สองวันนี้จินเยว่อ่านตำราอาวุธเทพซ้ำไปซ้ำมา ก็ยังไม่เข้าใจ ความจริงคือนางต้องลองหลอมอาวุธดู
แต่ขั้นตอนในตำรา การหลอมอาวุธไม่ใช่เื่ง่าย และนางก็ไม่มีประสบการณ์ในเื่นี้มาก่อน
คืนนี้นางจะลองเข้าไปในมิติอีกครั้ง เผื่อจะเจอตำราที่บอกอะไรอย่างอื่นเื่การหลอมอาวุธได้บ้าง
เมื่อค้นตำราในห้องจนหมดทุกเล่มก็ไม่เจอ แต่ขณะที่จินเยว่ออกมาจากห้องตำรา
ห้องที่ยังเปิดเข้าไปไม่ได้ มีแสงสว่างจ้าออกมาจากด้านใน มันกำลังเรียกร้องนางให้เข้าไปใช่หรือไม่
จินเยว่ดีใจมาก ไม่คิดว่าตอนนี้ถึงเวลาที่ห้องนี้ พร้อมจะเปิดรับให้นางรู้ว่าด้านในมีอะไรอยู่
เมื่อบานประตูค่อย ๆ เปิดออก แสงสว่างจ้าในตอนแรกดับวูบหายไปในทันที กลายเป็ความสว่างระดับปกติ
ด้านในมีทุกอย่างในการหลอมอาวุธ เตาหลอมที่มีไฟให้ความร้อนที่จินเยว่ไม่รู้สึกร้อนแม้แต่นิดเดียว แท่นสำหรับตี เหล็กชั้นดี
ต่อไปนางคงต้องเข้ามาฝึกหลอมตามขั้นตอนในตำราอาวุธเทพ ซึ่งในตำราบอกไว้ว่าอาวุธไม่ว่าจะมีลักษณะหนา หนัก เรียว ยาว คม เบา
แต่อาวุธทุุกเล่มสมดุลต้องเยี่ยม ปลายอาวุธต้องตวัดได้ ที่สำคัญผู้ใช้ต้องเปี่ยมทักษะ กระบวนท่าเพลงกระบี่จะต้องลึกล้ำ จึงจะสามารถแสดงอานุภาพของกระบี่ได้
จินเยว่ตั้งใจว่ากระบี่เล่มแรกที่นางตีออกมาได้ จะส่งไปให้จินเฉิงที่ชายแดน อาวุธเทพเล่มแรกของนาง จินเฉิงต้องได้ใช้
>>>
“คุณหนูเ้าคะ วันนี้ต้องไปสำนักศึกษาั้แ่เช้านะเ้าคะ” เช้านี้เป็วันแรกที่จือฮวากับเจียอี ตื่นเต้นมากเป็พิเศษ
“ข้าเสร็จแล้ว เ้าอย่ารีบร้อนมากไป อย่างไรเราก็ต้องรอคุณหนูทั้งสองก่อน” จินเยว่ออกเดินพร้อมกับสาวใช้ทั้งสอง
เมื่อไปถึงลานหน้าจวน จินเยว่ขึ้นรถม้าคันที่สามเพื่อรอหวังอันกับหวังผิง
เกือบหนึ่งเค่อหวังผิงจึงออกมาแล้วนั่งรอในรถม้าคันที่สองของตน พร้อมสาวใช้
ไม่นานนักหวังอัน คุณหนูใหญ่ของจวนก็ออกมา นางมองไปที่รถม้าทั้งสองคัน ที่มีคนมานั่งรอนางแล้ว
“ฮึ…” หวังอันสะบัดหน้า แล้วขึ้นรถม้าของตนพร้อมชินหรง
วันแรกที่สำนักศึกษาเปิด มีการติดป้ายประกาศรายชื่อว่าใครต้องเข้าเรียนห้องไหนกันบ้าง
คุณหนูทั้งหลายต่างยืนรอสาวใช้ของตน ฝ่ากำแพงผู้คนมากมายเพื่อไปดูรายชื่อ
“คุณหนูเ้าคะ คุณหนูมีชื่ออยู่ห้องหนึ่งเ้าค่ะ” ชินหรงแจ้งให้คุณหนูของตนทราบ
หวังผิงได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที เป็ครั้งแรกที่นางรู้สึกมีความสุขที่ไม่ต้องเรียนห้องเดียวกับหวังอัน
ส่วนจินเยว่เห็นทั้งหวังอันและหวังผิงแยกย้ายกัน เดินไปที่ห้องเรียนของแต่ละคนแล้ว
แต่นางยังยืนรอจือฮวาอยู่ ไม่นานจือฮวาก็กลับมาพร้อม สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง
“คุณหนูเ้าคะ กว่าข้าจะเข้าไปได้ ดูสภาพข้าก็คงรู้ว่าไม่ง่ายเลย”
จินเยว่เลยปล่อยให้จือฮวาได้พักเหนื่อยแล้วจึงเอ่ยถามเื่ห้องเรียน
เมื่อจินเยว่และสาวใช้ทั้งสองเข้าไปในห้องตามรายชื่อที่มี แล้วเลือกที่นั่งท้ายสุด
โดยจินเยว่นั่งตรงกลางระหว่างจือฮวาและเจียอี
“เ้า…คุณหนูจินก็มีชื่อเรียนในห้องนี้ด้วยหรือ” หวังอันหันมาเห็น จึงเอ่ยถามด้วยเสียงอันดัง
ทำให้ทุกคนที่มาถึงก่อนแล้วเลือกที่นั่งด้านหน้า ต่างก็หันไปมอง
สีหน้าแต่ละคนที่มองมาแสดงความรังเกียจอย่างชัดเจน
แต่จินเยว่ไม่สนใจและไม่ได้ตอบคำถามของหวังอัน เมื่อทุกคนรู้ว่านางมานั่งที่นี่คือเรียนห้องนี้อยู่แล้ว
เมื่อมีจินเยว่เป็ส่วนหนึ่งของห้องนี้ บรรยากาศผ่อนคลายในตอนแรก ก็คล้ายอึดอัดขึ้นมาทันที
“วันนี้เป็การมาเรียนที่สำนักศึกษาวันแรกของพวกเ้า ข้าหวังว่าพวกเ้าจะตั้งใจเรียน”
อาจารย์แนะนำตัวว่าเขาชื่ออาจารย์กู้ เป็อาจารย์สอนวิชาเขียนอักษร
ซึ่งอาจารย์กู้แจ้งว่าสิ่งที่ทุกคนต้องเรียนคือเขียนอักษร ดนตรี เล่นหมาก วาดภาพ คิดเลข และจริยะของสตรี
“จะมีอาจารย์ที่รับผิดชอบแต่ละวิชาจะมาสอนในศาสตร์ที่อาจารย์ได้แจ้งไปแล้ว”
หลังอาจารย์กู้เริ่มให้ทุกคนคัดอักษรตามที่ตนเองได้ฝึกฝนมา แล้วนำส่ง
อาจารย์เรียกเข้าไปคุยทีละคน โดยจะบอกข้อเด่นข้อด้อยของแบบอักษรที่แต่ละคนเขียน
เพื่อนำไปปรับปรุงให้ดูงดงามและถูกต้องมากกว่าเดิม ขณะที่ทุกคนกำลังคัดตัวอักษร
อาจารย์กู้ก็เรียกจินเยว่ สีหน้าทุกคนในห้องล้วนแสดงสีหน้าไม่ชอบใจ
เพราะพวกนางรู้ดีว่าจินเยว่สอบเข้าเรียนด้วยคะแนนเต็ม ทุกคนต่างหันไปซุบซิบกัน
“จินเยว่เ้าคัดได้งดงามถูกหลัก วันนี้เ้าผ่านแล้ว ไม่ต้องคัดใหม่เหมือนคนอื่น ๆ เ้าไปพักได้เลย เหลือเวลาครึ่งชั่วยาม เ้าไปเดินดูรอบ ๆ สำนักศึกษาได้ ที่นี่ไม่มีอันตรายใด ๆ”
“ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านอาจารย์” จินเยว่ทำความเคารพอาจารย์กู้ แล้วเดินออกไปด้านนอก
สำนักศึกษาแห่งนี้ตั้งอยู่หน้าูเา ด้านหลังเป็ป่า เหตุใดอาจารย์กู้จึงบอกว่าไม่อันตราย
หรืออาจารย์คิดว่าบรรดาลูกศิษย์ไม่มีคนอยากเข้าไปดูในป่าว่ามีอะไร
จินเยว่เดินไปเจอโถงขนาดใหญ่ จึงลองเดินเข้าไปเจอแม่ครัวที่ถามนางว่าจะรับอาหารหรือไม่
“ข้าเอาอันนี้เ้าค่ะ” จินเยว่จ่ายเงินเสร็จก็เอามานั่งกินที่โต๊ะที่มีจำนวนมากในห้องโถงนี้
ขณะที่จินเยว่กำลังกินอาหาร ไม่รู้เลยว่าแม่ครัวกำลังซุบซิบเื่ของนาง
“เ้าไม่รู้หรือว่าคนนี้คือคุณหนูจิน ที่นางไม่มีพลัง”
“แล้วเหตุใดนางจึงมาเล่าเรียนที่นี่ได้ล่ะ”
“พวกเ้าไม่ได้ข่าวหรือว่า คุณหนูจินทำคะแนนได้อันดับหนึ่ง”
“จะเป็ไปได้อย่างไร ไหนบอกว่านางเป็คนไร้ค่าไม่ใช่หรือ”
แม้เื่ที่จินเยว่สอบเข้าได้คะแนนเต็มจะมีการพูดถึงในวงกว้าง แต่ก็ยังโดนคนดูถูกว่าเป็คนไร้ค่า
ทำให้นางไม่ได้รับการยอมรับจากทุกคน อาจมีคนที่คุยกับนางบ้าง แต่จิตใจลึก ๆ ไม่อาจยอมรับได้
เมื่อเริ่มวิชาที่สองอาจารย์ผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณห้าสิบกว่า เข้ามาสอนวิชาจริยะของสตรี
เมื่อนางเห็นว่ามีจินเยว่มาร่วมเรียนด้วย อาจารย์หลินผู้มีความคิดสุดโต่งในเื่นี้เดินออกจากห้องทันที
“อาจารย์ใหญ่ ข้ามีเื่จะถามว่าเหตุใดคุณหนูจิน ถึงได้เข้ามาเรียนที่นี่ นางคือคนไร้ค่า และคนไร้ค่าไม่ควรได้มาเรียนในสำนักศึกษาของเรา”
สีหน้าของอาจารย์ใหญ่หวง แสดงความอึดอัดใจ เขารู้ว่าอาจารย์หลินรับเื่นี้ไม่ได้
แต่เมื่อจินเยว่มาสอบแล้วได้อันดับหนึ่ง เขาก็ทำอะไรไม่ได้ และเขาเกรงใจท่านเสนาบดีหวังเหล่ย จึงไม่กล้าคัดค้าน
“อาจารย์หลิน จินเยว่นางมีสิทธิ์มาสมัครสอบ และนางสอบได้อันดับหนึ่ง หากสำนักศึกษาไม่รับนางไว้ ข้าเกรงว่าเราต้องมีคำตอบให้ตระกูลหวัง”
เมื่อได้ยินอาจารย์ใหญ่หวงเอ่ยเช่นนี้ อาจารย์หลินจึงสบัดหน้า แล้วเดินกลับไปสอน ครั้งนี้นางไม่แม้จะหันไปทางจินเยว่
เมื่อทุกคนเรียนเนื้อหาที่อาจารย์หลินสอนเสร็จ ต่อไปเป็การทดสอบเื่ที่เรียน
อาจารย์หลินขานชื่อนักเรียนแต่ละคน เพื่อให้ลุกขึ้นตอบว่าจริยะของสตรีมีอะไรบ้าง
แต่ละคนที่ตอบล้วนตะกุกตะกัก นางจึงได้ด่าไปครั้งหนึ่ง จนมาถึงชื่อของจินเยว่ อาจารย์หลินไม่เรียกชื่อนาง แต่บอกว่าคนต่อไป
เมื่อจินเยว่เริ่มตอบ และตอบได้ละเอียดในสิ่งที่อาจารย์หลินสอนได้ทั้งหมด
ทำให้อาจารย์หลินหันมามองจินเยว่เต็มตา ขณะที่คนอื่นนั่งก้มหน้า
“เ้าผ่าน ตอนนี้เวลาที่เหลือไปไหนก็ไป” เมื่ออาจารย์หลินไล่จินเยว่ออกจากห้อง
หลังจากนั้นอาจารย์หลินก็เริ่มด่าและเปรียบเทียบคุณหนูทั้งหลายกับคนไร้ค่า ทำให้หวังอันกัดฟันกรอดอย่างไม่พอใจ
และทำให้ทุกคนที่รังเกียจจินเยว่อยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มความเกลียดนางมากขึ้นไปอีก
ครึ่งวันแรก หลังจากทุกคนแยกย้ายออกมาจากห้องเรียน เพื่อไปที่แหล่งจำหน่ายอาหารของสำนักศึกษา
จินเยว่บอกกับจือฮวาและเจียอีให้พากันไปกินอาหาร ซึ่งเงินส่วนของทั้งสองจินเยว่ได้มอบไว้ให้แล้ว
“พวกเ้าไปกินเถอะ ข้ากินก่อนหน้านี้แล้ว หากข้าเข้าไปคงมีหลายคนกินไม่ลง”
จินเยว่เอ่ยยิ้ม ๆ แล้วเดินออกไป นางตั้งใจจะเดินไปอีกด้านที่นางยังไม่ได้ไปดู คือส่วนที่ติดกับฝั่งนักเรียนชาย
“คุณหนูจิน” เสียงเรียกทำให้จินเยว่หันกลับไปมอง คนที่นางไม่คิดว่าจะเจอเหุตใดมาอยู่ที่นี่
“คุณชายฉี” จินเยว่ทักทายกลับ พร้อมทำความเคารพอย่างนอบน้อม เพราะผู้ชายคนนี้คือสหายของจินเฉิงและอายุมากกว่านาง แล้วฉีเฟย พ่อของเขายังเป็สหายรักของหวังเหล่ยด้วย
“เหตุใดเ้ามาอยู่ตรงนี้” เมื่อจินเยว่บอกว่านางกินอาหารเสร็จแล้ว เลยมาเดินดูรอบ ๆ
แต่ความคิดของฉีชาง เขารู้ว่าเพราะอะไรขณะที่คนอื่นกินอาหารอยู่ เหตุใดจินเยว่จึงต้องเดินออกมา
“ข้าคิดถึงพี่ชายเ้า และอิจฉาเขามากที่ได้ทำความ้าของตนเอง ตอนแรกข้ากับจินเฉิงพูดเื่จะไปชายแดนด้วยกัน แต่สุดท้ายข้าขัดท่านพ่อไม่ได้ ตอนนี้รอเข้าทำงานในวัง เลยมาเป็อาจารย์ช่วยสอนก่อน”
จินเยว่จึงพยักหน้าเข้าใจ ผู้ชายยุคนี้ส่วนใหญ่ต่างอยากเป็ทหารด้วยกันทั้งนั้น
อาจจะเป็เพราะอุดมการณ์หรือ้าฝึกฝนเพื่อเพิ่มขั้นพลัง ก็ไม่อาจรู้ได้
แต่สำหรับคุณชายฉี ที่มีพ่อเป็ถึงเสนาบดี คงไม่้าให้ลูกชายไปลำบากที่ชายแดนหรอก
แต่ก็เหมาะกับเขาแล้ว เพราะคุณชายฉีชางดูบอบบาง เป็คุณชายเต็มขั้น เสื้อผ้าแทบไม่มีรอยยับ
“ข้ามานานแล้ว สาวใช้ของข้าคงกำลังหาข้าอยู่ ขอตัวก่อนนะเ้าคะ” ฉีชางมองตามจินเยว่จนสุดสายตา
ไม่รู้เลยว่าตอนนี้หวังอันที่บังเอิญมาเห็นทั้งสองอยู่ด้วยกัน มองตามจินเยว่ด้วยความอาฆาตแค้น
่บ่ายที่ต้องเรียนดนตรี และคิิดเลข จินเยว่ก็ทำบททดสอบออกมาดี
โดยเฉพาะเื่คิดเลข ที่ทุกคนกำลังทำหน้าเครียด จินเยว่ก็ส่งกระดาษคำตอบแล้ว
และเมื่ออาจารย์ขานคะแนนว่าจินเยว่ทำได้เต็ม คุณหนูทั้งหลายแทบอยากจะปาเข้าของใส่จินเยว่ด้วยความโมโห