บทที่ 2 การจู่โจมในยามราตรี
เมืองสวินโจว
ที่อำเภอไป๋อวิ๋น บนเขาเฮยเฝ่ย มีหมู่บ้านเหลียงหมิน
ในยามบ้านเมืองวุ่นวาย พวกเขาเป็โจร ยามบ้านเมืองสงบสุข พวกเขาก็เป็ราษฎรผู้สงบเสงี่ยม
บัดนี้เป็ปีที่หกแห่งรัชศกเจาชิ่งแห่งแคว้นต้าอวี๋
เหล่าโจรบนูเา ได้กลับใจมาเป็พลเมืองดีภายใต้การนำของหัวหน้าใหญ่ห่าวเหริน เมื่อหกปีก่อน
ซูจือจืออายุหกขวบในปีนี้ เกิดผิด่เวลา จึงพลาดยุคทองของโจรูเาไปอย่างน่าเสียดาย
ความกล้าหาญแบบโจรูเาที่มีอยู่เต็มเปี่ยม จึงได้แต่ใช้ในการปล้นคนชั่วเท่านั้น
ทุกครั้งที่ซูจือจือออกจากเขา หากไม่มีเื่ผิดปกติ ก็ต้องมีเื่ผิดปกติเกิดขึ้นแน่นอน!
ครั้งนี้ไปเจอพวกค้ามนุษย์เข้า ก่อนหน้านี้ก็เคยเจอนักโทษหนีคุก โจรใหญ่ และไอ้โรคจิต...
ชาวบ้านก็ไม่ย่อท้อ มาคนเดียวจับคนเดียว มาสองคนก็จับทั้งคู่
ผลงานการปราบปรามคนชั่วของหมู่บ้านเหลียงหมินขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของอำเภอไป๋อวิ๋น
ลมหนาวพัดโชยในคืนฤดูใบไม้ผลิ
ในกระท่อมบนยอดเขา เปลวเทียนที่สั่นไหวทอดเงาเป็กลุ่ม ๆ บนผนัง
บนแคร่ไม้ที่ปูด้วยผ้านวมหนานุ่ม เด็ก ๆ หลายคนนั่งล้อมวงกันอยู่ ซูจือจือนั่งอยู่ตรงกลาง เล่าเื่อย่างกระตือรือร้น
"ข้างนอกมีคนร้ายเยอะ ข้าออกไปที่ไหนก็เจอได้ตลอด"
"...คราวก่อนนั้น นักโทษหนีคุกคนนั้นมีเคราที่ยาวเท่านี้ เอวของเขาหนากว่าตอไม้ที่หน้าหมู่บ้านเสียอีก กำปั้นของเขาใหญ่กว่าซาลาเปาสองลูกรวมกัน!"
เด็ก ๆ ที่อยู่รอบข้างพากันสูดหายใจเฮือก
"แล้วเ้ายังกล้าขวางทางเขาอีกหรือ? เ้าไม่กลัวหรือ?"
"กลัวสิ! แต่ใครใช้ให้เขาเหยียบตั๊กแตนของข้าตาย? ข้าให้เขาชดใช้ตั๊กแตนให้ข้าหนึ่งตัว เขากลับบอกว่าจะชดใช้ด้วยหัว"
ซูจือจือทำท่าประกอบไปด้วย ดวงตากลมโตเบิกกว้างราวกับองุ่นดำ
"ข้าเลยบอกว่า 'ข้าไม่้าหัวของเ้าหรอก หัวของเ้ายังดูไม่ดีเท่าจิ้งหรีดของข้าเลย'"
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ..." เด็กๆ ที่นั่งล้อมวงอยู่หัวเราะขึ้นพร้อมกัน
แม้แต่เด็กหญิงที่ร้องไห้ไม่หยุดตลอดทั้งวันก็ยังยิ้มจนตาโค้ง ลืมความกังวลทั้งหมดไปชั่วขณะ
เด็ก ๆ ทั้งหมดยังอายุน้อย และในหมู่บ้านก็มีบ้านว่างไม่มาก คืนนี้จึงจัดให้พวกเขานอนรวมกัน หากมีเื่อะไรจะได้ดูแลกันได้สะดวก
เด็ก ๆ ในวัยที่ชอบเล่นสนุกและพูดคุย ต่างพากันคุยไม่หยุดปาก
มีเพียงเด็กชายที่นอนอยู่ปลายเตียงที่ไม่ได้ร่วมหัวเราะด้วย
เขาดูอายุราวห้าหกขวบ หน้าตางดงามราวกับเทพบุตรน้อย แต่ใบหน้ากลับซีดขาว ดูไม่สู้ดีนัก
"ถึงตาเ้าแล้ว เ้าชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ใดหรือ?" จู่ ๆ ซูจือจือก็โน้มตัวมาถามเขาอย่างกะทันหัน
"เซวียเช่อ" เด็กชายหยุดชั่วครู่ ขนตายาวเหลือบขึ้นแล้วลง "บ้านอยู่ที่ฉางอัน"
เด็ก ๆ ที่เคยพูดคุยจ้อกแจ้กพากันเงียบไปชั่วขณะ
ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขาแนะนำตัว ทุกคนล้วนมาจากตระกูลร่ำรวยแถบอำเภอไป๋อวิ๋น อำเภอเชียนเฉ่าทั้งนั้น
เมืองฉางอันอยู่ห่างจากที่นี่ถึงพันลี้ พวกเขาไม่เคยไปที่นั่นเลย
ทันใดนั้นก็มีคนร้องว่า "ว้าว สุดยอดไปเลย ถูกลักพาตัวมาไกลถึงเพียงนี้! ไกลกว่าพวกเราอีก"
เซวียเช่อ "..."
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเซวียเช่อแสดงความจริงจังเกินวัย จมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง
เขาถูกจับตัวมาก่อนใคร ก่อนหน้านี้ระหว่างทางได้ยินมาโดยบังเอิญว่าอู๋เหล่าซานกำลังทำงานให้กับคนของค่ายชิงเสอ
เซวียเช่อเคยได้ยินอู๋เหล่าซานคุยกับคนอื่น ว่าค่ายชิงเสอลงมือโเี้ เพื่อทรัพย์และผลประโยชน์จะไม่ปล่อยให้ใครมีชีวิตรอด
ตอนนี้ชาวบ้านจับตัวอู๋เหล่าซานได้แล้ว อาจจะนำมาซึ่งการแก้แค้นจากค่ายชิงเสอ
ตอนบ่ายที่เขาเพิ่งตื่นขึ้นมา เขาก็เล่าเื่นี้ให้หมออวี๋ที่มาตรวจชีพจรให้เขาฟัง
หมออวี๋พยักหน้าอย่างเรียบเฉย "อาการป่วยของเ้าต้องใช้เวลารักษามากกว่าหนึ่งหรือสองวัน"
เซวียเช่อ "???"
เด็กชายเห็นว่าหมออวี๋ไม่ใส่ใจ จึงเล่าเื่นี้ให้ชาวบ้านคนอื่น ๆ ฟังอีกครั้ง
"อ้อ ไม่ใช่เื่ใหญ่หรอก" ชาวบ้านเ่าั้เพียงแค่ลูบหัวเขา "เด็กน้อยคนนี้หน้าตาน่ารักจริง ๆ"
เซวียเช่อ '...นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเสียหน่อย'
เขารู้สึกว่าชาวบ้านเหล่านี้ไม่ได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของเื่นี้เลย หากค่ายชิงเสอมา พวกเขาอาจจะต้องจบชีวิตในทะเลเื!
เอี๊ยด—
ประตูไม้ถูกผลักเปิดออก สตรีผิวสีแทนเดินเข้ามา
นางมีรูปร่างสูง มีไฝเล็ก ๆ ที่มุมปาก รูปร่างได้สัดส่วนสง่างาม ไม่ได้อ่อนหวานเหมือนสตรีทั่วไป แต่กลับมีความงามที่เป็ธรรมชาติ
"ท่านแม่!" ซูจือจือเรียกเสียงหวาน
อู่อิงเหนียงลูบแก้มซูจือจืออย่างอ่อนโยน จากนั้นก็ปิดหน้าต่างให้สนิทเพื่อกันความเย็นชื้นจากด้านนอก
นางแสร้งทำโกรธ เร่งให้เด็ก ๆ เข้านอน
"ยามนี้แล้ว ยังไม่นอนอีก ระวังจะโตช้านะ"
ซูจือจืออยากจะบอกว่าตัวนางสูงมากแล้ว แต่แล้วก็ได้ยินอู่อิงเหนียงกล่าวว่า
"พรุ่งนี้ใครตื่นสายจะไม่ได้กินอาหารเช้านะ"
ซูจือจือรีบกลิ้งเข้าผ้าห่มเป็คนแรก ห่อตัวเองเป็รูปดักแด้
เด็กคนอื่น ๆ เห็นซูจือจือเข้านอนแล้ว ก็พากันมุดเข้าผ้าห่มตาม
ขณะที่อู่อิงเหนียงกำลังจะเป่าดับเทียนไข เซวียเช่อที่นั่งเงียบอยู่ปลายเตียงก็พยายามลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก
"ฮูหยินห่าว" เซวียเช่อนั่งคุกเข่าเรียกอย่างมีมารยาท
เมื่อครู่เขาได้ยินซูจือจือพูดว่า อู่อิงเหนียงเป็ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านห่าวเหริน ซึ่งออกไปธุระนอกหมู่บ้านสองวันนี้ โดยให้อู่อิงเหนียงดูแลกิจการในหมู่บ้านแทน
สายตาของอู่อิงเหนียงจับจ้องไปยังใบหน้าซีดเซียวของเซวียเช่อ "มีอะไรหรือ?"
เซวียเช่อพยายามเป็ครั้งสุดท้ายที่จะปลุกจิตสำนึกของชาวบ้านให้ระวังภัย
"ระหว่างทางที่ข้ามา ได้ยินมาโดยบังเอิญว่าอู๋เหล่าซานมีความเกี่ยวข้องกับค่ายชิงเสอ พวกค่ายชิงเสออาจจะมาแก้แค้น"
ซูจือจือโผล่ออกมาจากผ้าห่มครึ่งตัว
"ค่ายชิงเสอคืออะไรหรือ? พวกเขาเลี้ยงงูหรือ? งูตัวใหญ่ไหม? พอจะเอามาผัดได้สักจานไหม?"
เด็กน้อยที่อยู่ข้าง ๆ ก็เกิดความสงสัยขึ้นมา
"เนื้องูกินได้ด้วยหรือ? จะคาวไหม?"
ซูจือจือเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง "เนื้องูกินได้สิ ครั้งก่อน..."
"พอได้แล้ว อย่าพูดเื่งูอีกเลย"
อู่อิงเหนียงกดเด็ก ๆ กลับลงไปใต้ผ้าห่มทีละคน แล้วหมุนตัวไปเป่าเทียนดับ
เซวียเช่ออ้าปาก อู่อิงเหนียงก็ยื่นมือมาบีบปากเขาให้หุบทันที
"วางใจเถอะ ไม่มีอะไรหรอก พวกเ้าแค่นอนให้หลับก็พอ ใครไม่ยอมนอนก็ไปนอนคอกแกะแทน"
แสงดาวส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา เซวียเช่อหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง
ช่างเถอะ เขาก็พยายามเต็มที่แล้ว
ณ เชิงเขาเฮยเฝ่ย
กลุ่มคนชุดดำปรากฏตัวราวกับภูติผี เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเข้าไปในป่าเขา ดาบที่เหน็บเอวสะท้อนประกายเย็นเยียบใต้แสงจันทร์
ชายชุดดำคนหนึ่งกระซิบเสียงต่ำ
"รองหัวหน้า ที่นี่แหละ ข้าเห็นกับตาตอนบ่ายวันนี้ว่าอู๋เหล่าซานและพวกเด็ก ๆ ถูกพาขึ้นเขามา"
เขาขยับข้อมือ
ที่ด้านในข้อมือมีรอยสักงูเขียว ปากงูอ้ากว้าง แลบลิ้นสีแดง
ไม่เพียงแค่เขา ทุกคนที่สวมชุดดำล้วนมีรอยสักเดียวกัน
"บนเขานี้ยังมีเด็กหญิงหน้าตางดงาม ผิวพรรณผุดผ่องนัก หากจับตัวไปคงขายได้ราคางาม" ชายชุดดำพูดพลางเลียริมฝีปาก ดวงตาเปล่งประกายด้วยความสนใจ
ชายชุดดำที่เป็ผู้นำคือ หลิ่วอิ๋นหวน รองหัวหน้าค่ายงูเขียว
หลิ่วอิ๋นหวนมองแสงไฟที่ค่อย ๆ ดับลงในหมู่บ้านบนยอดเขา แล้วหรี่ตาลง
"อย่าไว้ชีวิตบุรุษแม้แต่คนเดียว ส่วนสตรีให้เก็บไว้ให้พี่น้องได้ลิ้มลอง ให้พวกมันจำไว้ว่าชาติหน้าอย่าได้มาขัดขวางการงานของค่ายชิงเสออีก!"
หลิ่วอิ๋นหวนดึงคอเสื้อออก งูจงอางตัวใหญ่เลื้อยลงมาจากลำคอของเขา เกล็ดงูสะท้อนประกายเย็นเยียบ
"จินเตา ไป"
คนอีกหลายสิบคนก็กลั้นหายใจ งูหลายตัวเลื้อยออกมาจากแขนเสื้อ มุดหายเข้าพงหญ้าราวกับิญญา มุ่งตรงไปยังหมู่บ้าน