บทที่ 16 เส้นบางๆที่ขาดสะบั้น!
เป็เสียงเบามากคิดว่ามีแค่ผมคนเดียวที่ได้ยินในณะที่นี่ จริงๆแล้วจะปล่อยผ่านไปก็ได้จะทำเป็ไม่สนใจก็ได้เพราะยังไงไม่มีใครรู้และคงไม่มีใครสนใจ …แต่ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ ทำใจให้ปล่อยผ่านไม่ได้เหมือนในใจผมได้มีเส้นบางๆที่ขาดสะบั้นลง มันคือความอดทนของผม
“ท่านพี่จะเดินไปไหนคะ?”
เอมเบรสเป็ตัวร้ายเ้าอารมณ์เป็ทุนเดิมอยู่แล้วทุกคนที่ดูอนิเมะย้อมรู้ดีผมก็เช่นและตอนนี้ผมคือเอมเบรสตัวร้ายเ้าอารมณ์คนนั้น อารมณ์โกรธที่เอมเบรสมีมันทั้งรุนแรงและอันตรายถ้าไม่ควบคุมดีๆผมคงได้ไปะเิอารมณ์ใส่ใครต่อใครเขาไปทั่วเลยต้องอดทนไว้เหมือนูเาไฟที่รอปะทุได้ทุกเมื่อ
““นายท่านค่ะ!?””
เส้นบางๆที่ว่ามันก็คือความอดทนของผมและตอนนี้เส้นบางที่กันไว้ได้ขาดลงแล้ว ไม่มีความรู้สึกอื่นใดๆมีเพียงความโกรธที่กำลังปะตุขึ้นผุดๆอยู่ตอนนี้และมัน้าที่ระบายออกและนับว่าโชคดีสำหรับผมมาก…
ผมเจอที่ระบายแล้ว!
“แก…จะเอาอะไร…”
“ข้าแค่อยากจะพูดอะไรกับเ้าหน่อย”
ชายร่างท้วมที่กำลังยืนต่อหน้าผมด้วยใบหน้าที่ซีดกลัวลง ผมเห็นดังนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างดังตัวร้ายแบบเอมเบรสเต็มที่จ้องเข้าไปในตาที่กำลังสั่นกลัวต่อผมก่อนพูด
“เ้าบอกว่าที่ร้านเ้าขายไม่ดีเพราะเด็กพวกนั้นมาคุ้ยขยะหาของกินแล้วกินฮอตดอกเ้าอยู่ใช่หรือไม่?”
“ชะ–ใช่…ข้าพูด”
“งั้นเ้าควรขอบคุณพวกเขาซะ”
“ขะ-ขอบคุณ? หมายความว่ายังไง!?”
เอมเบรสนั้นมีความสามารถเด่นๆอยู่ 2 อย่างในอนิเมะที่ทุกคนเห็น อย่างแรกความสามารถในการใช้เวทไฟที่เรียกได้ว่าอัจฉริยะในตอนที่ยังมีพลังเวท ส่วนอีกอย่างคือ…
“เพราะนอกพวกเด็กจรจัดตัวน้อยกลุ่มนี้แล้ว คงไม่มีใครกินฮอทดอกห่วยๆพรรค์เนี้ยได้อีกแล้ว!”
ฝีปากตัวร้ายนั้นเอง
เสียงะโตั้งใจของผมดังไปทั่วซอยดึงความสนใจผู้คนที่อยู่รอบๆ แม้แต่กลุ่มคนที่ล้อมคลูเรียน่าก็ยังหันมาสนใจกันใหญ่
“แก อย่าคิดนะว่าเป็ลูกขุนนางจะทำอะไรก็ได้ มาว่าร้ายร้านฮอทดอกข้าอย่างนี้!”
“ว่าร้ายงั้นเหรอ!? ฮะๆๆ ว่าร้ายอะไรกันข้าผู้นี้แค่พูดความจริงเท่านั้นเองว่าอาหารของแกมันโคตรห่วยจริงๆ!”
ใช่มันห่วยจริงๆไม่ได้โกหกแม้ยังไม่ได้ชิมมันก็ตามแต่สามารถบอกได้มันห่วย ตอนนี้ไปช่วยเด็กน้อยคนที่วิ่งหนีจนเกือบโดนรถม้าชนตอนนั้นตัวเขายังถือฮอตดอกที่กินเหลือทิ้งไว้จากถังขยะอยู่ กลิ่นแปลกของฮอตดอกที่ลอยติดจมูกนั้นประสบการณ์เื่มากของเอมเบรสและความรู้สึกที่ได้เห็นฮอตดอกนั้นบอกได้เลยว่า มันห่วย100% แน่นอน!
แต่ถึงอย่างนั้นการกล่าวหาเื่รสชาติทั้งที่ยังไม่ได้ชิมก็คงมายุติธรรม ผมเลยเดินที่หน้าร้านฮอทดอกก่อนจะคว้าฮอดดอกที่ทำไว้แล้วมาห่อหนึ่งก่อนจะแกะห่อออกดมกลิ่นแป๊บหนึ่งก่อนกัดฮอทดอกคำใหญ่เต็มๆไปคำหนึ่งให้รู้เื่ไปเลย พอเคี้ยวไปสองสามที่ก็ถุยของที่อยู่ในปากออกมาอย่างไม่ไยดีพร้อมแสดงสีหน้าแหยะๆ แล้วเดินกลับมาเ้าร้านอีกครั้ง
“ถ้างั้นข้าจะวิจารณ์ให้เ้าฟัง ฟังให้ชัดๆขนมปังแข็งสากๆและเหนียวเคี้ยวยากยังกะกัดดินเหนียว ส่วนตัวไส้กรอกก็แย่ไม่แพ้กันกัดไปแล้วไม่รู้สึกถึงตัวเนื้อเลยมีแต่แป้งกับแป้งทั้งนั้นตัวเนื้อสัตว์ไปไหนก็ไม่รู้นี้มันไม่ต่างจากแป้งยัดไส้แป้งชัดๆ แต่ที่หนักที่สุดในการชิมคือซอสสีดำที่เค็มสุดๆไม่เข้ากับฮอทดอกนี้อีกแถมมีกลิ่นเปรี้ยวแปลกอีกนี้เล่นผสมซอสใหม่ลงไปในซอสเก่าที่เหลือตลอดไม่เททิ้งเลยใช่ไหมเนี้ยถึงได้มีกลิ่นเปรี้ยวแปลกเช่นนี้!”
หยี~~~~
เสียงร้องหยี~ของเราผู้ชมดังกันเป็แถวที่ได้ยินเข้าแสดงสีหน้าขยะแขยงออกมาอย่างชัดเจน เ้าของร้านได้ยินถึงกับหน้าเสียไปดูเหมือนผมจะเดาถูกคงต้องขอบคุณความเื่มากด้านอาหารของเอมเบรสถึงได้วิเคราะห์ฮอตดอกได้ขนาดนี้
“ที่จริงร้านนี้เป็อย่างนี้เหรอ!?”
“ก็ไม่รู้แต่เห็นไม่ค่อยมีคนกิน เห็นบอกว่าเพราะเด็กจรจัดแต่จากที่ฟัง…”
“เหมือนจะไม่ใช่ซะแล้ว”
เสียงซุบซิบมากมายรอบพวกเราในแง่ลบ ถ้าร้านอาหารที่ขุนนางไปวิจารณ์ว่าดีร้านก็จะมีความเชื่อถือมากขึ้นเป็ที่ยอมรับของคนทั่วไป เหมือนที่ไปกินอาหารเย็นเมื่อวานนี้เห็นได้ชัดจากสีหน้าผู้คนที่อยู่รอบโต๊ะในวันนั้นทำให้รู้ว่ามีอิทธิพลต่อร้านขนาดไหน
ถ้าอย่างนั้นในทางตรงข้ามถ้าร้านไหนโดนวิจารณ์ว่าแย่แถมสับละเอียดขนาดนี้แล้ว ร้านขายอาหารร้านนี้คงขายไม่ออกเป็อันว่าร้านจบสิ้นแล้วก็คงไม่ดังร้านฮอตดอกร้านนี้
“ทุกคนอย่าไปฟังมัน!!!”
เ้าของร้านฮอตดอกะโขึ้นเสียงดังดูเหมือนเขาคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆแน่แต่ก็ไร้ประโยชน์ ถึงจะพยายามแก้ตัวเื่ฮอตดอกห่วยอย่างไรความจริงก็ยังเป็ความจริงอยู่วันยังค่ำ
“มันก็แค่ขุนนางตกกระป๋องคนหนึ่งที่สร้างเื่ไว้มากมายที่ใครๆก็ต่างรู้จักขุนนางตกกระป๋องเอมเบรสยังไงละทุกคน! แล้วที่นี่มันมาว่าร้ายร้านฮอตดอกข้าแทนห่วยแทนเพื่อความสนุกและความสะใจของมันร่วนๆเหมือนที่พวกขุนนางทุกคนที่ชอบว่าร้ายใช้อำนาจประจำกับคนทั่วไปอย่างพวกเรายังไงละ ทุกคนก็รู้ดีใช่ไหมละพวกเรา!”
“ใช่แล้วๆ”
“พวกขุนนางชอบใช้อำนาจรังแกคนอื่น!”
“อย่าคิดว่าจะเป็ขุนนางจะทำอะไรก็ได้!”
เสียงผู้คนเริ่มเปลี่ยนทิศไปอยู่ฝ่ายเ้าของร้านฮอตดอกแทน งั้นเหรอ มาไม้นี้นี่เอง
อย่างนี้เองมุมมองของคนทั่วไปกับขุนนางเป็อย่างนี้สินะ ก็ไม่ได้แปลกใจอะไรคงเป็เื่ปกติของโลกแฟนตาซี…ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็เื่ปกติของระบบสังคมมากกว่า ทั้งเื่ระดับและชนชั้นเื่พวกเนี่ยมีอยู่ทุกที่ทั่วไปไม่ว่าจะโลกเก่าหรือโลกใหม่ก็ตาม สำหรับผมที่เป็ขุนนางอยู่ตอนนี้แล้วเื่ที่เกิดขึ้นอยู่นี้ก็ถือเป็เื่ปกติ
“ถ้าแน่จริงก็มีหลักฐานหรืออะไรมายืนยันคำพูดเอาออกมาสิว่าไม่ได้ว่าร้ายกันส่งๆอะ ถ้าแกมีอะนะ”
จากสีหน้าที่เคยซีดยอมแพ้กลับกลายเป็ใบหน้ามั่นใจของผู้มีชัยเหนือกว่า จากที่ดูเสียงที่ช่วยเ้าของร้านเมื่อกี้จะเป็เพื่อนร้านค้าข้างๆไม่ก็คนรู้จักกันแถวนี้ถึงได้รับส่งกันดี
ผมเองก็ดูหนังหรืออนิเมะหลายเื่แนวพวกเนี่ยมาเยอะยอมรู้ดีว่าเื่ราวจะเป็ยังไงและเป็เช่นไรก็ยอมรู้ดี ครั้งนี้ก็เช่นเพราะถือเป็เื่ปกติไงละถึงได้รู้ว่ามันจะเป็ยังไง ติดกับแล้ว!
“อยากได้หลักฐานงั้นหรือ? ถ้าหลักฐานละก็…นี้ไง”
“!!?”
ผมได้โปรยเศษบางอย่างขึ้นไปบนฟ้า ทุกคนต่างมองเศษก้อนขาวลอยหล่นบนพื้นด้วยความสงสัยว่ามันคืออะไร มีเพียงเ้าของร้านที่เห็นแล้วรู้ถึงสิ่งที่อยู่ลอยลงบนพื้นตรงหน้านี้ทันทีเพราะอะไรนะหรือ เพราะเขาเห็นมันทุกวันยังไงละ
มันคือเศษขนมปังฮอทดอกที่ผมแอบฉีกเป็ชิ้นเล็กระหว่างพูดไว้ก่อนนี้แล้ว แม้เขาจะรู้ว่ามันคืออะไรแต่เขาก็ไม่เข้าใจการกระทำของผมแม้แต่น้อย
“แกคิดจะทำอะไร…”
“ชู่~ อย่าเสียงดังสิเดียวก็หนีกันหมด”
“หนี? อะไรหนี…!?”
ก่อนชายร่างท้วมจะถามจบมีบางสิ่งพุ่งผ่านหน้าไป ถึงจะเห็นไม่ชัดก็รู้ได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่พึ่งผ่านเขาเป็สิ่งมีชีวิตมีปีกสำหรับบินที่พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน…มันคือนก
“อะไรกันเนี่ย”
“มาจากไหนกันเต็มไปหมด”
และไม่ใช่แค่ตัวสองตัวเท่านั้นแต่มาฝูงนกหลากหลายสายพันธุ์ต่างๆจากไหนไม่รู้ได้บินลงมาอยู่บนพื้นเต็มไปหมด
“นี้ไงหลักฐาน”
“หลักฐาน? ไหนหลักฐานไม่เห็นมีเลยมีแต่นกเต็มพื้น!?”
เขาถามออกมา การที่นกมารวมตัวกันแถวพื้นที่โปรยเศษขนมปังเพื่อกินมันเป็เื่ปกติมันเป็หลักฐานตรงไหนคนอื่นก็เช่นกัน ก็ไม่แปลกใจเท่าไรที่จะไม่เข้าใจ
“อ้อ!!”
แต่ดูเหมือนทีน่าจะคิดออกแล้ว
“นกมันไม่กินขนมปังที่โปรยเลยนี่คะท่านพี่”
!!?
ทุกที่ได้ยินทีน่าว่างั้นต่างรีบมองเศษขนมปังกันใหญ่และก็เป็อย่างที่ทีน่าพูดเหล่านกทั้งหลายที่อยู่พื้นไม่มีตัวไหนแตะเศษขนมปังเลยแม้แต่น้อย ปกติแล้วคงมีคนชอบมาโปรยขนมปังให้นกกินประจำตอนที่ผมโปรยนกถึงได้โผล่มามากมายขนาดนี้ ตอนแรกคิดว่าจะมีแค่สองสามตัวซะอีก เยอะนี้คงช่วยยืนยันได้เยอะเลย
“ก็อย่างที่เห็นขนาดนกมันยังไม่กินเลยสักตัว คิดว่ารสชาติมันแย่แค่ขนาดไหนถึงขนาดนกยังไม่กินกันละ แต่ถ้ายังไม่เชื่อแล้วละก็…”
ผมฉีกไส้กรอกเป็ชิ้นๆ โยนไปให้หมาแมวแถวนั้นให้กินต่อหน้าทุก พอพวกมันที่เห็นอาหารอยู่ตรงหน้าก็รีบมาอย่างหิวโหยทันทีหลังพวกมันดมไส้กรอกไปสองสามทีท่าทางมันก็เปลี่ยนไปจากที่เข้าอย่างหิวโหยกลับพากันหนีกันหมดเหมือนเป็ของอันตราย เ้าของร้านและทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างเห็นเื่ที่เกิดขึ้นต่างอึ้งใกับภาพที่เห็นตรงหน้าโดยเฉพาะเ้าของร้านหน้าถึงกับพูดอะไรไม่ออก
“มีใครจะโต้แย้งอีกไหม หรือใครอยากชิมวิจารณ์ก็บอกมาได้เลย!”
“……”
ไม่พูดหรือแย้งอะไร ก็ไม่แปลกพอเห็นเ้าของร่างท้วมโดนวิจารณ์เละขนาดนั้นแล้วแม้แต่พวกเพื่อนร้านค้าคงไม่มีใครกล้า
เ้าของร้านฮอทดอกยืนนิ่งไม่พูดอะไร
ไม่มีคำพูดหรือข้อโต้แย้งใดๆ ถึงจะพูดหรือแก้ตัวยังไงก็เปลี่ยนความเป็จริงที่อยู่ตรงหน้าได้แต่ยอมจำนนต่อหลักฐานมัดตัวเองที่ตัวเองเป็คนขอ เท่านี้ร้านเขาไม่อาจขายที่นี่ได้อีกชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของร้านไม่เหลืออีกแล้วได้แต่ยอมทำใจปิดร้านลงเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าไม่คิดจะตอบโต้แล้วผมจึงเดินไปใกล้เขาก่อนกระซิบเบาๆว่า
“นายบอกว่าพวกขุนนางชอบว่าร้ายใช้อำนาจกับคนทั่วไปสินะ ก็คงอาจจะจริงอย่างที่นายว่านั้นและฉันไม่ปฏิเสธ… แต่ว่าน่ะ สำหรับนายที่ไปกล่าวหาว่าร้ายพวกเด็กน้อยสามคนนั้นแล้ว นายไม่มีสิทธิพูด!”
ว่าเสร็จแล้วผมก็เดินผ่านไปปล่อยให้ชายร่างท้วมทรุดลงกับพื้นรับชะตากรรมที่ตัวเขาตอกฝาโลงด้วยตัวเองไป