โฉมงามสามลิขิต

    บทที่ 58 สองตระกูลรวมเป็นหนึ่ง

            เหล่าองครักษ์เห็นฝ่าบาทเปิดประตูห้องนอนออกมาต่างก็รีบมาเข้าเฝ้า

            โดยมิต้องมีคำพูดใดพวกเขาย่อมรู้ดีว่าบัดนี้ฝ่าบาทสามารถถอนพิษได้แล้วแต่ว่าความยินดีนั้นกลับมิได้ปรากฏขึ้นในเมื่อแม่นางเฟิงยอมเสียสละตนเองจนได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้นสิ่งนี้แม้แต่พวกเขาที่เป็นชายชาตรีก็ยังอดหลั่งน้ำตาสะเทือนใจมิได้เวลานี้แววตาของทุกคนจึงเต็มไปด้วยความหดหู่เหลือประมาณ

            “ฝ่าบาท ทรงเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”

            “อืม มิเป็นอะไรแล้ว”

            หากทว่าในใจอยากจะบอกว่าถึงร่างกายมิเป็นอะไรแล้ว แต่หัวใจของเขากลับเจ็บปวดมากกว่าเดิมเสียอีก

     

            ยังมิทันได้พูดคุยกันต่อจู่ ๆ ก็รับรู้ได้ถึงผู้บุกรุกจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามา

            องครักษ์ทุกคนณ ที่นั้นต่างเตรียมพร้อมต่อสู้ในทันที

            “มู่เหยียน เจ้าไปขอกำลังเสริมจากจวิ้นอ๋อง…ไป!” ฝ่าบาทออกคำสั่งทันทีหลังจากที่ประเมินแล้วว่าจำนวนคู่ต่อสู้มีมากเกินไปและเกรงว่าเฟิงฮวาจะเป็นอันตราย

            มิทันพ้นระยะเวลาหนึ่งจิบชาผู้บุกรุกทั้งหมดก็ปรากฏตัวขึ้นที่บริเวณลานบ้าน

            “มาได้รวดเร็วเสียจริง ลู่เหอ” ฝ่าบาทกล่าวทักทายด้วยจิตสังหารอันแรงกล้า

            “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแค่มาเอาของบางอย่างหากได้รับก็จะจากไปโดยมิทำอันตรายผู้ใด”

            สายตาคมกริบของฝ่าบาทถูกส่งออกไปทางเขาทันที‘ของสิ่งใดกัน สำคัญถึงขนาดที่เจ้าต้องมาด้วยตัวเอง’

            หลีลู่เหอกล่าวต่อว่า"โลหิตของสตรีแห่งตระกูลลี่ ที่มีสัมพันธ์กับบุรุษตระกูลเฉิงจะสามารถลบคำสาปของตระกูลเฉิงได้" มิทรงทราบกระมัง

            "อ้อ...แล้วก็โลหิตนั้น จะต้องได้จากการเอามีดปักลงไปที่หัวใจช้าๆปล่อยให้เลือดหลั่งริน" น้ำเสียงในคำพูดของเขานิ่งเรียบดูมิได้ทุกข์ร้อนประหนึ่งว่านั่นมิใช่การเอาชีวิต

     

            แต่กลับเป็นฝ่าบาทที่ในใจเริ่มคุกรุ่นไปด้วยเพลิงโทสะบังอาจจะมาทำร้ายสตรีของเขาหรือ “คงไม่ง่ายเช่นนั้น”เขากล่าวพร้อมกับระเบิดกำลังภายในโจมตีออกไปทันที

            พริบตาสถานที่แห่งนั้นก็เกิดการต่อสู้กันอย่างชุลมุนทั้งเสียงอาวุธกระทบกัน ทั้งแรงปะทะของกำลังภายในไม่ขาดสาย

            ฝ่าบาทรวบรวมพลังมาไว้ที่ฝ่ามือจากนั้นก็เหวี่ยงออกไปยังคู่ต่อสู้ที่เบื้องหน้าไม่มีใครมองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับพลังนั้นจนกระทั่งร่างของคนคนหนึ่งขาดออกจากกันสิ้นใจตายทันทีคนอื่นๆที่หันไปเห็นต่างตกตะลึงขึ้นทันที นี่มันวิชาอะไรกันหรือนี่

            “หึ...หัตถาไร้คม...ก็แค่วิชาประจำตระกูล มิได้ร้ายกาจเท่าใดนักหรอก”หลีลู่เหอพูดจบก็สะบัดพลังภายในตอบโต้ ลูกไฟถูกปลดปล่อยเป็นลักษณะดาวกระจายเคลื่อนไปทางใดก็แผดเผาจนมอดไหม้ คนที่หลบไม่ทันต่างถูกไฟคลอกล้มลงกันทั้งสิ้น

            'เพลิงย้ายวิถี' เห็นดังนั้นฝ่าบาทจึงใช้คาถาคลื่นวารีแปรเปลี่ยนพลังภายในเป็นสายน้ำเพื่อหยุดเปลวเพลิงนั้น

            การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปแต่ผู้บุกรุกที่มามีจำนวนมากกว่าหลายเท่านักดูด้วยตาก็รู้ว่าเป็นฝ่ายหลีลู่เหอที่ได้เปรียบ

     

            อีกด้านหนึ่งผู้บุกรุกบางส่วนแอบลอบเข้าไปยังห้องนอนของเฟิงฮวาที่กำลังหลับใหลเสี่ยวจูพยายามที่จะปกป้องนางอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ก็มิอาจต้านทานได้ทำให้ถูกทำร้ายจนสลบไป

            เฟิงฮวาจึงถูกนำตัวออกไปยังลานด้านนอกด้วยสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นมิอาจตอบโต้อันใดได้เลย

            ทันทีที่สายตาฝ่าบาทเห็นนางถูกนำตัวมาอย่างนั้นก็กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเย็นชามิได้ประหวั่นพรั่นพรึง"มิยักรู้ว่าพวกเจ้า...จะต่ำช้าได้ถึงเพียงนี้"แต่หารู้ไม่ว่าภายในใจของเขากลับแค้นเคืองอย่างที่สุดสตรีอ่อนแอไร้ทางต่อสู้ก็ยังมิละเว้น อีกทั้งนี่ยังเป็นถึงสตรีของเขา

     

            เฟิงฮวาถูกนำตัวมาตรงหน้าของหลีลู่เหอ“เห็นทีท่านคงต้องยอมจำนนเสียแล้วกระมัง”เขาพูดจบก็ค่อยๆฉุดกระชากเสื้อผ้าของเฟิงฮวาจนเกือบจะเปิดเผยความงดงามสู่สายตาของเหล่าบุรุษแต่ดีที่นางยังรวบรวมแรงขัดขืนปัดป้องได้บางส่วน

            "ช่างเหลือเชื่อนักที่เจ้ายังมีเรี่ยวแรงได้ขนาดนี้"เขากล่าวพลางใช้มีดสั้นจ่อไปที่หน้าอกของนางแล้วค่อยๆออกแรงกดลงจนหยดเลือดเริ่มซึมออกมา ยิ่งเห็นเช่นนั้นฝ่าบาทก็ยิ่งโกรธแค้น แต่เขาก็มิอาจทำอะไรได้มากไปกว่านี้

            วาจาของหลีลู่เหอยังคงมิหยุดเหยียดหยัน"แต่ก็ได้แค่รอวันตาย มิสู้ให้ข้าสงเคราะห์เจ้าดีหรือไม่"

     

            "พวกเจ้า...ต้องการสิ่งใดก็จงเอาไป เว้นเพียงชีวิตนาง"ฝ่าบาทพยายามปรับน้ำเสียงให้เรียบนิ่ง แต่หากสังเกตดีดี ในน้ำเสียงนั้นมีความสั่นสะท้านอยู่หลายส่วนนัก

            "หึ ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า...เฉิงอี้เจ้ายังคิดว่าเจ้าเป็นฮ่องเต้ของแผ่นดินนี้อยู่อีกหรือ ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า"หลีลู่เหอหันไปออกแรงกดมีดสั้น แทงไปยังหัวใจของเฟิงฮวาเต็มกำลัง

            แต่จังหวะนั้นเสียงโห่ร้องที่ด้านนอกพร้อมกับการปรากฏตัวของจวิ้นอ๋องและมู่เหยียน ทำให้เขาหยุดชะงัก

            ฝ่าบาทได้โอกาสอัดกำลังภายในไปที่หลีลู่เหอจนเขาถอยห่างและรีบเข้าไปช่วยเฟิงฮวาเอาไว้

     

            กองทัพของจวิ้นอ๋องเข้าบดขยี้คู่ต่อสู้จนมิหลงเหลือให้ใครมีชีวิตรอด...ยกเว้นเพียงหลีลู่เหอเป็นคนสุดท้าย

            เฟิงฮวาที่ขณะนี้ได้สติมากขึ้นค่อยๆเดินมายืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยท่าทางอิดโรย

            “มีสิ่งใด...อยากจะบอกข้าหรือไม่...หลีลู่เหอ...ไม่ใช่สิ...ต้องเป็น...ลี่ลู่เหอ...ถึงจะถูก”

            “จะฆ่าก็เชิญเถิดแต่เกรงว่าเจ้าเองก็คงมิอาจอยู่ได้ถึงจันทร์เต็มดวงคราหน้ากระมัง ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า...”มิทันสิ้นเสียงหัวเราะ กระบี่ก็ฟันไปที่คอของเขาอย่างแรง สิ้นใจตายทันที

            'อืม ต่อให้ข้าจะตามเจ้าไปเร็วๆนี้เจ้าก็มิต้องมากังวลอันใดกับเรื่องของข้าหรอก'

     

            .............................

            ผ่านไปสองเดือน

            อาการของเฟิงฮวาคล้ายจะเริ่มคงที่มากขึ้นแม้ว่าจะปราศจากกำลังภายใน แต่ลมหายใจและชีพจรต่างก็เริ่มฟื้นตัวเป็นปกติ

            หมอหลวงมาตรวจสุขภาพของนางเป็นประจำจนวันนี้...เขาเพ่งสมาธิจับชีพจรอยู่นานเป็นพิเศษ

            ทันทีที่เขาถอนมือออกมาเขาก็ยิ้มอย่างมั่นใจและเอ่ยว่า

            “ยินดีกับฝ่าบาทและแม่นางเฟิงด้วย ขณะนี้แม่นางกำลังตั้งครรภ์”

            หา…ตั้งครรภ์จะ เจ้า ว่าอย่างไรนะ นี่เจ้าตรวจผิดหรือไม่

            เฟิงฮวาสีหน้าตกตะลึงอย่างที่สุดต่างกับฝ่าบาทที่ฉายแววดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่

            'เขากำลังจะมีลูกแล้ว ลูกที่เกิดจากนาง ช่างเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก'

            “เหตุที่ร่างกายค่อยๆดีขึ้นอาจจะเป็นเพราะสายเลือดของฝ่าบาทในตัวแม่นางด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงกล่าวเสริม

            เขามีความเชื่อว่าพิษซิงเจียวของตระกูลลี่และคำสาปตระกูลเฉิงต่างถูกทำลายเมื่อทั้งสองอย่างรวมเป็นหนึ่งเดียว

     

            ...สองตระกูลได้หลอมรวมเกิดเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขใหม่ที่ไร้ความบาดหมางในอดีตอย่างสิ้นเชิง...

     

     

            ..........................

            สิบห้าปีผ่านไป...

            รัชสมัยที่ยี่สิบเอ็ด

            ฮ่องเต้เฉิงตี้สละราชสมบัติให้องค์ชายใหญ่เฉิงลี่ขึ้นครองบัลลังก์ฉลองพระนามใหม่เป็นจักรพรรดิหมิงตี้

            แม้ว่าฮ่องเต้หนุ่มน้อยจะมิอยากรับหน้าที่นี้แต่ก็มิอาจขัดพระประสงค์ของบิดา เขาดูแลแผ่นดินซานตงต่อมาด้วยความตั้งใจ โดยมีเหล่าองครักษ์ผู้ติดตามข้างกายเป็นที่ปรึกษา'มู่เหยียน จิวหรง จิวฉิงและเจียวหย่ง'

            ในช่วงเวลาหลังจากนั้นวันดีคืนดีอาจจะได้ยินข่าวแว่วมาจากเมืองห่างไกลว่ามีคนพบเจอหนึ่งบุรุษกลิ่นอายสูงศักดิ์เย็นชาเดินเคียงคู่ไปกับหนึ่งสตรีงดงามสวมชุดจอมยุทธ์ห้อยกระบี่เฟิง

            พวกเขาสองคนพากันออกไปท่องเที่ยวยังดินแดนต่างๆตามที่ใจปรารถนาโดยมิได้คิดจะหวนคืนพระราชวังซานตงอีก

     

    ********จบบริบูรณ์********

    คล้ายกับเรื่องโฉมงามสามลิขิต ที่คุณอ่าน