“ฮ่าๆๆ”
“พรืดดดด”
“อุ๊บบบ”
มีทั้งคนที่พยายามกลั้นหัวเราะ รวมทั้งคนที่สูญเสียการควบคุมสติสัมปชัญญะไปโดยสิ้นเชิง พอเห็นว่าท่านนายกองหลายคนก็หัวเราะออกมากันจนน้ำตาไหลพราก เหล่าทหารหาญก็ล้มกลิ้งกุมท้องหัวเราะตัวงอกันไปกับพื้นระเนระนาด
มีเพียงเยี่ยนอวี๋ที่ยืนตาค้างหน้าเบี้ยวอยู่เช่นนั้น เขาเห็นสีหน้าความมั่นใจของชายหนุ่มวัยใกล้เคียงกับเขานามว่ามู่เกอผู้นี้อย่างชัดแจ้ง ทีแรกยังคิดว่าฉายาเ้าโง่เป็เพียงการล้อเล่นกันในกลุ่มทหารตามประสาคนหนุ่มเท่านั้น บัดนี้ได้ประจักษ์แจ้งแก่สายตาแล้วว่า เ้านี่..ทึ่ม..ของจริง
เยี่ยนอวี๋ปาดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงบนใบหน้าออกไปคราหนึ่ง เขาเรียกเ้านี่ออกมาต่อหน้าทุกคนแล้วจริงๆ ด้วยเห็นแก่พละกำลังและร่างกายของเ้าทึ่ม ทีนี้จะไล่ให้กลับไปทางไหนก็เกรงว่าตนจะเสียเชิง
“พวกเ้าส่วนใหญ่เป็คนบ้านเดียวกันเช่นนั้นหรือ?” เยี่ยนอวี๋ทำสีหน้าจริงจังซักถามทหารใหม่ 30 คน ที่เมื่อครู่เข้ามาช่วยเหลือดูแลาแให้มู่เกอ
“ขอรับ พวกเรามาจากหมู่บ้านฝางและหมู่บ้านใกล้เคียงกันทั้งสิ้น รู้จักกับเ้าทึ่มผู้นี้ขอรับ”
“เช่นนั้นข้าจะรับพวกเ้าไว้ในกองของข้าเอง ั้แ่คืนนี้ไปพวกเ้าทั้งหมดต้องออกไปตระเวนดูลาดเลาที่ริมแม่น้ำพร้อมกันกับข้า” เยี่ยนอวี๋ออกคำสั่ง ไหนๆ ก็เรียกคนมาแล้ว พวกเขาทั้งหมดต่างก็มีน้ำใจให้กับเ้าทึ่ม การเรียกเข้ามาอยู่กองร้อยเดียวกันย่อมไม่สร้างความวุ่นวายขัดแย้งอันใดให้กับกองร้อยของเขา
นายกองที่เหลือเห็นว่าสถานการณ์กลับมาเป็เื่เป็ราวขึ้นแล้ว ก็ร้องสั่งให้ทุกคนลุกขึ้นจัดแถวใหม่และเลือกคนกลับเข้าไปในกองของแต่ละคน เป็การปิดฉากการแสดงที่สนุกสนานได้ในที่สุด
ถึงต้นยามโหย่ว (17.00-18.59) เยี่ยนอวี๋ก็แบ่งทหารในกองร้อยของตนออกเป็ 4 กลุ่ม โดยให้ทหารใหม่แยกออกไปรวมกลุ่มปะปนกับทหารเก่าที่ชำนาญการเฝ้าระวังอยู่แล้ว เดินทางไปที่ริมแม่น้ำบริเวณจุดที่ตนเองได้รับมอบหมาย
“ข้าจะไปกับกลุ่มของท่านนายกอง” มู่เกอรีบวิ่งเข้ามาตรงหน้าเยี่ยนอวี๋โดยเร็ว
เยี่ยนอวี๋ไม่ได้คัดค้านอันใด ั้แ่กลางวันหลังจากที่คัดเลือกทหารเข้ากลุ่มกันเสร็จ มู่เกอก็วนเวียนอยู่รอบตัวเขามาโดยตลอดไม่ยอมคลาดสายตาไปจากเขาเลยสักนิด เกรงว่าหากเขาไม่อนุญาตเ้าทึ่มผู้นี้ก็คงจะไม่ยินยอมเป็แน่
กลุ่มของเยี่ยนอวี๋ 25 คน กระจายกำลังอยู่ใกล้ๆ กันตามใต้ต้นไม้และโขดหินที่ริมแม่น้ำ จุดนี้เป็่ที่เป็ทางแคบของลำน้ำ เป็ไปได้ว่าศัตรูจะเอาเรือมาขึ้นฝั่งทางนี้ นอกจากการปะทะกันที่รุนแรงบริเวณผืนแผ่นดินที่เชื่อมต่อกัน แคว้นฉีและแคว้นเหลี่ยงผลัดกันรุกผลัดกันรับมานาน ส่วนทหารที่ข้ามแม่น้ำมาส่วนใหญ่จะมาเพื่อลอบเผาเสบียงอาหาร สร้างสถานการณ์ตัดกำลังคนและก่อกวนเท่านั้นจึงไม่มีจำนวนข้าศึกมากเท่าใดนัก หากทหารฝ่ายเหลี่ยงพบเจอเข้าก่อนก็ยังขับไล่ให้พวกเขากลับไปได้
ซุ่มอยู่ตรงจุดเดิมอยู่สองวันบนผืนน้ำก็ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ จนในที่สุด่ยามโฉ่ว (01.00-02.59) ในขณะที่ทุกคนหลับพักผ่อนและมีฝนตกลงมา ทหารที่มีหน้าที่เฝ้ายามก็มาเรียกเยี่ยนอวี๋เบาๆ
“มีเรือเข้ามาเทียบฝั่ง 5 ลำขอรับ พวกมันมาเงียบๆ ทั้งยังใส่ชุดสีดำ ข้าไม่อาจมองผ่านความมืดและสายฝนไปได้ง่าย เห็นอีกทีก็ตอนที่พวกเขามาถึงกันแล้ว” จบคำทหารยามคนเดิมก็เดินไปสะกิดสหายที่นอนอยู่ที่เหลือให้ลุกขึ้นมาเบาๆ
“เ้าทึ่มปิดปากให้สนิท ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด” เยี่ยนอวี๋รีบหันไปสั่งก่อนที่มู่เกอจะทำเื่อะไรให้เสียงาน
“พวกมันมีราว 30 คน พยายามจับกุมตัวเอาไว้ให้ได้ แต่หากคับขันจำเป็ก็สังหารได้เลย”
กลุ่มของเยี่ยนอวี๋ทั้ง 25 คน ค่อยๆ พรางตัวเร้นกายเข้าไปใกล้เป้าหมายช้าๆ เมื่ออีกฝ่ายเห็นการเคลื่อนไหวก็ยกอาวุธในมือพุ่งเข้าใส่กันอย่างเอาเป็เอาตาย
สายตาของเยี่ยนอวี๋มองเห็นมู่เกอที่วนอยู่รอบตัวเขาไม่ห่าง แต่เ้าทึ่มนี่กลับถือดาบยกขึ้นแนบไว้กับลำตัว วิ่งหลบไปหลบมา ไม่ยอมเข้าร่วมการต่อสู้กับผู้ใดเว้นเสียแต่จะมีคนเข้ามาใกล้เยี่ยนอวี๋และตนเองมากเกินไปก็จะยกเท้าขึ้นเตะถีบ ปกป้องร่างกายเพียงเท่านั้น ครั้งนี้ยังดีว่าพวกเขาระมัดระวังตัวกันไว้ก่อนแล้ว อาศัยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันจะตั้งท่ารับได้ทันจึงฉวยโอกาสเอาชนะศัตรูมาได้โดยไม่มีผู้ใดล้มตาย
หลังจากเยี่ยนอวี๋คุมตัวทหารฝ่ายแคว้นฉีส่งเข้ากองทัพไปแล้ว เขาก็เรียกสมาชิกในกลุ่ม 25 คนมาพบ
“เ้าทึ่ม!! ก้าวออกมาข้างหน้า เ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าเ้าทำผิดอันใด” เยี่ยนอวี๋ตวาดเสียงดังใส่มู่เกอต่อหน้าสมาชิกในกลุ่ม
เขาเชื่อว่าทุกคนในกลุ่มย่อมเห็นการกระทำของมู่เกอเช่นเดียวกัน นั่นมันทำให้เขารู้สึกผิดหวังยิ่งนัก ชายหนุ่มที่ยามทะเลาะวิวาทกับสหายสู้ไม่ถอย แต่กลับวิ่งหนีศัตรูหลบหลีกไปมาราวกับคนขลาดเขลา แต่พอนึกถึงว่าเ้าทึ่มนี่ทึ่มเพียงใดจึงได้ข่มกลั้นไม่เอาโทษทางทหารกับเขา และรอมาจัดการต่อหน้าสมาชิกทุกคนเป็การขอโทษคนอื่น ๆ ไปพร้อมกัน
มู่เกอขมวดคิ้วแน่น เหลือบตาไปซ้ายทีขวาที อย่างไม่รู้จะตอบเช่นไร เขาคิดว่าตนเองไม่ได้ทำผิด แต่เห็นสายตาผู้อื่นที่มองมาก็ใจหาย นึกว่าตนต้องทำเื่ใดผิดพลาดแต่ไม่รู้ตัวไปแล้วเป็แน่
“เ้าเป็ทหาร เ้าต้องเข้าร่วมการต่อสู้ ปกป้องชีวิตสหายในกลุ่มเดียวกัน ยามคับขันเ้าต้องใช้ดาบฟาดฟันศัตรู แต่เ้ากลับหลบหลีกวิ่งหนีวนไปวนมานั่นคือความผิดของเ้า!! รู้หรือไม่การขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาเ้าต้องถูกคุมขังและยังต้องถูกโบยอีกด้วย” เยี่ยนอวี๋เห็นว่าเ้าทึ่มน่าจะไม่รู้ความจริงๆ จึงก่นด่าออกมาด้วยความโมโห
“ข้ามาเป็ทหารปกป้องชาวบ้าน ข้าไม่ได้อยากมาต่อสู้ ไม่อยากสังหารคนเสียหน่อย” มู่เกอตอบเสียงอ่อย
“ไม่ใช้ดาบ ไม่สังหารศัตรู แล้วเ้าจะเข้าร่วมการรบได้อย่างไร เวลาที่ฝึกเ้าก็รู้ดีอยู่แล้วนี่” เยี่ยนอวี๋กุมหน้าผากด้วยความปวดหัว นึกในใจว่าดีนักที่ตนตัดสินใจเลือกเ้าทึ่มผู้นี้ไว้ในกองของตนเอง หากไปอยู่กับผู้อื่นเ้าทึ่มคงต้องถูกลงโทษจนแทบเอาชีวิตไม่รอดเป็แน่
“ข้าใช้มือ ใช้เท้าของข้าได้ อ้อจริงสิ ข้าใช้ไม้ตีพวกเขาได้ขอรับ” มู่เกอใช้เวลานึกทบทวนคำถามอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะตอบออกมาในที่สุด
เยี่ยนอวี๋มองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กว่าตนราวครึ่งศีรษะปราดหนึ่ง ก่อนจะหันมองไปที่ทหารที่ล้อมรอบตัวเขาอยู่ หากเขาไม่เอาโทษมู่เกอ ทหารในกองอาจจะไม่พอใจ เพราะเช่นนี้เท่ากับว่ามู่เกอเป็ตัวถ่วงและอาจนำพาให้พวกเขาประสบเคราะห์ร้ายได้
ที่เรียกมาพร้อมกันในครั้งนี้ก็เห็นว่าทั้งกลุ่มอีก 24 คน ยังไม่มีผู้ใดตำหนิมู่เกอออกมาสักคำเดียวให้เขาได้ยิน อาจเป็เพราะทุกคนเข้าใจปัญหาส่วนตัวของเ้าทึ่มและยังเห็นใจอยู่ แต่วันใดที่มีการาเ็ล้มตายกันขึ้นมาเล่า? ต่อให้เ้าทึ่มไปนั่งร้องไห้กอดขาอ้อนวอนขอความเห็นใจจากผู้ใด ยามนั้นคงไม่มีใครอภัยให้แล้ว
“เช่นนั้นเ้าก็ต้องพิสูจน์ ว่าเ้าสามารถต่อสู้กับศัตรูได้โดยไม่ใช้ดาบ ว่าเ้าสามารถหยุดพวกมันไม่ให้เข้ามาสังหารผู้ใดได้โดยที่เ้าไม่ยอมสังหารมันผู้นั้นก่อน และหากเ้าทำไม่ได้เ้าต้องถูกลงโทษตามกฎของกองทัพ” เยี่ยนอวี๋ตัดสินใจให้โอกาสสุดท้ายแก่เ้าทึ่ม
เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มกรุ้มกริ่มคล้ายจะเอียงอายกับการกระทำของตน เหล่าทหารในกลุ่มเดียวกันก็พลันใจอ่อนยวบ ลอบภาวนาเอาใจช่วยเ้าร่างใหญ่ผู้นี้ให้แก้ไขปัญหาของตนเองให้ได้ อีกทั้งยังมารุมถามมู่เกอซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเข้าใจสิ่งที่ท่านนายกองเยี่ยนกล่าวกับเขาหรือไม่ ทุกคนต่างก็รู้สึกไม่สบายใจและแอบตกลงกันว่าหากจำเป็พวกเขาก็จะปกป้องเ้าทึ่มกันเอาเอง