“กระบี่เมฆาวสันต์ กระบี่ระดับจักรพรรดิ” คนในตระกูลคนหนึ่งกล่าวขึ้น เขาเคยไปยังหอตำราของตระกูลมาก่อน และเคยได้อ่านบันทึกรายการสมบัติของตระกูลเอาไว้ ภายในเขียนบอกลักษณะของกระบี่เมฆาวสันต์เอาไว้ แต่ไม่ได้บ่งบอกว่าปัจจุบันผู้ใดถือครองอยู่
“หนอย ข้ายอมสู้ตาย” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ชักกระบี่ระดับจักรพรรดิอีกเล่มออกมา ก่อนจะเข้าไปปะทะกับผู้อาวุโสลำดับที่ 1
“นั่นมันกระบี่อัสนีคำรน กระบี่ระดับจักรพรรดิเหมือนกัน” ชายคนเดิมกล่าวขึ้น
“แต่ว่าน้ำแข็งกับสายฟ้า ยังไงสายฟ้าก็ได้เปรียบนะ ระดับปราณของผู้อาวุโสทั้ง 2 ก็ใกล้เคียงกัน แบบนี้เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ต้องชนะแน่” คนในตระกูลกล่าวขึ้น
ไป่ฉีไม่รอช้าพุ่งเข้าไปหาผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ทันที ทำให้ผู้อาวุโสลำดับที่ 3 กับ 4 แสดงตัวเข้าไปขัดขวางไป่ฉี แต่กลับเห็นไป่ฉียกยิ้มขึ้น
“พวกเจ้าคิดจะขวางข้ารึเด็กน้อย” ไป่ฉีหยิบกระบี่รูปร่างประหลาดขึ้นมา ตัวกระบี่นั้นเหมือนเอาเหรียญกลม ๆ ที่มีรูตรงกลางมาทากาวต่อกันให้เป็นเหมือนกระบี่เท่านั้น ขณะเดียวกันผู้อาวุโส 3 กับ 4 ก็ชักเอากระบี่ระดับจักรพรรดิออกมาเช่นกัน
“ค่ายกลนวดารา” ไป่ฉีกล่าวขึ้นพร้อมกับตัวกระบี่แปลกประหลาดกระจายออกเป็นเหรียญทั้ง 9 เข้าประจำตำแหน่งอย่างรวดเร็วบนพื้นราวกับตำแหน่งของดวงดาวบนฟ้า
“ระวังตัวด้วย เราไม่รู้จักวิชาของมัน” ผู้อาวุโส 3 กล่าวเตือน
“เข้าใจแล้ว” ผู้อาวุโส 4 รับคำ ทั้ง 2 เลือกใช้การโจมตีระยะไกลแทน
ผู้อาวุโส 4 ใช้กระบี่ของตนตวัดหลายครั้ง ปรากฎระลอกคลื่นอัคคีรุนแรงพวยพุ่งออกมาเข้าใส่ไป่ฉี ส่วนผู้อาวุโส 3 รอจังหวะให้ไป่ฉีให้ความสนใจกับการโจมตีของผู้อาวุโส 4 เพื่อตัวเองจะได้ลอบโจมตี
ฝั่งผู้อาวุโส 6-8 กำลังจะกระโจนเข้าไปช่วย แต่ถูกไป่ชิงหยางห้ามเอาไว้ ไป่ชิงหยางต้องการดูความสามารถที่แท้จริงของไป่ฉี ประกอบกับต้องการให้คนในตระกูลได้เห็นความสามารถของไป่ฉีเช่นกัน หากจะเกิดอันตรายขึ้นกับไป่ฉี หรือมีคนสอดมือมายุ่ง ไป่ชิงหยางจะฆ่าคนพวกนั้นทันทีโดยไม่ลังเล
'สู้เข้าไอ้หลานชาย' ไป่ชิงหยางตะโกนให้กำลังใจภายในใจ ไม่ได้ตะโกนออกมาเป็นคำพูด ด้วยเพราะเขายังต้องวางตัวเป็นกลางต่อหน้าทุกคน ในฐานะผู้นำตระกูลไป่
“รูปแบบค่ายกลความดับสูญแห่งเบญจธาตุ เตโชธาตุจงดับสูญ” เมื่อไป่ฉีกล่าวขึ้นเหรียญ 1 ใน 9 ที่ประจำตำแหน่งก็พุ่งเข้าใส่คลื่นอัคคีของผู้อาวุโส 4 ทันที มันฝ่าทำลายคลื่นอัคคีจนดับมอดในพริบตาแล้วพุ่งเข้าไปหาผู้อาวุโสลำดับที่ 4 ทันที
“บ้าน่า ไม่มีทางซะหรอก” ผู้อาวุโสลำดับที่ 4 ใช้กระบี่ฟันเหรียญที่พุ่งเข้ามาหาตน จนมันกระเด็นออกไป แต่มันกลับพุ่งไปประจำที่ของมันตามเดิม ขณะที่ผู้อาวุโส 3 ได้แทงกระบี่เข้าใส่ไป่ฉี
ฉึก
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไอ้เด็กเวรแกเสร็จขะ......” ยังไม่ทันที่จะพูดจบหัวของผู้อาวุโสลำดับที่ 3 ก็ขาดกระเด็นด้วยเหรียญที่รวมตัวกันและหมุนเหมือนกงจักร
“รูปแบบจักรกรด” ไป่ฉียังคงพูดต่อโดยไม่แสดงสีหน้าเจ็บปวดจากการโดนกระบี่แทงแม้แต่น้อย ก่อนจะดึงกระบี่นั้นออกจากตัวและเก็บไปเข้าในแหวนมิติของตน
“เป็นไปได้ยังไงกัน กระบี่นั่นแทงโดนหัวใจไปแล้วทำไมแกถึงยังมีชีวิตอยู่” ผู้อาวุโสลำดับที่ 4 ตกตะลึง ส่วนไป่ฉีนั้นเรียกกระบี่เล่มหนึ่งออกมาปักลงไปที่ตันเถียนของผู้อาวุโส 3 กระบี่เล่มนี้มีอักขระลมปราณกำกับอยู่ หลายคนต่างมองก็ไม่รู้ว่าไป่ฉีนั้นทำไปเพื่ออะไร
“รูปแบบกายมายา อีกหนึ่งความสามารถของกระบี่นวดารา แม้มันจะไม่ใช่กระบี่ที่ใช้โจมตีเหมือนกระบี่ทั่วไป แต่มันเป็นกระบี่ที่ใช้งานยากที่สุด และแข็งแกร่งอย่างมาก ข้าไปเจอมันที่ร้านแห่งหนึ่ง สภาพตอนแรกของมันดูไม่ได้เอาซะเลย แต่ก็อย่างที่เห็น กระบี่นี้เป็นกระบี่ไร้ระดับ มันหมายความว่ายังไงน่ะเหรอ มันหมายความว่ามันจะแสดงพลังออกมาได้เพิ่มขึ้นตามระดับพลังปราณของผู้ใช้ยังไงล่ะ” ไป่ฉีกล่าว นี่เป็นกระบี่ที่เขาเจอโดยบังเอิญในโลกใบนี้ หากเขาอยู่ในระดับพระเจ้า กระบี่เล่มนี้ก็สามารถใช้แทนศาสตราระดับพระเจ้าได้เลยทีเดียว
“กายมายา มันคืออะไร” ผู้อาวุโสลำดับที่ 4 ถาม
“รูปแบบนี้จะทำให้ร่างของผู้ใช้นั้นกลายเป็นเพียงอากาศธาตุ หรือสิ่งที่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกนี้ได้ชั่วขณะหนึ่ง ผู้ใช้สามารถโจมตีศัตรูได้ แต่ศัตรูไม่สามารถโจมตีใส่ผู้ใช้ได้ หากไม่ทำลายรูปแบบค่ายกลกายมายา” ไป่ฉีกล่าว
ผู้อาวุโสลำดับที่ 4 รีบกวาดสายตามองก็พบว่ามีเหรียญ 3 เหรียญที่พื้นจึงเข้าใจได้ทันทีว่าค่ายกลที่ไป่ฉีกล่าวมันอยู่ตรงไหน
“3 เหรียญที่ล้อมแกอยู่ที่พื้นสินะ” ผู้อาวุโสลำดับที่ 4 พุ่งไปหมายจะทำลายค่ายกลของไป่ฉีให้ได้ แต่เขาสัมผัสได้ว่าคอของเขาเหมือนมีบางอย่างเย็นเฉียบผ่านไป ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลง พร้อมกับดวงตาที่ไม่เหลือแววแห่งความมีชีวิต หัวของผู้อาวุโส 4 หล่นลงพื้น สีหน้ายังคงงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน เป็นรูปแบบจักรกรดที่ตัดหัวของผู้อาวุโสลำดับ 3 ย้อนกลับมาตัดหัวผู้อาวุโสลำดับที่ 4 นั่นเอง
ไป่ฉีดึงกระบี่ออกมาจากตันเถียนของผู้อาวุโส 3 แล้วแทงเข้าไปที่ตันเถียนของผู้อาวุโส 4 ต่อทันที ตามด้วยพุ่งไปช่วยผู้อาวุโสลำดับที่ 1 แต่กลับปรากฏเหล่าผู้ฝึกยุทธที่เป็นคนของผู้อาวุโส 2-5 เข้ามาขวาง ไป่ชิงหยางจึงเตรียมจะพุ่งเข้าไปช่วย
“ค่ายกลนวดารา วิหคสุริยัน ลมสุริยะ” เมื่อไป่ฉีกล่าวจบ พลังปราณระดับจักรพรรดิขั้น 2 ของไป่ฉีก็พวยพุ่งออกมา เมื่อพวกมันรวมตัวเข้ากับค่ายกลแล้ว ก็บังเกิดวิหคเพลิงสีทองตัวใหญ่ขึ้นมาเหนือหัวของไป่ฉี ก่อนวิหคเพลิงจะสยายปีกของมันออก ก่อให้เกิดคลื่นความร้อนสูงพัดเข้าใส่กลุ่มคนที่ขวางทาง
เสียงร้องโหยหวนดังปนเปกันไป และขาดหายไปอย่างรวดเร็ว กลิ่นเนื้อไหม้ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ คนที่ดูการต่อสู้โดยรอบเมื่อครู่ต่างถอยห่างออกมาเพราะสัมผัสได้ถึงอันตราย พวกเขาเห็นคลื่นความร้อนที่แผดพุ่งอยู่ตรงหน้าของพวกเขา หากพวกเขาไม่ถอยออกมา เกรงว่าคงจะกลายเป็นศพไปพร้อมกับคนกลุ่มนั้นแน่
“อ๊าก” เสียงผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด เพราะมัวแต่สนใจปะทะกับผู้อาวุโสลำดับที่ 1 จึงทำให้ไม่ทันสังเกตเห็นคลื่นความร้อนที่วิหคเพลิงปลดปล่อยออกมา กว่าจะรู้ตัว แขนข้างขวาของเขาก็ถูกเผาไหม้จนไม่สามารถถือกระบี่ได้อีกต่อไป ซึ่งผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ไม่รอช้า ตวัดกระบี่ตัดหัวของผู้อาวุโส 2 ทันทีหลังจากได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของผู้อาวุโสลำดับที่ 2 จากการโดนคลื่นความร้อนเผาแขน
ส่วนผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเพราะถอยออกมาทัน บวกกับใช้ปราณเย็นจากกระบี่เมฆาวสันต์เป็นโล่ป้องกันความร้อนได้ 6-7 ส่วน
หลังจากนั้นทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ ไป่ชิงหยางถึงกับเสียวสันหลัง หน้าผากและแผ่นหลังของเขาหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา กระบวนท่าวิหคสุริยัน ของไป่ฉีเมื่อครู่นั้นกวาดเอากลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิไปจนถึงระดับปฐพีที่ขวางทางตกตายไปร่วม 500 กว่าคนกลายเป็นเนื้อย่างไหม้เกรียมภายในพริบตา
“ค่ายกลอะไรกัน ช่างร้ายกาจยิ่งนัก” ผู้อาวุโสลำดับที่ 8 กล่าวขึ้น วิชาของไป่ฉีสร้างความตื่นตาตื่นใจให้เขามากจริง ๆ
“.....” ผู้อาวุโสลำดับที่ 6 ลอบกลืนน้ำลาย โชคยังดีที่เขานั้นแต่เดิมวางตัวเป็นกลางอยู่ คิดว่าไป่ฉีคงไม่เห็นเขาเป็นศัตรูแน่
“พลังปราณชั้นจักรพรรดิขั้น 2 ชำนาญการใช้ค่ายกล ต่อให้ผู้อาวุโสตระกูล 8 คนก็ไม่ใช่คู่มือของเขาแน่” ผู้อาวุโสลำดับที่ 7 กล่าว มือของเขาสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะเขาตื่นเต้น เขาเป็นผู้อาวุโสหอตำราเคยอ่านตำรามาก็มาก ลักษณะความรุนแรงของเปลวเพลิงนั้นบ่งบอกได้จากสีของมัน วิหคสุริยันเมื่อครู่นั้นมีเปลวเพลิงสีทองสวยงาม ความรุนแรงของมันเป็นรองแค่เพลิงสีขาวเพียงเท่านั้น
“ผู้อาวุโส 7 ท่านตัวสั่นไปหมดแล้ว” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าวด้วยความเป็นห่วง
“ข้าตื่นเต้นต่างหาก เพลิงสีทองนั่นความรุนแรงเป็นรองแค่เพลิงสีขาวซึ่งจัดเป็น 1 ในเพลิงปราณระดับสูง ข้าเพิ่งเคยเห็นของจริงเป็นครั้งแรก มันช่างงดงามยิ่งนัก นายน้อยไป่ฉี พอจะสอนข้าได้หรือไม่” ผู้อาวุโสลำดับที่ 7 หันไปถามไป่ฉี
“ท่านคงต้องไปเรียนสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์เพิ่มเสียแล้วกระมังครับ” ไป่ฉีตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“วิท....อะไรศาสตร์ ๆ นะ ข้าอายุมากแล้วหีลั้ง(หูไม่ดี) ฟังไม่ชัด” ผู้อาวุโสลำดับที่ 7
“เรียกว่าวิทยาศาสตร์ ว่าด้วยหลักของเหตุและผล เช่นถ้าพวกท่านต้องการจุดไฟ ท่านต้องมีความร้อน อย่างการสีไม้แห้งเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดความร้อน มีเชื้อเพลิง ที่พวกท่านใช้ก็คือไม้และฟืน ส่วนสุดท้ายคือพวกท่านต้องมีอากาศ อากาศที่เราใช้สำหรับหายใจ เมื่อขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พวกท่านไม่สามารถใช้ไฟได้ ขณะเดียวกันสีของเปลวไฟเองก็เปลี่ยนไปตามสิ่งที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงด้วย เช่น ทองเหลืองจะให้เพลิงสีเหลืองอมเขียว สิ่งเหล่านี้หากพวกท่านยังไม่รู้ เมื่อมีคนจากภายนอกบุกเข้ามา ตระกูลไป่ก็จะล่มสลายลงภายในพริบตา” ไป่ฉีกล่าว
“เช่นนี้นี่เอง” ผู้อาวุโส 7 เข้าใจแล้วว่าทำไมไป่ฉีถึงเก่งกาจนัก เพราะชายหนุ่มคนนี้มีความรู้จากโลกภายนอกที่พัฒนาไปจนพวกเขาตามไม่ทันเสียแล้ว
“ไป่ฉี เย็นนี้มาร่วมรับประทานอาหารกับพวกเรา ความสามารถของเจ้า ทุกคนที่นี่ต่างเป็นพยานได้ เจ้าจะได้ขึ้นไปนั่งร่วมโต๊ะกับปู่” ไป่ชิงหยางกล่าว คำพูดนี้สร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนที่อยู่บริเวณลานฝึกอย่างมาก แต่เมื่อคิดถึงวิหคเพลิงเมื่อครู่ พวกเขาตอนนี้ยอมรับไป่ฉีทั้งกายและใจจริง ๆ
“มีผู้ใดในที่นี้ไม่เห็นด้วยบ้าง” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กวาดสายตามองทุกคน
ทุกคนต่างเงียบไม่พูดอะไรอีก ฉากคนทั้ง 500 คนถูกคลื่นความร้อนกลืนกินไปต่อหน้าพวกเขาจนกลายเป็นตอตะโกเป็นหลักฐานถึงความเก่งกาจของไป่ฉี
“ถ้าไม่มี ถือว่าจบการฝึกช่วงบ่าย พวกเจ้าส่งตัวแทนไปแจ้งแก่ญาติของกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย แจ้งไว้ด้วยว่าพวกมันกระทำความผิดอันใดไว้ ส่วนศพให้พวกเขาจัดการเอาตามความเหมาะสมก็แล้วกัน” ไป่ชิงหยางกล่าว ก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากลานฝึกพร้อมกับผู้อาวุโสที่เหลือ
เมื่อไป่ชิงหยางกับผู้อาวุโสจากไปแล้ว ทุกคนต่างกรูกันเข้ามาหาไป่ฉี พร้อมกับเปลี่ยนสรรพนามเรียกเขาเสียใหม่พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“นายน้อย ท่านสอนค่ายกลนั่นให้ข้าได้หรือไม่”
“นายน้อย ท่านมีคู่ครองแล้วหรือไม่”
“นายน้อย รับข้าเป็นศิษย์ ไม่ใช่สิ รับข้าเป็นบ่าวรับใช้ท่านด้วยเถอะ”
“นายน้อย รับข้าผู้นี้เป็นภรรยาด้วย”
“พวกเจ้าใจเย็น ๆ ก่อน” ไป่ฉีไม่รู้ว่าทำถูกหรือผิด จากสายตาดูถูกกลับแปรเปลี่ยนเป็นสายตาแห่งความยอมรับนับถือ เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น
คืนนั้นไป่ฉีไปร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับไป่ชิงหยาง ดูเหมือนว่าปู่ของเขาจะทำตัวสนิทสนมกับเขามากกว่าตอนแรกเสียอีก นอกจากนี้ยังเปลี่ยนสรรพนามจากแต่เดิมเรียกชื่อเขา ก็แทนเป็นคำว่า "หลานรัก" แทน นี่สรุปคือยอมรับเขาแล้วอย่างงั้นหรือ
_____________________________
ศูนย์ฝึกอมรม LSAป้าจาง : ชิงชิงช่วง 2 วันนี้นอนน้อยรึไง ขอบตาคล้ำเชียวชิงชิง : นอนไม่ค่อยหลับน่ะค่ะป้าจาง : เครียดที่ต้องดูแลเด็กไหมเหรอ ก็สมควรอยู่หรอกนะ เด็กนั่นความสามารถสู้ไป่ฉีของป้าไม่ได้เลยชิงชิง : ไม่เกี่ยวกับเรื่องเครียดหรอกคะ นอนแปลกที่ (ผิดกลิ่น ไป่ฉีไม่อยู่) นิดหน่อยค่ะป้าจาง : รักษาสุขภาพด้วยนะชิงชิง : ค่ะ ขอบคุณนะคะ (ไป่ฉีทำไมนายยังไม่กลับมาอีก ถ้านานกว่านี้ฉันตายเพราะนอนไม่พอแน่ รีบกลับมาเป็นเตียงให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย)คฤหาสน์ตระกูลไป่ไป่ฉี : ฮัดชิ่ว อะไรเนี่ย ข้าเป็นหวัดรึ บัดซบ ต้องรีบหาทางรักษา ไม่งั้นชิงชิงจะติดหวัดจากข้าแน่ไป่ชิ : นายน้อยเป็นหวัดหรือขอรับไป่ฉี : เป็นไข้น่ะไป่เชอะ : ตัวไม่ร้อนนี่ขอรับไป่ฉี : ข้าเป็นไข้ใจโว้ยไป่ชิ/ไป่เชอะ : นายน้อยมีนายหญิงแล้วหรือขอรับ อยากเห็นจัง (นึกถึงน้องหมาตาบ้องแบ้วตอนเห็นเจ้าของแล้วทำท่าอยากรู้อยากเห็น)
เมื่อวานลืมอัพ วันนี้อัพต่อนะครับ ^^ ฝากเพจด้วยนะครับ
