ปวริศามองจับใบหน้าคู่หมั้นซึ่งเดินผ่านประตูด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ปริณธวัฒน์พยายามฝืนยิ้มให้หญิงสาว เขาเดินตัดห้องรับแขกไปล้างไม้ล้างมือ แล้วเดินกลับมานั่งที่โต๊ะอาหาร
เมนูเพื่อสุขภาพวางอยู่สองสามอย่าง เขาไม่ชอบเลยสักจานเดียว ความอยากอาหารยิ่งลดลงแต่จำต้องฝืนใจทานอย่างเสียไม่ได้
เขากำลังจะจิ้มอะโวคาโดหั่นชิ้นบางเข้าปากหากแต่สีหน้าจับผิดของคนตรงหน้าทำให้เขาชะงัก
“่นี้คุณไปไหนคะ แทบไม่กลับคอนโดฯ” ปวริศาถามเสียงห้วน ใบหน้าสะสวยมีแววอ่อนล้าจากการทำงานหากแต่ดวงตาแข็งกระด้างอย่างคนมีความมั่นใจในตัวเองสูงลิบลิ่่วยังคงเหมือนเดิม
“ผมกลับไปนอนที่บ้าน” ตลอดหลายเดือนเขากลับไปค้างที่บ้านเป็ส่วนใหญ่ ่เวลาเกือบ 5 เดือนได้กระมังที่เขาไม่ได้ใช้เวลาส่วนตัวกับคู่หมั้น แต่ไม่รู้สึกโหยหาสักนิดเดียว
“เบื่อจะอยู่ที่นี่แล้วเหรอคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“คุณเข้าเวรดึกแทบไม่ได้นอนที่นี่อยู่แล้วนี่ครับ” ชายหนุ่มพยายามฝืนทำใจเย็น เคี้ยวสลัดเชื่องช้า เขา้าอาหารที่ให้พลังงานมากกว่านี้แต่รู้ว่าปวริศาไม่อนุญาตด้วยกลัวว่าเขาจะอ้วนเผละลงพุง ซึ่งปกติเขาเป็คนควบคุมน้ำหนักตัวเองได้ดีเสมอมาโดยไม่ต้องอาศัยการบีบบังคับจากเธอเลยด้วยซ้ำ
“คุณก็เลยไม่คิดจะกลับมานอนที่นี่เลยอย่างนั้นเหรอคะ กลายเป็คนติดบ้านติดแม่ไปอีกแล้วเหรอ!”
ปริณธวัฒน์พ่นลมหายใจออกจากจมูก อาหารมื้อนี้ยิ่งกร่อยลงไปทุกที เพราะรู้ว่าต้องกลับมาฟังคำประชดประชันอย่างนี้ไงเล่าเขาถึงเลือกกลับไปนอนที่บ้าน
“ทานดีกว่านะครับ คุณรอผมนานคงหิวแย่ เดี๋ยวโรคกระเพาะกำเริบอีก” เขาอยากยุติถ้อยคำแดกดันจึงผายมือไปยังจานซึ่งปริมาณของมันไม่พร่องลงเลยสักนิดเดียว
ปวริศาชักสีหน้าไม่พอใจ ผลักจานออกห่างจากตัวเป็เครื่องบ่งบอกว่าหมดอารมณ์จะทานพลอยทำให้เขาต้องวางช้อนวางส้อมไปด้วย
“ก็ต้องรอนานน่ะสิคะ! เพื่อนที่คุณว่าเนี่ยใครเหรอสำคัญถึงขั้นจะปล่อยให้ปิ่นทานคนเดียว” หญิงสาวไล่บี้ พานนึกโกรธเขาไปเสียหมด ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมทั้งสิ้นหากคนคนนั้นขโมยเวลาของคู่หมั้นเธอไป
“คุณอยากให้เราเคลียร์กันไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่พูดเื่ของเราล่ะครับ”
ปวริศายิ่งมีอารมณ์โกรธกรุ่น ใบหน้าสวยเริ่มแดงจัด
“คุณก็พูดมาสิคะเพื่อนที่ว่ามันคือใคร!” เธอไม่ได้้าอยากรู้จริงจังหรอกว่าใครที่ปริณธวัฒน์ไปทานข้าวด้วยเพราะปกติเขาก็สังสรรค์กับเพื่อนหรือลูกค้าเป็ปกติ
ถ้าอยากรู้เขาจะไม่ปิดบัง “น้ำอิง” เขาตอบหนักแน่นโดยไม่คิดปิดบังอีกต่อไป
ดวงตาหญิงสาววาวโรจน์อย่างฉับพลัน เธอจำชื่อนี้แม่น ผู้หญิงที่เคยเป็คู่นอนของปริณธวัฒน์ คนที่เขาเคยสารภาพกับเธอว่าตกหลุมรัก ตอนนั้นเธอสนับสนุนให้เขาทำตามหัวใจตัวเองเพราะทั้งคู่ยังไม่ได้เริ่มต้นคบกันหากแต่วันนี้พวกเขาเป็คู่หมั้นการได้ยินชื่อนั้นทำให้หญิงสาวโกรธกรุ่นกระทั่งริมฝีปากสั่น
“ผมกับเธอแค่บังเอิญเจอกัน ก็เลยอยากแวะไปดื่มถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันตามประสาคนรู้จักเท่านั้น”
เขาไม่ได้บอกว่าเกือบสารภาพความรู้สึกในวันวานกับนราริน มันชวนละอายแก่ใจก็จริงเพราะเขาได้ชื่อว่าเป็คนมีคู่หมั้นแต่กลับจะบอกรักผู้หญิงอีกคน แต่บรรยากาศมาคุระหว่างตัวเองกับปวริศามันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าพวกเขากำลังจะไปกันไม่รอด
เฮอะ!
“ผู้หญิงที่เคยปฏิเสธคุณนี่เอง” ปวริศายกมือขึ้นกอดอก มองคนตรงหน้าด้วยแววสมเพชอย่างไม่ปิดบัง “ยังไงล่ะคะ อยากสานความสัมพันธ์กันต่องั้นเหรอ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะปิ่น”
ต่อให้เขาได้สารภาพกับนรารินว่าเคยรักแต่ก็ใช่ว่าเขาจะพยายามดึงรั้งเธอเพื่อสานความสัมพันธ์กันอีกหนเสียเมื่อไหร่ เขาจะไม่ทำอย่างนั้นตราบใดก็ตามที่ยังคงอยู่ในสถานะหมั้นหมายกับปวริศา เขาจะไม่หักหาญน้ำใจเธอ ไม่มีวันทำอย่างนั้นเด็ดขาดต่อให้เขาหมดใจกับเธอไปนานแล้ว และมองภาพอนาคตร่วมกันไม่ออกเลยก็ตาม
“เอาสิคะ คุณก็ดูเบื่อความสัมพันธ์ของเราจะแย่ กลับไปกินของเก่าบ้างเป็บางครั้งคราวเผื่อจะกระชุ่มกระชวยหัวใจขึ้นมาได้บ้าง ไม่ทำหน้าซังกะตายแบบนี้เวลาที่อยู่ด้วยกัน เพราะของเก่าที่คุณเคยทานคงรสชาติดีมากถึงโหยหาหนักขนาดนี้” เธอพูดอย่างดูถูกดูแคลนนรารินโดยไม่ปิดบัง
ปริณธวัฒน์ชักสีหน้าไม่พอใจ
ปวริศาจ้องตาเขม็งรู้ตัวว่าทำเขาโกรธที่เผลอพูดจาจาบจ้วงอดีตคู่นอนของเขา
...
.
.
สงสารพี่ปัณดีมั้ยนะ ตอนนั้นเลือกหมอปิ่นเองแท้ๆ