เหล่าองครักษ์เห็นฝ่าบาทเปิดประตูห้องนอนออกมาต่างก็รีบมาเข้าเฝ้า
โดยมิต้องมีคำพูดใดพวกเขาย่อมรู้ดีว่าบัดนี้ฝ่าบาทสามารถถอนพิษได้แล้วแต่ว่าความยินดีนั้นกลับมิได้ปรากฏขึ้นในเมื่อแม่นางเฟิงยอมเสียสละตนเองจนได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้นสิ่งนี้แม้แต่พวกเขาที่เป็นชายชาตรีก็ยังอดหลั่งน้ำตาสะเทือนใจมิได้เวลานี้แววตาของทุกคนจึงเต็มไปด้วยความหดหู่เหลือประมาณ
“ฝ่าบาท ทรงเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม มิเป็นอะไรแล้ว”
หากทว่าในใจอยากจะบอกว่าถึงร่างกายมิเป็นอะไรแล้ว แต่หัวใจของเขากลับเจ็บปวดมากกว่าเดิมเสียอีก
ยังมิทันได้พูดคุยกันต่อจู่ ๆ ก็รับรู้ได้ถึงผู้บุกรุกจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามา
องครักษ์ทุกคนณ ที่นั้นต่างเตรียมพร้อมต่อสู้ในทันที
“มู่เหยียน เจ้าไปขอกำลังเสริมจากจวิ้นอ๋อง…ไป!” ฝ่าบาทออกคำสั่งทันทีหลังจากที่ประเมินแล้วว่าจำนวนคู่ต่อสู้มีมากเกินไปและเกรงว่าเฟิงฮวาจะเป็นอันตราย
มิทันพ้นระยะเวลาหนึ่งจิบชาผู้บุกรุกทั้งหมดก็ปรากฏตัวขึ้นที่บริเวณลานบ้าน
“มาได้รวดเร็วเสียจริง ลู่เหอ” ฝ่าบาทกล่าวทักทายด้วยจิตสังหารอันแรงกล้า
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแค่มาเอาของบางอย่างหากได้รับก็จะจากไปโดยมิทำอันตรายผู้ใด”
สายตาคมกริบของฝ่าบาทถูกส่งออกไปทางเขาทันที‘ของสิ่งใดกัน สำคัญถึงขนาดที่เจ้าต้องมาด้วยตัวเอง’
หลีลู่เหอกล่าวต่อว่า"โลหิตของสตรีแห่งตระกูลลี่ ที่มีสัมพันธ์กับบุรุษตระกูลเฉิงจะสามารถลบคำสาปของตระกูลเฉิงได้" มิทรงทราบกระมัง
"อ้อ...แล้วก็โลหิตนั้น จะต้องได้จากการเอามีดปักลงไปที่หัวใจช้าๆปล่อยให้เลือดหลั่งริน" น้ำเสียงในคำพูดของเขานิ่งเรียบดูมิได้ทุกข์ร้อนประหนึ่งว่านั่นมิใช่การเอาชีวิต
แต่กลับเป็นฝ่าบาทที่ในใจเริ่มคุกรุ่นไปด้วยเพลิงโทสะบังอาจจะมาทำร้ายสตรีของเขาหรือ “คงไม่ง่ายเช่นนั้น”เขากล่าวพร้อมกับระเบิดกำลังภายในโจมตีออกไปทันที
พริบตาสถานที่แห่งนั้นก็เกิดการต่อสู้กันอย่างชุลมุนทั้งเสียงอาวุธกระทบกัน ทั้งแรงปะทะของกำลังภายในไม่ขาดสาย
ฝ่าบาทรวบรวมพลังมาไว้ที่ฝ่ามือจากนั้นก็เหวี่ยงออกไปยังคู่ต่อสู้ที่เบื้องหน้าไม่มีใครมองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับพลังนั้นจนกระทั่งร่างของคนคนหนึ่งขาดออกจากกันสิ้นใจตายทันทีคนอื่นๆที่หันไปเห็นต่างตกตะลึงขึ้นทันที นี่มันวิชาอะไรกันหรือนี่
“หึ...หัตถาไร้คม...ก็แค่วิชาประจำตระกูล มิได้ร้ายกาจเท่าใดนักหรอก”หลีลู่เหอพูดจบก็สะบัดพลังภายในตอบโต้ ลูกไฟถูกปลดปล่อยเป็นลักษณะดาวกระจายเคลื่อนไปทางใดก็แผดเผาจนมอดไหม้ คนที่หลบไม่ทันต่างถูกไฟคลอกล้มลงกันทั้งสิ้น
'เพลิงย้ายวิถี' เห็นดังนั้นฝ่าบาทจึงใช้คาถาคลื่นวารีแปรเปลี่ยนพลังภายในเป็นสายน้ำเพื่อหยุดเปลวเพลิงนั้น
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปแต่ผู้บุกรุกที่มามีจำนวนมากกว่าหลายเท่านักดูด้วยตาก็รู้ว่าเป็นฝ่ายหลีลู่เหอที่ได้เปรียบ
อีกด้านหนึ่งผู้บุกรุกบางส่วนแอบลอบเข้าไปยังห้องนอนของเฟิงฮวาที่กำลังหลับใหลเสี่ยวจูพยายามที่จะปกป้องนางอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ก็มิอาจต้านทานได้ทำให้ถูกทำร้ายจนสลบไป
เฟิงฮวาจึงถูกนำตัวออกไปยังลานด้านนอกด้วยสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นมิอาจตอบโต้อันใดได้เลย
ทันทีที่สายตาฝ่าบาทเห็นนางถูกนำตัวมาอย่างนั้นก็กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเย็นชามิได้ประหวั่นพรั่นพรึง"มิยักรู้ว่าพวกเจ้า...จะต่ำช้าได้ถึงเพียงนี้"แต่หารู้ไม่ว่าภายในใจของเขากลับแค้นเคืองอย่างที่สุดสตรีอ่อนแอไร้ทางต่อสู้ก็ยังมิละเว้น อีกทั้งนี่ยังเป็นถึงสตรีของเขา
เฟิงฮวาถูกนำตัวมาตรงหน้าของหลีลู่เหอ“เห็นทีท่านคงต้องยอมจำนนเสียแล้วกระมัง”เขาพูดจบก็ค่อยๆฉุดกระชากเสื้อผ้าของเฟิงฮวาจนเกือบจะเปิดเผยความงดงามสู่สายตาของเหล่าบุรุษแต่ดีที่นางยังรวบรวมแรงขัดขืนปัดป้องได้บางส่วน
"ช่างเหลือเชื่อนักที่เจ้ายังมีเรี่ยวแรงได้ขนาดนี้"เขากล่าวพลางใช้มีดสั้นจ่อไปที่หน้าอกของนางแล้วค่อยๆออกแรงกดลงจนหยดเลือดเริ่มซึมออกมา ยิ่งเห็นเช่นนั้นฝ่าบาทก็ยิ่งโกรธแค้น แต่เขาก็มิอาจทำอะไรได้มากไปกว่านี้
วาจาของหลีลู่เหอยังคงมิหยุดเหยียดหยัน"แต่ก็ได้แค่รอวันตาย มิสู้ให้ข้าสงเคราะห์เจ้าดีหรือไม่"
"พวกเจ้า...ต้องการสิ่งใดก็จงเอาไป เว้นเพียงชีวิตนาง"ฝ่าบาทพยายามปรับน้ำเสียงให้เรียบนิ่ง แต่หากสังเกตดีดี ในน้ำเสียงนั้นมีความสั่นสะท้านอยู่หลายส่วนนัก
"หึ ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า...เฉิงอี้เจ้ายังคิดว่าเจ้าเป็นฮ่องเต้ของแผ่นดินนี้อยู่อีกหรือ ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า"หลีลู่เหอหันไปออกแรงกดมีดสั้น แทงไปยังหัวใจของเฟิงฮวาเต็มกำลัง
แต่จังหวะนั้นเสียงโห่ร้องที่ด้านนอกพร้อมกับการปรากฏตัวของจวิ้นอ๋องและมู่เหยียน ทำให้เขาหยุดชะงัก
ฝ่าบาทได้โอกาสอัดกำลังภายในไปที่หลีลู่เหอจนเขาถอยห่างและรีบเข้าไปช่วยเฟิงฮวาเอาไว้
กองทัพของจวิ้นอ๋องเข้าบดขยี้คู่ต่อสู้จนมิหลงเหลือให้ใครมีชีวิตรอด...ยกเว้นเพียงหลีลู่เหอเป็นคนสุดท้าย
เฟิงฮวาที่ขณะนี้ได้สติมากขึ้นค่อยๆเดินมายืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยท่าทางอิดโรย
“มีสิ่งใด...อยากจะบอกข้าหรือไม่...หลีลู่เหอ...ไม่ใช่สิ...ต้องเป็น...ลี่ลู่เหอ...ถึงจะถูก”
“จะฆ่าก็เชิญเถิดแต่เกรงว่าเจ้าเองก็คงมิอาจอยู่ได้ถึงจันทร์เต็มดวงคราหน้ากระมัง ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า...”มิทันสิ้นเสียงหัวเราะ กระบี่ก็ฟันไปที่คอของเขาอย่างแรง สิ้นใจตายทันที
'อืม ต่อให้ข้าจะตามเจ้าไปเร็วๆนี้เจ้าก็มิต้องมากังวลอันใดกับเรื่องของข้าหรอก'
.............................
ผ่านไปสองเดือน
อาการของเฟิงฮวาคล้ายจะเริ่มคงที่มากขึ้นแม้ว่าจะปราศจากกำลังภายใน แต่ลมหายใจและชีพจรต่างก็เริ่มฟื้นตัวเป็นปกติ
หมอหลวงมาตรวจสุขภาพของนางเป็นประจำจนวันนี้...เขาเพ่งสมาธิจับชีพจรอยู่นานเป็นพิเศษ
ทันทีที่เขาถอนมือออกมาเขาก็ยิ้มอย่างมั่นใจและเอ่ยว่า
“ยินดีกับฝ่าบาทและแม่นางเฟิงด้วย ขณะนี้แม่นางกำลังตั้งครรภ์”
หา…ตั้งครรภ์จะ เจ้า ว่าอย่างไรนะ นี่เจ้าตรวจผิดหรือไม่
เฟิงฮวาสีหน้าตกตะลึงอย่างที่สุดต่างกับฝ่าบาทที่ฉายแววดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่
'เขากำลังจะมีลูกแล้ว ลูกที่เกิดจากนาง ช่างเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก'
“เหตุที่ร่างกายค่อยๆดีขึ้นอาจจะเป็นเพราะสายเลือดของฝ่าบาทในตัวแม่นางด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงกล่าวเสริม
เขามีความเชื่อว่าพิษซิงเจียวของตระกูลลี่และคำสาปตระกูลเฉิงต่างถูกทำลายเมื่อทั้งสองอย่างรวมเป็นหนึ่งเดียว
...สองตระกูลได้หลอมรวมเกิดเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขใหม่ที่ไร้ความบาดหมางในอดีตอย่างสิ้นเชิง...
..........................
สิบห้าปีผ่านไป...
รัชสมัยที่ยี่สิบเอ็ด
ฮ่องเต้เฉิงตี้สละราชสมบัติให้องค์ชายใหญ่เฉิงลี่ขึ้นครองบัลลังก์ฉลองพระนามใหม่เป็นจักรพรรดิหมิงตี้
แม้ว่าฮ่องเต้หนุ่มน้อยจะมิอยากรับหน้าที่นี้แต่ก็มิอาจขัดพระประสงค์ของบิดา เขาดูแลแผ่นดินซานตงต่อมาด้วยความตั้งใจ โดยมีเหล่าองครักษ์ผู้ติดตามข้างกายเป็นที่ปรึกษา'มู่เหยียน จิวหรง จิวฉิงและเจียวหย่ง'
ในช่วงเวลาหลังจากนั้นวันดีคืนดีอาจจะได้ยินข่าวแว่วมาจากเมืองห่างไกลว่ามีคนพบเจอหนึ่งบุรุษกลิ่นอายสูงศักดิ์เย็นชาเดินเคียงคู่ไปกับหนึ่งสตรีงดงามสวมชุดจอมยุทธ์ห้อยกระบี่เฟิง
พวกเขาสองคนพากันออกไปท่องเที่ยวยังดินแดนต่างๆตามที่ใจปรารถนาโดยมิได้คิดจะหวนคืนพระราชวังซานตงอีก
********จบบริบูรณ์********