้าไม่เจออะไรผิดสังเกตเลยหรือ ไม่มีอสูรโจมตี?”
ซูเจินมองปรามคนของตน แล้วตอบชายผู้นั้นโดยไม่สนใจท่าทางอวดเบ่งนั่น “ไม่มี” แต่น้ำเสียงเย็นเยียบลง
ซูเจินลุกขึ้นปัดเศษดินออกจากเสื้อผ้า “หนิงจู เสวี่ยซูพาคนไปทำความสะอาดรถม้า ล้างคราบเลือดออกให้หมดแล้วโรยสมุนไพรดับกลิ่นด้วย พวกเราจะได้พักผ่อนเสียที”
“พวกท่านก็พักพักผ่อนเถิด คืนนี้ข้าจะให้พวกเขาผลัดกันเฝ้าเวรยามเอง พรุ่งนี้นอกจากคนที่บาดเจ็บหนักแล้วพวกท่านต้องอาศัยสองเท้าของตนในการเดินทาง รถม้าของพวกข้าคงต้องขอคืน”
พูดแล้วก็เดินตรงไปที่รถม้า สองสาวใช้พาคนไปไล่คนที่อยู่รอบให้ออกห่างรถม้า แล้วลงมือทำความสะอาด จือเหลียงจัดแบ่งเวรยาม ส่วนคนที่เหลือแยกย้ายขึ้นรถม้าทั้งสองคันเพื่อพักผ่อน
คนอื่นๆสมใจนักที่ได้ยินนายหญิงสั่ง อย่างนี้จึงค่อยบรรเทาความขุ่นเคืองใจของพวกเขาไปได้บ้าง
ชายไว้หนวดผู้นั้นขมวดคิ้วชนกันแน่น อยากจะร้องด่าความไร้มารยาทของนางเด็กอวดดีนั่นยิ่งนัก แต่ก็ต้องเก็บคืนลงท้องไปก่อน เขาลุกขึ้นด้วยท่าทางขึงขังไปนั่งกับพวกของตนอีกสามสี่คน
ซิ่นทงไม่เข้าใจว่าเหตุใดชายผู้นั้นจึงมีท่าทีเช่นนั้น ที่ซูซูพูดก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เดิมรถม้าก็เป็นของพวกนาง ไม่มีเหตุผลอะไรต้องให้ผู้ขอร่วมทางเช่นพวกเขาใช้เสียหน่อย ซิ่นทงขยับเข้าไปใกล้ๆน้องชายแล้วล้มตัวนอน ไม่นานก็หลับไป
ท่ามกลางความเปลวไฟเล็กๆสองกอง เหลือเพียงผู้ทำหน้าที่เวรยามสี่คนเท่านั้น กลางดึกคนที่มีหน้าที่เฝ้ายามต่อก็มาผลัดเปลี่ยน นอกจากจะระวังอันตรายภายนอกแล้ว พวกเขาก็คอยจับจ้องผู้ร่วมขบวนเขม็งราวนักล่าเวลาล่าเหยื่อตลอดคืน