กาลเวลาไหลผ่านรวดเร็วปานสายฟ้า นับตั้งแต่กองทัพประจิมเดินทางมายังเขตชายแดน นี่ก็ล่วงเลยไปแล้วถึง 5 เดือนด้วยกัน
ซึ่งต้องบอกเลยว่า เมืองชายแดนประจิม ณ ปัจจุบันนั้นแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิงราวพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ จากพื้นที่แห้งแล้งก็เริ่มอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยพืชหญ้า บ้านเรือนที่เคยผุพังก็ถูกซ่อมแซมบูรณะจนแข็งแรง ทนทาน ทั้งยังมีการจัดระเบียบที่ดีกว่าเก่า เหล่าชาวบ้านที่เคยผอมโซก็เริ่มมีเนื้อมีหนังเพราะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก
เย่ชิงหยาง องค์หญิง และองค์ชายต่างได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้นำที่เยี่ยมยอดที่สุดเท่าที่เมืองชายแดนเคยมีมา สามารถเรียกแรงศรัทธาจากชาวเมืองได้อย่างมหาศาล
ส่วนทางฝั่งเย่หยุนซีและหลิงจีนั้น นอกจากการทำงานอยู่เบื้องหลัง ทั้งสองก็มักจะใช้เวลาว่างในการฝึกฝนและพัฒนาตนเองจนบรรลุต่อเนื่องหลายขั้น
หลิงจีตอนนี้มีตบะถึงขอบเขตปรมาจารย์ขั้นที่ 3 ทั้งยังได้รับการถ่ายทอดทักษะท่วงทำนองมายาและคลื่นเสียงขัดเกลาจิตระดับเซียนจากเย่หยุนซี เมื่อบวกกับทักษะการยิงธนูที่นางมี นางจึงถือว่าเป็นสายสนับสนุนที่หาตัวจับยาก
ส่วนเย่หยุนซีหลังจากที่ผ่านมา 5 เดือน ตบะของเขาก็มาถึงขอบเขตแก่นแท้ขั้นที่ 3 ทักษะการปรุงโอสถถึงระดับปรมาจารย์ ทักษะค่ายกลครอบจักรวาลพัฒนาขึ้นเป็นขั้น 5 และสุดท้ายก็คือทักษะกระบี่ที่ก้าวหน้ามาถึงระดับปราณกระบี่
หากนำความสามารถทั้งหมดนี้ไปรวมกับกายเนื้อระดับปรมาจารย์ เย่หยุนซีจะสามารถสังหารศัตรูระดับเบิกนภาขั้นต้น(ขั้นที่1-3)ได้อย่างสบายๆ หากเผชิญระดับเบิกนภาขั้นกลาง(ขั้นที่4-6)ก็ต้องชิงไหวชิงพริบ แต่หากเจอเบิกนภาขั้นสอง(ขั้นที่7-9)ก็สามารถหลบหนีได้อย่างไม่ยากเย็น
“เด็กน้อย 5 เดือนมานี้เจ้าขยันฝึกฝนพิเศษ มาเถอะ มารับรางวัลของเจ้า” เสียงชมเชยของเทพธิดาเซียนเหยาดังขึ้นขณะที่เด็กหนุ่มกำลังนั่งฝึกฝนอยู่ตรงบริเวณยอดเขาสูงชัน
“สำเร็จการเป็นนักปรุงโอสถระดับแก่นแท้ ได้รับเมล็ดพันธุ์ก่อเกิดชีวิต”
“สำเร็จการเป็นนักปรุงโอสถระดับปรมาจารย์ ได้รับเปลวเพลิงแท้จริง เพลิงหิมะจันทรา”
“สำเร็จการเป็นผู้ใช้ค่ายกลขั้นที่ 4 ได้รับหน้ากากเร้นสวรรค์”
“สำเร็จการเป็นผู้ใช้ค่ายกลขั้นที่ 5 ได้รับสมบัติศักดิ์สิทธิ์ เกราะทองคงกระพัน”
เมื่อได้ฟังรายการของรางวัล ใบหน้าของเย่หยุนซีก็เต็มไปด้วยความงุนงงอย่างเห็นได้ชัด เพราะจากสมบัติทั้งสี่ชิ้น สิ่งที่เขารู้จักมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นก็คือเปลวเพลิงแท้จริง ส่วนอย่างอื่นมันอยู่นอกเหนือความรู้ ความเข้าใจของเขาจนเกินไป
“ท่านเทพธิดา ช่วยอธิบายความสามารถของสมบัติแต่ละชิ้นให้ฟังหน่อยได้หรือไม่ขอรับ” เขาปากขอร้อง
เทพธิดาเซียนเหยาหัวเราะ “คิกคิก ได้สิงั้นเริ่มจากสมบัติชิ้นแรกเลยก็แล้วกัน”
“หนึ่ง เมล็ดพันธุ์ก่อเกิดชีวิต ความสามารถของมันมีเพียงอย่างคือการให้กำเนิดชีวิตใหม่โดยใช้เพียงแค่โลหิตเท่านั้น เจ้าอยากจะใช้มันเพื่อสร้างบุตรหรือสร้างสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งก็ล้วนแล้วแต่ทำได้ตามใจ”
“สอง เพลิงหิมะจันทรา สมบัติชิ้นนี้ข้าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มันมากมาย เพราะในฐานะนักปรุงโอสถเจ้าคงรู้อยู่แล้วว่ามันสำคัญ และที่ข้าเลือกจะมอบมันให้กับเจ้า ก็เพราะเปลวเพลิงโกลาหลเก้าชั้นฟ้ามีพลังทำลายล้างสูงเกินไป ไม่ค่อยเหมาะในการใช้ปรุงโอสถระดับสูงที่มีความละเอียดอ่อน พลาดพลั้งไม่ได้”
“สาม หน้ากากเร้นสวรรค์ ปลอมแปลงหน้าตา กลิ่นอาย อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ถ้าหากไม่ใช่ระดับเทพก็ไม่มีทางมองออก”
“และสุดท้าย สมบัติศักดิ์สิทธิ์ เกราะทองคงกระพัน เพิ่มพลังป้องกันและพลังโจมตีให้กับเจ้า 10 เท่า แต่มีข้อเสียตรงที่ดูดกลืนพลังปราณและพลังกายมหาศาล หากเจ้าในเวลานี้สวมใส่มันก็น่าจะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 1 เค่อ(15 นาที)”
สิ้นสุดคำกล่าวอธิบายของท่านเทพธิดา เย่หยุนซีถึงกับกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เพราะนี่มันเป็นของระดับสูดยอดทั้งนั้น โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ก่อเกิดชีวิตที่ดูจะพิเศษยิ่งกว่าสมบัติชิ้นไหนๆ
“แค่เพียงหยดโลหิตลงไปก็สามารถให้กำเนิดชีวิตใหม่ได้! นี่ช่างเป็นอะไรที่วิเศษยิ่ง!!”
“ท่านเทพธิดา ในอนาคตจะมีเมล็ดพันธุ์ก่อเกิดชีวิตเป็นของรางวัลอีกหรือไม่ขอรับ” เย่หยุนซีเอ่ยถาม
“เห้อ นี่เจ้าคิดว่ามันเป็นขนมหรืออย่างไรกัน สมบัตินี้มีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นแหละนะ” เทพธิดาเซียบเหยากล่าวอย่างเหนื่อยหน่าย
“งั้นข้าก็ควรคิดให้ดีก่อนใช้” พูดจบ! เด็กหนุ่มก็เลิกคิดถึงเรื่องเมล็ดพันธุ์ก่อเกิดชีวิต และเริ่มทำการหลอมรวมเปลวเพลิงหิมะจันทราในทันที หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูปทุกอย่างก็เสร็จสิ้นด้วยดีไร้ซึ่งปัญหา
เอาล่ะ นี่ก็ผ่านมานานแล้วกลับบ้านดีกว่า”
เย่หยุนซีเก็บสมบัติอย่างหน้ากากเร้นสวรรค์ ตราประทับเรียกใช้ชุดเกราะทองคงกระพัน และเมล็ดพันธุ์ก่อกำเนิดชีวิตเข้ามิติเก็บของไร้ขีดจำกัดโดยไม่รอช้า ในเวลาต่อมา! เขาก็ลุกขึ้นเดินกลับบ้านพักรับรองของตนเองอย่างอารมณ์ดี
แต่ไม่ทันที่เขาจะถึง! หลิงจีก็พุ่งทะยานมาหา สีหน้าเต็มไปด้วยความจริงจัง
“มีอะไรงั้นหรือเสี่ยวหลิง ไฉนจึงรีบร้อนปานนั้น” เย่หยุนซีอดไม่ได้ที่จะไถ่ถาม
หลิงจีจึงหยุดชะงักฝีเท้าและกล่าวรายงาน “แย่แล้วคุณชาย! ตอนนี้กองทัพของอาณาจักรมังกรสีชาดเริ่มเคลื่อนพลแล้วเป้าหมายคือเมืองชายแดนของพวกเรา”
เย่หยุนเมื่อได้ยินก็เผยรอยยิ้มราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่ “เมืองชายแดนประจิมคงพัฒนาเร็วเกินไปจนพวกมันเริ่มคิดว่าเป็นภัยคุกคาม”
หลิงจียังคงมีสีหน้าจริงจัง “ความมั่นคงทางฝั่งเราคือความสั่นคลอนทางฝั่งของพวกมันสินะ คุณชายพวกเราจะเอายังไงกันดี?”
“หึ! ไม่มีอะไรต้องกลัว ในเมื่อพวกมันอยากทำสงครามข้าก็จะทำให้พวกมันพ่ายแพ้ย่อยยับ” เย่หยุนซีตอบกลับน้ำเสียงเต็มไปด้วยปณิธานแห่งการสังหารอันแรงกล้า ก่อนจะพาหลิงจีตรงกลับไปยังเขตสนามรบซึ่งอยู่อีกฝั่งของเมืองชายแดนด้วยความเร็วสูงสุด