ตึกหลัก จวนขุนนางเสนาบดีกรมพิธีการ
“เฟยหลง เรื่องนี้สำคัญมากเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของตระกูลหนิงเราไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องทำให้สำเร็จ” หนิงเทียนกล่าวขึ้นแววตาและสีหน้าของเขาสะท้อนความหลากของอารมณ์
หนิงเฉิงถอนหายใจและกล่าวเสริม “เรื่องนี้เจ้าต้องไตร่ตรองให้ดีเวลาจำกัดนัก เพียงสามเดือนต้องรวบรวม พร้อมฝึกฝนทหารกว่าแสนนายให้เสร็จแล้วเจ้าต้องวางแผนไว้แต่เนิ่น ๆ”
“ท่านปู่ ท่านพ่อไม่ต้องกังวล ข้าเข้าใจดีเรื่องนี้เกี่ยวพันกับคนทั้งตระกูลคงไม่อาจทำได้โดยง่าย แต่ก็จะไม่ทำให้พวกท่านต้องผิดหวัง”ถึงจะกล่าวไปเช่นนั้นแต่ใจกลับรู้สึกหนักอึ้ง
หนิงเฟยหลงแสดงความมั่นใจออกมาทางสีหน้าและแววตาเขาไม่อยากให้ปู่และพ่อของเขาหดหู่ไปจึงพยายามทำให้เห็นถึงความมั่นใจและความมุ่งมั่น
แต่หนิงเทียนและหนิงเฉิงนั้นดูออกว่าชายหนุ่มเพียงแค่แสดงให้พวกเขาเห็นก็เท่านั้น
“เฟยหลง ปู่มิได้บังคับเจ้าหากเจ้าคิดว่าตนเองไม่ไหวก็ให้เร่งเดินทางกลับเมืองเซียงแม้ว่าจักรพรรดิจะมีความสามารถถึงเพียงใดก็ไม่อาจดูแคลนตระกูลหนิงในเมืองเซียงได้ !”
หนิงเทียนมีความมั่นใจมากจากน้ำเสียงที่พูดเขาไม่กล้าบอกว่าในเมืองหลวงจะปลอดภัย หรือในเมืองเซียงจะไร้อันตรายแต่หากอยู่ในเมืองเซียงพวกเขาก็ยังสามารถต่อต้านราชสำนักได้อยู่ แม้ว่าได้ไม่นานแต่ก็คงหาวิธีรอดได้เมื่อเวลามาถึง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเวลา
หนิงเฟยหลงไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธเขาเพียงขอให้หนิงเทียนเตรียมการที่เมืองเซียงเอาไว้ ส่วนทางนครหลวงเขาจะจัดการเอง
เรื่องการรวบรวมผู้คนเสริมทัพให้ถึงแสนนั้นหนิงเฉิงจะช่วยเป็นธุระทางใต้ให้ น่าจะเกณฑ์ได้มากประมาณสามหมื่นนาย แต่นั่นก็เพียงพอแล้วหากรวมจากทิศทั้งสามอีก ทิศละสามหมื่น เขาคงจะทำตามราชโองการได้แน่
...
เมืองกุ้ยหลิน หนึ่งในสามเมืองใหญ่ของอาณาจักรเยว่
ถูซุยแทบจะกระอักโลหิตให้ตายไปเสียตรงนี้ภาพที่เขาเห็นในตอนนี้คือกำแพงเมือง กำแพงที่เต็มไปศพของผู้คนและผู้คนเหล่านั้นก็คือคนของตระกูลถูตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกลับมีจุดจบที่น่าสังเวชถึงเพียงนี้
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงเป็นอย่างนี้ไปได้
เยว่หมิงเองก็กำลังตกใจกับภาพที่เห็นเขารู้สึกว่าตนเองได้กลับไปอยู่ในสมรภูมิอีกครั้งและเห็นภาพชายหนุ่มผู้สังหารจอมยุทธ์แก่นแท้พลังและผู้ฝึกยุทธ์กำเนิดพลังไปไม่ถ้วนกำลังเดินเข้ามา ตัวของเขาก็พลันสั่นระริก !
“หมิงเอ๋อร์เจ้าเป็นนอะไร ?” ถูซุยเอ่ยถามทั้ง ๆ ที่ตนเองก็ไม่อาจสงบใจ
เยว่หมิงส่ายศีรษะอย่างรุนแรง พร้อมกับกล่าว “ข้าไม่เป็นไร ๆ”
พวกเขายืนอยู่หน้าประตูเมืองไม่นานก็ทำการปลอมตัวเข้าเมืองถูซุยต้องการสืบหาข้อมูลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเขาไม่อาจใช้สถานะของผู้นำตระกูลถูได้อีกต่อไป ตระกูลถูล่มสลายแล้ว...
ยิ่งเข้าไปในเมืองการพูดคุยเรื่องตระกูลถูก็ยิ่งมากขึ้นเนื่องจากเป็นตระกูลหลักหนึ่งในสามของอาณาจักรการล่มสลายย่อมเป็นเรื่องที่กล่าวขานไปทั่ว ทุกคนล้วนอยากรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นเล่าความมากกว่าสามวันก็ยังไม่จบ โดยเฉพาะนักเล่าตัวยงที่พูดพร่ำทุกวี่วัน
ถูซุยเก็บรายละเอียดทีละเล็กทีละน้อยจนทราบว่าไม่นานมานี้ก่อนหน้าที่พวกเขาจะกลับมาที่เมืองกุ้ยหลินกองทัพมังกรขององค์จักรพรรดิได้บุกเข้ามาตรงไปยังตระกูลถูและเข่นฆ่าสังหารล้างบางทั้งตระกูล
ถูซุยดวงตาแดงก่ำ เขาไม่เคยโกรธเช่นนี้มาก่อนเขาถึงกับคิดที่จะทำลายราชวงศ์ทิ้งแต่เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้แล้วนั่นไม่มีทางเลยหรือต่อให้เป็นช่วงที่เขารุ่งเรืองมากที่สุดอย่างมากก็แค่มีอำนาจมากกว่าตระกูลใหญ่ทั้งสามไม่อาจสั่นคลอนอำนาจของราชวงศ์ได้อย่างแท้จริง !
ไม่มีใครรู้ว่าราชวงศ์เยว่มีอำนาจมากขนาดไหน แต่ที่แน่ ๆพวกเขาสามารถปกครองอาณาจักรมาได้นับพันปีย่อมต้องมีสิ่งที่ยื้อยุดฉุดให้ยืนยงมาได้ถึงทุกวันนี้
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้ !
บุตรชาย และบุตรีของเขาอยู่ที่ไหน ?
ก่อนจะออกจากนครหลวงเขาพยายามหาถูกุ้ยเฟยอยู่นาน แต่ก็ไม่อาจพบได้จึงได้ออกมากับเยว่หมิงเพียงเท่านั้น ส่วนบุตรชายของเขานั้นได้รับคำสั่งให้นำทัพตระกูลถูมาเสริมแต่จนถึงบัดนี้ก็ไม่มีข่าวคราวเลยแม้แต่น้อย ถูซุยเป็นกังวลมากหากว่าตระกูลล่มสลายยังสามารถก่อตั้งใหม่ได้ แต่หากลูกชายของเขาตายก็คงไม่มีหวังเขาแก่ชราเกินไปที่จะมีบุตรอีกได้
ถูซุยนับว่าเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดในบรรดาผู้นำตระกูลทั้งสามเขามีอายุเกือบห้าร้อยปีนี่คือช่วงบั้นปลายชีวิตของเขาแล้ว
คนปกติมีอายุไขราว ๆ แปดสิบปีแต่เมื่อเริ่มเข้าบ่มเพาะพลังฝึกยุทธ์อายุจะเพิ่มขึ้นอีก อย่างขอบเขตแดนกายจะอายุหนึ่งร้อยปีขอบเขตแดนพลังส่วนใหญ่จะมีอายุหนึ่งร้อยห้าสิบถึงสองร้อยปีและถ้ายิ่งเป็นขอบเขตแดนพิภพนั้นอายุจะยืนถึงห้าร้อยปี
ความจริงแล้วเหรินจูหง หนิงเทียน และถูซุยนั้นแต่ละคนมีอายุไม่ต่ำกว่าสามร้อยปีแล้ว และที่ตระกูลทั้งสามยิ่งใหญ่ที่สุดก็เป็นเพราะพวกเขามีรากฐานมายาวนานหลายร้อยปีโดยเฉพาะตระกูลถูที่ช่วงเวลาห้าร้อยปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างรวดเร็วแซงหน้าตระกูลหนิงที่มีรากฐานยาวนานมากกว่าหมื่นปีได้ นี่ช่างเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง
หลายร้อยปีที่ผ่านมาตระกูลถูสามารถบ่มเพาะคนในตระกูลให้เป็นอัจฉริยะได้มากมายหากไม่ใช่เพราะมีสงครามกับอาณาจักรอื่น ๆ อยู่ตลอดลำพังกำลังของตระกูลถูเองคงสามารถสั่นคลอนอำนาจของราชวงศ์ได้ !
ในยุคของถูซุยนับเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของตระกูลถู และก็อีกเช่นกันมันก็นับเป็นความล้มเหลวซึ่งนำมาสู่การล่มสลายในที่สุด
ถูซุยโศกเศร้าอยู่พักหนึ่งเขารู้แล้วว่าใครอยู่เบื้องหลังที่แท้ก็เป็นจักรพรรดินั่นเองจักรพรรดิทำเขาไว้เจ็บแสบนักถึงกับทำลายตระกูลเขาตั้งปณิธานว่าต่อแต่นี้จะหาทางนำการล่มสลายมาสู่อาณาจักรให้ได้ !
...
หนึ่งเดือนถัดมาหลังจากที่หนิงเฟยหลงรวบรวมทหารได้หนึ่งแสนนายแล้วเขาก็ทำการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงราวกับอยู่ในสงคราม แต่แล้วก็มีข่าวที่น่าตกใจมาถึง...
ชายแดนซ่งอู๋เยว่ กองทัพอาณาจักรอู๋กว่าสองแสนนายเคลื่อนพลประชิดชายแดนกองทัพตะวันออกที่นำโดยสวี่หยางสือที่พึ่งถูกหนิงเฟยหลงโจมตีแตกพ่ายมาประชุมพลรอรับศึกอยู่ที่นี่ เขามีสีหน้าที่เคร่งขรึมกว่าครั้งไหน ๆนั่นเพราะกองทัพของเขาในปัจจุบันต่อให้เกณฑ์คนเพิ่มก็มีจำนวนทหารเพียงหนึ่งในสิบของอีกฝ่าย
สถานการณ์ชายแดนคับขัน นอกจากนี้ชายแดนซ่งเยว่ ก็ยังมีทัพมาประชิดกว่าห้าหมื่นนายยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงกองทัพอาณาจักรฉู่ที่เคลื่อนพลถึงสามแสนนายมายังชายแดนพวกเขารวมหัวกันที่จะแย่งชิงดินแดนจากอาณาจักรเยว่ที่เป็นเช่นนี้เพราะความวุ่นวายในอาณาจักรบวกกับที่อาณาจักรฉีกสัญญาประกาศกร้าวในท้องพระโรงในวันนั้นแน่นอนว่าสายลับของพวกเขาต้องทำการแจ้งข่าวกลับไปสถานการณ์ชายแดนจึงเลวร้ายถึงขีดสุด !
แต่ใครจะคิดว่ากองทัพอู๋ที่ยกทัพมานั้นไม่อาจเคลื่อนทัพต่อได้เขาถูกตรึงกำลังไว้โดยกองทัพเพียงสองหมื่นนายเรื่องนี้ทำให้ผู้คนอดที่จะนึกกองทัพโลหิตทมิฬไม่ได้เขาคิดว่ากองทัพนั้นต้องกองทัพโลหิตทมิฬด้วยซ้ำไปแต่ความเป็นจริงแล้วกองทัพโลหิตทมิฬยังอยู่ที่นครหลวง
แต่ไม่มีใครสังเกตเลยว่ากองทัพมังกรอยู่ที่ใดรวมถึงกองทัพราชองครักษ์หลวงด้วยเช่นกัน ภายในเมืองแทบว่างเปล่าหากไม่มีกองทัพรักษาพระนครที่หลงเหลือไว้ ก็คงคิดว่าที่นี่ไม่มีทหาร
วันต่อมมาจดหมาลับได้ถูกส่งมาอีกจากหน่วยเงาสังหาร กองทัพพิทักษ์อุดรสามารถตีโต้กลับกองทัพซ่งให้ถอยร่นไปได้แล้วกำลังไปรวมทัพกับกองทัพพิทักษ์ประจิมเพื่อต่อต้านกองทัพฉู่กว่าสามแสนนายและนอกจากนี้ในบรรดากองทัพทั้งสามอาณาจักรนี้กองทัพของอาณาจักรฉู่นับเป็นกองทัพที่น่ากลัวที่สุดนอกจากกำลังทหารที่มีถึงสามแสนนาย พวกเขายังมีจอมทัพที่เก่งกล่ายอดขุนพลแห่งยุคผู้บัญชาการสูงสุดของเหล่าทัพ..
เทพสงคราม ‘ฉู่หยาง !’
เขาเป็นทั้งเชื้อพระวงศ์ เจ้าผู้ปกครองและเป็นทั้งแม่ทัพใหญ่ กำลังทหารสามแสนนั้นคือกองทัพส่วนตัวของเขาเองจากมณฑลอิ๋ง อำนาจของเขาปกครองถึงครึ่งอาณาจักรหนึ่งนครสามเมืองใหญ่กับอีกหลายร้อยเมืองเล็กแค่คิดก็พอจะรู้แล้วว่าอาณาจักรฉู่ทรงอำนาจถึงเพียงใด
ต่างจากอาณาจักรเยว่ที่มีนครเพียงแห่งเดียวคือนครหลวงและมีเมืองใหญ่เพียงสามเมืองเท่านั้น เท่ากับว่าอาณาจักรเยว่เป็นแค่ครึ่งหนึ่งของอาณาจักรฉู่เท่านั้น!
ทหารสามแสนนายไม่ใช่ทั้งหมดที่มี เป็นเพียงกำลังทหารในนครอิ๋งก็เท่านั้นหากเกณฑ์มาทั้งหมดในอำนาจของเขา คงไม่ต่ำกว่าแปดแสนนายนับเป็นกองกำลังที่ยิ่งใหญ่มาก
ฉายาเทพสงครามของฉู่หยางไม่ได้มาง่าย ๆ สงครามต่างพันธมิตรรบกับต่างทวีปในครั้งนั้นเขาถือว่ามีบทบาทมากที่สุดหากไม่นับจักรพรรดิแห่งฉู่ที่ถูกเลือกให้เป็นผู้นำเขาคงเป็นคนที่เหมาะกับการเป็นผู้นำมากที่สุด สงครามครั้งนั้นเขานำทหารเพียงหนึ่งแสนเข้าต่อรบกับทหารมากกว่าห้าแสนนาย ชะลอทัพข้าศึกให้กองทัพพันธมิตรเคลื่อนพลถอยกลับมาตั้งหลักได้
ชื่อเสียงของเขาเริ่มโด่งดังกว่าเดิมในศึกครั้งนั้นในฐานะเทพสงครามเขาเข่นฆ่าทหารต่างทวีปอยู่แนวหน้าไปมากมายแม้แต่ชนชั้นแดนพิภพก็ยังถูกสังหารด้วยน้ำมือของเขาจนถูกหมายหัวให้เป็นคนที่ต้องการทำการสังหารมากเป็นอันดับหนึ่ง
หากไม่ใช่เพราะมีชายปริศนากระบี่เดียวทำลายทัพนับล้านเขาคงไม่รอดมาจนถึงวันนี้ สงครามในครั้งนั้นยังตราตรึงในหัวใจของเขาเขานับว่าชายผู้นั้นเป็นผู้มีพระคุณของเขาไปแล้วถึงแม้ว่าจะเป็นความไม่ตั้งใจก็ตามที
หนิงเฟยหลงได้รับข่าวไม่รู้ว่าควรยินดี หรือควรทำตัวอย่างไรไม่ว่าเดินไปทางไหนก็เป็นกองไฟสำหรับเขาอยู่ดี
ที่สำคัญตอนนี้เขาอ่อนแอเกินไปไม่สามารถต่อต้านยอดฝีมือขอบเขตแดนพิภพได้เลยเขาควรรีบเพิ่มการบ่มเพาะให้ได้มากที่สุด
...