สกายโร้ด เกมโลกเสมือนพลิกชะตาเทพเกม (天行)

    เล่มที่ 1 บทที่ 40 ซานโหย่วฝูซู


    “ฮี้~~~”

    ลาป่าตัวนี้แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทันทีที่มันยกกีบเท้าทั้งสี่กระโดดขึ้น ก็สามารถข้ามคูน้ำกว้างสองเมตรและร่อนลงฝั่งตรงข้ามได้อย่างมั่นคง ตามด้วยเสียงฟู่ยาว ราวกับถูก”สิงห์หยกราตรี” ม้าคู่กายของจูล่งเข้าสิง จากนั้นก็กระโจนพุ่งเข้าไปในป่าข้างหน้าอย่างตื่นเต้น แต่สามวินาทีต่อมา เสียงขู่คำรามก็ดังขึ้น พร้อมทั้งรีบวิ่งออกจากป่าทันที โดยทั่วทั้งร่างของผมเต็มไปด้วยลูกดอกอาบยาพิษปักอยู่

    “บ้าเอ้ย!”

    ผมรีบคว้าสายบังเหียนและควบคุมทิศทางอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็ดึงลูกดอกอาบยาพิษที่ทำให้ชาออกไปจากใบหน้า เพียงอึดใจเดียวพิษก็เริ่มออกฤทธิ์จนทำให้ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินทันที “ก็อบลินลูกดอกพิษแห่กันมาจากไหนเยอะแยะ ระดมยิงมาจนฉันเกือบตายแล้ว......”

    โชคดีที่ ไม่มีทรายชมจันทร์อยู่ในป่านี้ มิฉะนั้น การจะเก็บรวบรวมคงเป็นเรื่องยาก ภายใต้การโจมตีด้วยการเป่าลูกดอกโจมตีพิษของกลุ่มก็อบลินที่หนาแน่น แม้แต่เทพเจ้ายังจะต้องยอมสยบ เว้นเสียแต่พลังป้องกันที่เหนือฟ้าและมีสกิล AOEให้ใช้ มิเช่นนั้น ป่านี้ยังไม่เหมาะกับการเก็บเลเวล

    หลังจากนั้นก็ผมหมุนตัวเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน แล้วเดินไปตามวงกลมที่วาดเอาไว้

    ผมจึงวิ่งแผนที่แบบนี้มาเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมง ตลอดการเดินทางนั้นจึงเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานอันแสนขมขื่นนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะถูกยิงด้วยลูกดอกอาบยาพิษของก็อบลิน ถูกเขี้ยวของหมูป่าอสูร ถูกขวานของพรานป่าขว้างใส่ อีกทั้งยังโดนทุบด้วยก้อนหินจากหนูพิภพอีก มันช่างเหมือนกับอัศวินที่ต้องตากแดดตากฝนผ่านร้อนผ่านหนาวเสียจริง และในขณะที่ผมนั้นเดินอย่างโดดเดี่ยวบนแผนที่ที่ค่อยๆกลายเป็นสีเทา มอนสเตอร์รอบๆล้วนอยู่ระหว่างเลเวล 37-39 ทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่มีผู้เล่นคนอื่นอยู่ที่นี่ยกเว้นผม บรรยากาศจึงเงียบสงบเป็นอย่างมาก

    และเมื่อเดินต่อไปข้างหน้า พื้นดินก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงที่ดูเหมือนเป็นโรคอะไรบางอย่าง ทั้งยังมีรัศมีแห่งความตายที่รุนแรงอีก แม้กระทั่งป่าก็กลายเป็นโล่งเตียน และขณะนั้นเองลาป่าก็หูลู่ไปข้างหลังดูเหมือนมันจะรับรู้ถึงสิ่งที่ไม่รู้จักข้างหน้า มันอยากจะหันกลับเพื่อที่จะออกไป แต่ทว่าผมกลับดึงบังเหียนยึดมันเอาไว้ ก่อนจะจ้องมองตรงไปที่มัน แล้วพูดขึ้นว่า “ใครกันที่เป็นคนตัดสินใจ แกหรือฉัน?”

    ลาป่าที่หูลู่ไปข้างหลังส่งเสียงขู่ยาว พร้อมกับหางที่สะบัดแกว่งไปมา แต่มันไม่มีทางเลือกนอกจากฝืนใจแล้วเดินต่อไปข้างหน้าพร้อมกับผม

    “ติ๊งง!”

    แจ้งเตือนจากระบบ: โปรดระวัง คุณได้เข้าสู่เขตพื้นที่อันตราย【หุบเขาสุสานโครงกระดูก】แล้ว!

    ……

    ที่แห่งนี่เป็นดินแดนที่ถูกความตายเข้ามารุกราน จนกระทั่งแม้แต่หญ้าสักต้นก็ไม่มี อีกทั้งบนพื้นดินก็ปูดขึ้นเหมือนตุ่มมีหนองและเลือดปรากฏขึ้นทุกที่ นอกจากนี้ยังมีต้นไม้สีม่วงที่มีลักษณะคล้ายโครงกระดูกสีขาวเติบโตขึ้น ลำต้นของมันถูกปกคลุมไปด้วยบางสิ่งที่มีสีขาวคล้ายกลากเกลื้อน มองดูแล้วช่างน่าขนหัวลุกจริงๆ และถัดไปข้างหน้าอีกคือเนินเขาที่เรียงกันเป็นทิวแถวยื่นออกมาทุกที่ ราวกับกรงเล็บของปีศาจที่น่ากลัว ทั้งยังมีบรรยากาศมืดอึมครึม

    “กรรรร ~~~”

    ขณะนั้นเองซุ่มเสียงคำรามต่ำก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างของมอนสเตอร์ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า มันเป็นอันเดดที่ถือคันธนูและลูกธนูอยู่ในมือ นอกจากนี้ยังเป็นมอนสเตอร์ “ระดับค่าย” จริงๆตัวแรกที่ผมพบหลังจากเข้าสู่《สกายโร้ด》มันเป็นศัตรูของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ถือกำเนิดจากอำนาจมืดจากส่วนลึกของขุมนรก และผู้ตายที่ 'ฟื้นคืนชีพ'ประเภทนี้มันเป็นหุ่นเชิดชั้นต่ำของขุมนรก

    โดยมันได้สวมชุดเกราะหนังที่เปื่อยยุ่ยจนเกือบหมด และบริเวณตรงหน้าอกก็ดูเหมือนจะถูกแทงด้วยดาบอยู่หลายรูเหมือนกัน และทั้งขนทั้งเนื้อที่อยู่ข้างใต้ก็เกินกว่าคำว่าเน่าเปื่อยไปแล้ว เนื้อเน่าบนหน้าอกของมันก็ต้องลมจนเกือบจะแห้งกรอบ ทั้งยังสามารถมองเห็นซี่โครงสีซีดได้อย่างชัดเจน ดวงตาทั้งสองข้างของพวกมันได้สูญเสียรูม่านตาไปแล้ว ตอนนี้จึงปรากฏแค่เพียงแสงสีแดงอ่อน ๆ ที่ค่อยๆรวมกันเป็นจุดเดียว กลายเป็นเจตจำนงของผู้ตายในขุมนรก

    มอนสเตอร์เลเวล 37 นักธนูโครงกระดูกที่มีพลังโจมตีสูง แต่มีพลังป้องกันและเลือดค่อนข้างต่ำ ด้วยกำลังของผมเพียงคนเดียวก็สามารถฆ่ามันได้

    “ตึงง!”

    ขณะนั้นเองผมก็พุ่งชาร์จทะลวงอากาศออกไป กระแทกใส่ร่างของนักธนูโครงกระดูกทำให้มันติดสถานะมึนงงไปชั่วขณะ จากนั้นก็อาศัยจังหวะนี้เปิดการโจมตีต่อเนื่อง เพียงชั่ววินาทีโจมตีพื้นฐาน + เฮฟวี่สแลช + โจมตีพื้นฐาน + ดาบสองคม ฟาดฟันเข้าใส่มอนสเตอร์อย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นแถบเลือดของนักธนูโครงกระดูกก็ถูกหักออกจนลดลงเหลือ 40% และทันทีที่ตื่นจากสถานะมึนงงนั้น ทั่วทั้งร่างของมันก็เรืองแสงสีเลือดออกมาทันที และภายใต้ความเร็วที่เพิ่มขึ้น มันจึงเคลื่อนที่มาข้างหลังผมภายในพริบตา ก่อนจะยกคันธนูขึ้น แล้วเริ่มยิงโจมตีในทันใด และ ซุ่มเสียง “ฉึก”ที่ดังขึ้นด้วยธนูดอกเดียว ก็สร้างความเสียหายให้ผม 488 แต้ม ถือว่ายังไม่เท่าไหร่

    เมื่อผมเริ่มเป็นฝ่ายไล่ล่า นักธนูโครงกระดูกก็ถอยกลับทันที พร้อมทั้งจู่โจมด้วยการยิงในขณะที่ก้าวเดิน โชคดีที่ผมขี่ลาป่าทำให้เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น ดังนั้นผมจึงไล่ตามเกาะติดมันหนึบไปตลอดทาง ส่งผลให้นักธนูโครงกระดูกมีโอกาสยิงธนูเพียง 2-3 ดอก ก็ถูกฆ่าตายและสำหรับการเสียเลือดในระดับนี้ เพียงแค่ดื่มยาฟื้นเลือดก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ยาที่ออกฤทธิ์เร็วหรอก

    “โครมม ~~”

    ช่วงเวลาที่นักธนูโครงกระดูกสิ้นฤทธิ์ลงไปกองกับพื้นนั้น สนับแข้งสีขาวซีดคู่หนึ่งก็ตกลงมา คาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นอุปกรณ์ระดับเหล็กดำ โดยไม่รอช้าผมจึงรีบสวมใส่มันแทนที่สนับแข้งเกล็ดไพธอนทันที ดังนั้นอุปกรณ์ระดับทองแดงชิ้นสุดท้ายบนร่างกายของผมก็ถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์ระดับเหล็กดำชิ้นนี้ ในที่สุดตอนนี้ทั้งตัวก็เต็มไปด้วยอุปกรณ์ระดับเหล็กดำแล้ว

    【สนับแข้งโครงกระดูก】 (อุปกรณ์ระดับเหล็กดำ)

    ประเภท: เกราะป้องกัน

    พลังป้องกัน: 65

    ความแข็งแกร่ง: +14

    เลเวลที่สามารถใช้งานได้: 33

    ……

    หลังจากเปลี่ยนสนับแข้งแล้วนั้น พลังป้องกันรวมก็เพิ่มขึ้นเป็น 394 แต้ม ด้วยพลังป้องกันที่สูงเช่นนี้ ถึงแม้มอนสเตอร์ระดับสูงอย่างเลเวล 37 โจมตีเข้ามาเลือดของผมก็ลดลงไม่เกิน 500 แต้มแน่นอน นี้ถือว่าเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของอัศวิน ที่การป้องกันต้องแข็ง การโจมตีต้องแกร่งพอ และบวกกับเอฟเฟกต์ดูดเลือดระยะใกล้อีกนิด ก็ไม่ใช่ปัญหาที่จะเก็บเลเวลในพื้นที่นี้คนเดียวแล้ว

    ดังนั้นผมจึงมุ่งหน้าเข้าไปส่วนลึกของหุบเขาสุสานโครงกระดูกต่อไป

    หลังจากที่ผมจัดการนักดาบโครงกระดูก และมือหอกโครงกระดูกไปไม่กี่ตัว หุบเขาข้างหน้าก็พลันส่องแสงประกายสีฟ้าสดใส และภายใต้การรับรู้สมุนไพรที่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้น ทำให้ผมรีบควบลาป่าไปข้างหน้าทันที ทว่าเมื่อไปถึงก็พบกับโพรงใต้พงหญ้าที่ปกคลุมไปด้วยหญ้าแห้ง และภายในโพรงนั้นก็มีแสงสีแดงอ่อนลอดออกมาให้เห็น

    “วูบ ~~~”



    เงาร่างหนึ่งโฉบออกไป แทบจะหายไปจากขอบเขตการมองเห็นของผมภายในเสี้ยววินาที มันคือกระต่ายที่ถูกพลังปีศาจจากขุมนรกเข้าครอบงำ แต่มันไม่มีพลังโจมตี เมื่้อมันเห็นผมจึงรีบชิงเปิดแน่บหนีไปซะก่อน และภายในโพรงของกระต่ายปีศาจ ก็พบสมุนไพรที่มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆเล็ก ๆจำนวนมากกองกันอย่างหนาแน่นส่องแสงอยู่ท่ามกลางความมืด

    นั่นคือทรายชมจันทร์ ในที่สุดก็หาพบ!

    ผมตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ไม่แปลกใจเลยที่มีมอนสเตอร์สองตัวเฝ้าอยู่ที่นี่ มีสมบัติซ่อนอยู่! และสิ่งที่เรียกว่าทรายชมจันทร์นั้น จริงๆแล้วมันคือมูลกระต่ายที่แห้งแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นสมุนไพรหายากระดับ 3 วัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับการปรุงยาระดับ 3 ในที่สุดวันนี้ก็หาเจอสักที และครู่สั้นๆต่อมาหลังจากขุดโพรงกระต่าย ผมก็ได้รับทรายชมจันทร์มากกว่า 20 เม็ด ในใจรู้สึกเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข

    ช่วงเวลาต่อมาผมจึงยันตัวลุกขึ้นยืน แล้วเริ่มปรุงยาทันที ดังนั้นอินเทอร์เฟซการปรุงยาจึงถูกเรียกออกมา ผมได้ทำการวางเตากลั่นลงไป จากนั้นก็ตามด้วยวัตถุดิบยาทีละส่วน โดยมีโสมโลหิตสามส่วน และทรายชมจันทร์อีกหนึ่งส่วน และทันทีที่เริ่มการหลอมยา “ชิ้งง” แสงก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับที่เม็ดยาชั้นดีก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือผม ปรุงยาสำเร็จภายในครั้งเดียว เพียงพริบตาเสียงกริ่งก็ดังขึ้น——

    “ดิ้งง!”

    แจ้งเตือนจากระบบ:ขอแสดงความยินดีคุณได้ปรุงยาระดับ 3【ยาเม็ดฟื้นโลหิต】สำเร็จ!เนื่องจากคุณเป็นผู้เล่นคนแรกที่หลอมยาเม็ดฟื้นโลหิตสำเร็จ ดังนั้นจะได้รับรางวัลค่าประสบการณ์ +80,000 และค่าความโชคดี +1!

    งกจริง! รางวัลครั้งแรกแม้แต่ค่าความสำเร็จพิเศษสักแต้มก็ยังไม่ได้ และค่าความโชคดีก็ได้แค่ 1 แต้ม

    แต่ได้ค่าความโชคดีก็ยังถือว่าไม่เลว และค่าประสบการณ์อีก 80,000 แต้มนั้นก็ทำให้ผมเข้าใกล้เลเวล 34 มากขึ้น แล้วที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ยาเม็ดฟื้นโลหิตที่อยู่ในฝ่ามือของผมตอนนี้ เป็นยาออกฤทธิ์เร็วระดับ 3 ช่วยฟื้นฟูเลือด 1,200 แต้มในทันที ถือได้ว่าเป็นยาชั้นเลิศเลยทีเดียว ในบางจังหวะแม้ว่าจะมีนางฟ้าพเนจรอยู่ในทีมก็ไม่อาจดึงแถบเลือดได้ มีเพียงต้องอาศัยยาออกฤทธิ์เร็วนี้เท่านั้น นอกจากนี้การที่นางฟ้าพเนจรในสกายโร้ดก็หาได้ยากยิ่งกว่าอะไร มันจึงยิ่งทำให้ความล้ำค่าของยาเม็ดนี้ไม่มีใครเทียบได้

    โอเค ลุยต่อ ปรุงยาเพิ่มอีกหน่อย ทำกำไรก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน!

    หุบเขาสุสานโครงกระดูกแห่งนี้เป็นแผนที่พื้นที่อันตราย ด้วยเพราะมีมอนสเตอร์จำนวนมาก โดยแทบจะมีหนึ่งตัวในทุกๆสิบหลาเลย และภายใต้สกิลรับรู้สมุนไพรของผม บนแผนที่ใกล้ ๆก็ปรากฏจุดสีน้ำเงินเล็ก ๆ ขึ้น แต่ก่อนที่จะขุดโพรงกระต่ายนั้นจำเป็นต้องกำจัดมอนสเตอร์ทั้งหมดรอบ ๆ ไม่อย่างนั้นนักธนูโครงกระดูกสองคนที่อยู่ใกล้ๆก็สามารถยิงผมจนกลายเป็นเม่นได้ในพริบตา ซึ่งพลังโจมตีของพวกมันแข็งแกร่งกว่าลูกดอกอาบยาพิษของก็อบลินอยู่มากพอตัว

    ……

    ชั่วพริบตาเวลาก็ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว ผมตะเวนสำรวจหุบเขาไปสิบกว่าแห่ง และขุดโพรงกระต่ายไปเกือบ 20 โพรง และภายใต้แสงสีทองในที่สุดผมก็ขึ้นเป็นเลเวล 34!

    หลังจากแต้มสถานะบวกเพิ่มให้กับความแข็งแกร่งเช่นเดิม กำลังสู้รบก็ทะยานถึง 1541 แต้ม ผมจึงกลายเป็นที่รู้จักในนามอันดับหนึ่งแห่งเมืองจิ่นโจวอีกครั้ง

    ขณะที่ผมเกิดความรู้สึกอิ่มเอมใจเป็นอย่างมาก ทันใดนั้นลมหนาวก็พัดมาจากทางด้านหลัง ทำให้สัญชาตญาณในกายตื่นขึ้นทันที มีมือสังหารกำลังซ่อนตัวอยู่แถวๆนี้ และกำลังจะเปิดฉากโจมตีอีกด้วย วินาทีนี้เองตรงหน้าผมท่ามกลางอากาศที่ขมุกขมัวก็พลันเกิดรอยพับกระเพื่อมขึ้นอย่างทันควัน จากนั้นร่างที่ราวกับหมอกรางๆก็กระโดดโฉบเข้ามาทันที ในขณะที่ผมก้าวถอยถอยหลังโดยไม่รู้ตัวนั้น แสงเย็นของกริชก็กวาดไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน พร้อมทั้งเบ่งบานประกายไฟออกมา มันเป็นสกิลควักของมือสังหาร

    “ฉัวะ!”

    “894!”

    เป็นพลังโจมตีที่น่ากลัวมาก เพียงแค่สกิลควักก็สามารถหักเลือดผมออกมากขนาดนั้นแล้ว!

    สกิลควัก ทำให้ติดสถานะมึนงงหนึ่งวินาที!

    ในตอนนี้เองผมก็เห็นเขาชัดๆเต็มตา เขาเป็นนักลอบสังหารเลเวลสูงคนหนึ่ง ที่สวมชุดเกราะหนังที่มีเหล็กดำเปล่งประกายแวววาว พร้อมทั้งมีถือกริชคู่หนึ่งไว้ในมือ และภายใต้เสื้อคลุมดวงตาเย็นชาคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้น

    【ซานโหย่วฝูซู】(นักลอบสังหาร)

    เลเวล: 32

    สังกัดทีม: ไม่มี

    ……

    เขาที่ถือกริชอยู่ในมือ คอยๆถอยห่างออกไปอย่างช้าๆ พลางจ้องมองมาที่ผม แล้วพูดขึ้นเบา ๆ ว่า “จินซีเหอซี ทิ้งทรายชมจันทร์ไว้ที่นี่ แล้วไสหัวไปซะ นี่เป็นเพียงแค่คำเตือน อย่าบังคับให้ฉันต้องลงมือ”

    เมื่อสิ้นเสียง ร่างของเขาก็ค่อยๆเลือนหายไป ถอยหนีออกจากบริเวณต่อสู้ และเข้าสู่สถานะพรางตัวอีกครั้ง

    ทันทีที่ผมเป็นอิสระจากอาการมึนงงของสกิลควักแล้ว ผมจึงเปิดใช้สกิลทหารม้าเหล็กพุ่งชน เข้าชาร์จไปที่ระลอกคลื่นในความว่างเปล่าอย่างไม่ลังเล “โครมม” เป็นการคาดเดาตำแหน่งๆได้แม่นยำ ทำให้ซานโหย่วฝูซูกระเด็นออกจากที่พรางตัวด้วยอาการมึนงงอยู่ที่พื้นทันที ขณะนั้นเองดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยความตกใจ

    “624!”

    ด้วยสกิลทหารม้าเหล็กพุ่งชนที่โจมตีออกไป ก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่าอุปกรณ์บนร่างของซานโหย่วฝูซูนั้นดีแค่ไหน นึกไม่ถึงเลยว่าจะสามารถต้านทานการโจมตีของผมได้ ทว่าข้อได้เปรียบของผมนั้นมีมากกว่า ถึงอย่างไรเลือดของผมก็สูงถึง 4400 แต้ม อีกอย่างเขาเป็นมือสังหาร เป็นไปไม่ได้แน่นอนที่จะมีปริมาณเลือดสูงเช่นนี้ได้

    “วิ้ง ~~~”

    พลังลมปราณสีจันทร์นวลกำลังหมุนวนเป็นเกลียวอยู่รอบ ๆ ดาบพิรุณดารา หากคมดาบจู่โจมนี้ปล่อยออกไปเขาถึงตายแน่นอน

    แต่ผมก็ไม่ได้ฟาดดาบปล่อยสกิลออกไป เพียงแค่ถอยหลังสองสามก้าว จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “เมื่อครู่นี้หลังจากควักแล้ว ทำไมถึงไม่ใช้ตลบหลังทันทีล่ะ หรือนายคิดว่าฉันไม่คู่ควรเป็นคู่ต่อสู้ของนายงั้นเหรอ?”

    ซานโหย่วฝูซูที่ตื่นขึ้นจากอาการมึนงง พร้อมกับกริชคู่ในมือที่ส่องแสงเย็น ขณะที่ร่างนั้นก้มตัวลงเล็กน้อย เขาก็เอ่ยพร้อมกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงบว่า “ไม่ได้เป็นศัตรูคู่แค้นกัน ฉันเลยกลัวว่าจะฆ่านายตาย แล้วก็ต้องเสียเวลาในการเก็บเลเวลอีก และสกิลดาบสองคมของนายเมื่อครู่นี้ …… ทำไมไม่ฟาดมันออกมาล่ะ?”

    ผมยิ้ม “ฉันก็กลัวฆ่านายตายเหมือนกัน”

    “น่าสนใจดีนี้ เมื่อครู่นี้เป็นเพียงแค่การทดสอบเท่านั้น”

    ซานโหย่วฝูซูที่แกว่งกริชคู่ไปมาช้าๆ จนปรากฏเป็นแสงเย็นพาดผ่านท้องฟ้าในยามราตรี จากนั้นจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว งั้นก็มาสู้กันสักตั้งเถอะ ฉันอยากรู้ว่า …… ในเมืองจิ่นโจวจะมีนักรบที่ฉันฆ่าไม่ได้จริงหรือเปล่า!”

    มันบ้าเกินไปแล้ว!


    ถึงอย่างนั้น ชายคนนี้ก็มีต้นทุนที่จะทะนงตัวได้

    ซานโหย่วฝูซู มือสังหารอันดับหนึ่งแห่งเมืองจิ่นโจวที่เลเวลสูงถึง 32 และเป็นผู้เล่นเดี่ยวที่ไม่สังกัดทีมไหน ที่สำคัญกว่านั้นคือในการจัดอันดับมือสังหารของประเทศ เมื่อปีก่อนจู่ๆไอดีนี้ก็พุ่งขึ้นถึงบัลลังก์มือสังหาร 3 อันดับแรกในเซิร์ฟเวอร์ อีกทั้งในสังเวียนเขายังเป็นผู้เล่นที่ใกล้เคียงกับระดับราชา ซึ่งแสดงให้ว่าเขานั้นแข็งแกร่งมาก เพียงแต่ยังไม่เคยประมือกับผมเลยสักครั้ง

    คล้ายกับเรื่องสกายโร้ด เกมโลกเสมือนพลิกชะตาเทพเกม (天行) ที่คุณอ่าน