โครตพลังดวงตาเทพเจ้า

    ตอนที่ 58 หน้ากากของคน

    ตอนที่ 58 หน้ากากของคน "เอาไปเก็บเรียบร้อยแล้วครับ" เซิงห่าวพยักหน้า ด้วยแววตาที่ตื่นเต้น เขาเอนตัวไปกระซิบข้างหูของฉีเจาว่า : "ศิษย์พี่ ขวดยานัตถุ์ขวดนี้ถือเป็นของดีเลยล่ะ รอจนกลับโรงแรมแล้วผมจะอธิบายให้พี่ฟังอีกรอบเอง! " เมื่อฉีเจาได้ยินว่าเป็นของดี แววตาถึงกับสาดเป็นประกาย พยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดว่า : "โอเค" "พวกคุณสองศิษย์พี่น้องเอาแต่กระซิบกระซาบอะไรกันอยู่ตรงนั้น? " ตู้อวี้หมิงเอนตัวเข้ามาใกล้ "ไม่เป็นไร พวกเราไปดูต่อเถอะ หวังว่าจะหาของดี ๆ มาได้บ้างนะ" ฉีเจายิ้มน้อย ๆ คล้ายกับพูดออกมาโดยที่ไม่ได้คาดหวังอะไร ตู้อวี้หมิงย่อมต้องเกรงใจหากยังเอาแต่ซักไซ้ต่อ ฉีเจาและเซิงห่าวก็ลุกขึ้นยืน กลุ่มของพวกเขายังคงเดินต่อเข้าไปด้านในของถนน ดูไปไม่ทันไรก็ถึงช่วงบ่ายแล้ว เซิงห่าวและฉีเจาทั้งสองคนต่างก็แยกกันไปจำจ่ายซื้อของมากันไม่กี่อย่าง เพียงแต่ว่าก็ไม่ได้พบเจออะไรที่มีค่าได้เหมือนกับไข่มุกปรารถนาอีก จนสุดท้ายเซิงห่าวเองก็รู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อย หรือบางทีฉันอาจจะโลภเกินไปก็ได้ เซิงห่าวถอนหายใจ จึงได้คิดแค่ว่าอย่างน้อยหาไข่มุกปรารถนามาได้ แค่นี้ก็ถือว่าเป็นผลกำไรมากพอแล้ว แต่การปลอบใจตัวเองแบบนี้ก็ยังพอที่จะทำให้รู้สึกดีขึ้นมากเหมือนกัน …… "คืนวันนี้พวกเขาสองคนนั้นจะได้รับเชิญให้ไปทานอาหารที่ร้านอาหารไม่ไกลจากโรงแรมมากนัก ร้านอาหารแห่งนั้นมีลานจอดรถชั้นใต้ดินอยู่ด้วย เมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาจะต้องจอดรถไว้ที่นั่นอย่างแน่นอน ลานจอดรถมีคนน้อย เป็นจุดที่เหมาะกับคุณที่จะได้ลงมือ" เจียงรุ่ยที่อยู่ในโรงแรมก็ได้บอกข้อมูลที่ตัวเองได้รู้มา ให้กับตู้เหวินหู่ได้ฟัง และก็ได้พูดถึงแผนการของตัวเองอีกรอบหนึ่ง คืนวันนี้ การประชุมนักประเมินถือว่าได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ทางฝ่ายผู้จัดงานได้ทำการจองร้านอาหารเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นี่เป็นงานเลี้ยงสำหรับทุกคนที่เข้าร่วมงานประชุมนักประเมิน ถึงเวลานั้นทั้งเซิงห่าวและฉีเจาต่างก็ต้องไปที่นั่น ในตอนนั้นเขาจะต้องคิดหาวิธีที่จะทำให้เซิงห่าวและฉีเจาอยู่จนถึงกลุ่มสุดท้ายให้ได้ เพื่อสร้างโอกาสให้ตู้เหวินหู่ได้ลงมือต่อพวกเขา "อย่างไรก็ตามขอแค่คุณจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้ดีก็ถือว่าพอแล้ว จะลงมือที่ไหนก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรหรอก" ตู้เหวินหู่กล่าวขึ้นมาอย่างไม่แยแสเลยสักนิด "ผมหวังว่าคุณจะจัดการเรื่องนี้ได้รวบรัดหน่อย เมื่อถึงตอนนั้นผมก็ไม่อยากให้มีสืบสาวตรวจสอบมาถึงตัวผมได้" ใบหน้าของเจียงรุ่ยขาวซีด ในแววตาแฝงเอาไว้ด้วยความอ่อนล้าอยู่เล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้มีการพักผ่อนที่เพียงพอ แต่ตู้อวี้หมิงกลับได้นอนอย่างเต็มอิ่ม หลังจากที่เขาได้พบกับเซิงห่าวแล้ว เขาก็กลับไปที่โรงแรมโดยที่ไม่ได้ออกไปไหนอีก เนื่องจากความเบื่อหน่ายบวกกับว่าเขาไม่มีเรื่องอะไรให้ทำ ดังนั้นเขาจึงได้นอนอยู่ในห้องทั้งวัน ขณะนี้สภาพจิตใจของเขาสดชื่นเป็นอย่างมาก "ฉันรู้แล้ว ก็แค่เก็บกวาดคนสองคนเองไม่ใช่หรือไง ฉันยืนยันได้ว่าจะตีพวกเขาจนมึนงง จนแม้แต่ใครเป็นคนที่จัดการพวกเขาก็ไม่มีทางรู้ได้เป็นอันขาด" ตู้อวี้หมิงหัวเราะเหอะเหอะออกมา แสดงออกถึงความภูมิใจในกล้ามเนื้อของตัวเองเป็นอย่างมาก ภายในแววตาของเจียงรุ่ยฉายแววรังเกียจ แต่เป็นเพราะเขาปกปิดเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นตู้เหวินหู่จึงไม่ทันได้สังเกตเห็นอะไร เจียงรุ่ยกล่าวต่อ: "ยังไงก็ตามก็อย่าให้เรื่องนี้สาวมาถึงผมได้ก็พอแล้ว เอ่อแล้วก็คุณอย่าทำทิ้งเบาะแสอะไรเอาไว้เป็นดีที่สุด" "รู้แล้วน่า จู้จี้จริง" ตู้เหวินหู่ตอบกลับมาอย่างเหลืออด แล้วบ่นพึมพำอยู่ในใจ ถ้าหากไม่ใช่เพราะเห็นว่าแกให้ค่าตอบแทนที่มหาศาลขนาดนี้ละก็ ตัวเขาก็คงไม่คิดที่จะอยู่ที่นี้ต่อไปอยู่แล้ว เมื่อคิดได้ว่าเซิงห่าวก็พักอยู่ที่โรงแรมนี้ด้วยเหมือนกัน เขาก็รู้สึกอึดอัดไปหมด จนแทบอยากจนรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด "ถ้าอย่างนั้นสองคนนี้ชื่ออะไรกันบ้าง? แล้วหน้าตาเป็นยังไงมีรูปบ้างหรือเปล่า เมื่อถึงตอนนั้นฉันจะหาพวกเขาสองคนเจอได้ยังไง? " ในเวลานี้ตู้เหวินหู่ก็คล้ายกับพึ่งนึกขึ้นได้ มาจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าคนที่เขาต้องไปจัดการนั้นเป็นใครเลยด้วยซ้ำ ในขณะนี้เจียงรุ่ยก็ทำได้แต่เพียงส่ายหน้า : "คุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าพวกเขาสองคนมีชื่อว่าอะไร เมื่อถึงตอนที่พวกเขาออกมาผมจะโทรแจ้งคุณเอง ในส่วนของรูปถ่ายตอนนี้ผมไม่มี" เขาที่ไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีต่อทั้งเซิงห่าวและฉีเจา แล้วจะไปมีรูปของพวกเขาสองคนได้ยังไงกัน เมื่อตู้เหวินหู่ได้ยินว่าไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ ทันใดนั้นภายในใจของเขาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ เขาที่ไม่มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองคนนั้นเลยแม้แต่น้อย ถ้าถึงตอนนั้นเกิดจำผิดคนขึ้นมาแล้วจะทำยังไง ทันใดนั้นตู้เหวินหู่ก็คิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้ มีประกายแห่งความอันตรายฉายแววออกมา กล้ามเนื้อบนใบหน้าก็ถึงกับและเกิดการเกร็งขึ้นในทันที : "คุณไม่ให้ข้อมูลของพวกเขาสองคน คงจะไม่ใช่ว่าหลังจากที่เสร็จงานแล้วจะเบี้ยวเงินหรอกนะ? " เมื่อเจียงรุ่ยเห็นท่าทีเขาที่คล้ายกับว่าเตรียมตัวจะจัดการกับเขายังไงอย่างงั้น ก็ต้องสะดุ้งขึ้นทันที และรีบอธิบายออกมาว่า : "ไม่ใช่แน่นอน! คุณฟังผมอธิบายก่อน! เหตุที่ผมไม่ได้บอกข้อมูลของพวกเขาสองคนกับคุณ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ว่าหากคุณทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้ และถูกอีกฝ่ายเจอเข้าแล้วละก็จะได้ไม่ต้องสืบสาวมาถึงผมได้” เจียงรุ่ยได้ควักเอาเช็คธนาคารที่เซ็นไว้แล้วใบหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อของตัวเอง แล้วรีบขีดเขียนเลขศูนย์หลายๆ ตัว หลังจากนั้นก็ส่งให้กับตู้เหวินหู่ : "นี่เป็นเงินมัดจำครึ่งหนึ่ง หลังจากที่เรื่องนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมจะให้ส่วนที่เหลืออีกครั้งหนึ่งกับคุณ สิ่งนี้คงจะสามารถแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของผมได้แล้วใช่ไหม? " หลังจากที่ได้รับเช็คแล้วใบหน้าของตู้เหวินหู่ก็ดีขึ้นมาอย่างไม่น้อย "ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ฉันจะเชื่อคุณก็แล้วกัน แต่ว่าถ้าหากฉันมารู้ว่าคุณคิดที่จะโกหกฉัน แกได้ตายแน่! " ในที่สุดตู้เหวินหู่ก็ได้ใช้สายตาคุกคามเหลือบมองไปที่เจียงรุ่ยอยู่สักพัก เจียงรุ่ยที่เห็นเขายอมที่จะรับเช็คเงินสด ก็จึงค่อยคลายใจขึ้นมาเล็กน้อย ภายในแววตาของเจียงรุ่ยเผยให้เห็นถึงความเกลียดชัง : "อย่างไรเมื่อถึงเวลานั้นผมจะโทรศัพท์มาแจ้งให้คุณอีกรอบ สำหรับสองคนนั้นผมเองก็เกลียดเข้ากระดูกดำเลยจริงๆ " ในที่สุด เจียงรุ่ยก็เอนกายพิงไปที่โซฟาอีกครั้ง และถือโอกาสนี้พักสายตาสักครู่หนึ่ง เพื่อเติมเต็มพลังชีวิตให้มากขึ้นได้อีกสักหน่อย เมื่อจนกระทั่งตอนที่ท้องฟ้าเริ่มจะมืด เจียงรุ่ยถึงค่อยได้ลืมตาขึ้น และเมื่อเขาได้มองไปที่นาฬิกาก็ได้พูดกับตู้เหวินหู่ที่กำลังดูโทรทัศน์อยู่ในขณะนั้นว่า : "ได้เวลาแล้ว พวกเราไปกันก่อนเถอะ" ตู้เหวินหู่ปิดโทรทัศน์ไปอย่างไม่เต็มใจเท่าไรนัก และได้เดินออกมาจากโรงแรมพร้อมกับเจียงรุ่ย จนกระทั่งขับรถมาถึงจุดหมายปลายทาง เจียงรุ่ยก็ได้มองไปที่ร้านอาหารของงานประชุมนักประเมินแล้วพูดว่า : "คุณไปหาอะไรกินด้วยตัวเองก่อนก็แล้วกัน แล้วก็คอยดูโทรศัพท์มือถือเอาไว้ด้วย แล้วก็อย่าไปไหนไกลเกินไป” เขาขับรถมาจนถึงลานจอดรถ และได้เอารถทิ้งไว้กับตู้เหวินหู่เป็นการชั่วคราว : "เมื่อคุณหาอะไรกินเสร็จแล้วก็รอข่าวจากจากผมอยู่ในรถก็แล้วกัน” “รู้แล้ว” ตู้เหวินหู่ตอบกลับไปเพียงประโยคเดียว เมื่อเจียงรุ่ยเห็นเขาตอบกลับ ก็จึงค่อยวางใจได้เล็กน้อยก่อนที่จะลงจากรถไป จากนั้นก็เดินเข้าไปที่ร้านอาหาร เดิมทีแล้วเขาก็ไม่ได้อยากมางานเลี้ยงในเย็นวันนี้อยู่แล้ว แต่เพื่อที่จะได้เข้าถึงเบาะแสของเซิงห่าวได้มากขึ้นอีกหน่อย เขาก็ทำได้เพียงแค่ระงับความโกรธเคืองเอาไว้เท่านั้น อย่างไรก็ตามขอเพียงแค่ผ่านคืนวันนี้ไป ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลงไป หลังจากที่ตู้เหวินหู่เดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกเป็นเวลานานเขาก็กลับมาขึ้นรถ แล้วก็รอโทรศัพท์จากเจียงรุ่ย ผลสุดท้ายก็ต้องรอมาจนถึงเที่ยงคืน พร้อมกับเสียงดนตรีที่ลุ้นระทึกดังขึ้นมาจากโทรศัพท์ เมื่อตู้เหวินหู่รับสาย เสียงของเจียงรุ่ยก็ดังขึ้นมาจากทางปลายสายโทรศัพท์นั้น "ตอนนี้คุณก็เตรียมตัวได้แล้วพวกเขาสองคนกำลังลงไปแล้ว คนที่อายุน้อยกว่าคนนั้นชุดที่สวมเป็นชุดลำลอง เสื้อขาวกางเกงดำ ส่วนอีกคนหนึ่ง สวมชุดที่ดูเป็นทางการมากกว่า เป็นชุดสูทสีดำ ตอนนี้มีแค่พวกเขาสองคนเท่านั้นที่เดินลงไปชั้นล่าง เลยจำแนกได้ง่ายมาก คุณก็เตรียมตัวเอาไว้ได้เลย " หลังจากที่พูดจบ เจียงรุ่ยยังไม่ทันรอให้ตู้เหวินหู่ตอบคำก็วางโทรศัพท์ไปแล้ว ตู้เหวินหู่วางสายโทรศัพท์ จากนั้นก็เดินไปอยู่ตรงมุมอับด้านข้างของลิฟต์เพื่อซ่อนตัวอยู่ในที่ตรงนั้น จากนั้นก็รอให้พวกเจียงรุ่ยทั้งสองคนลงลิฟต์มา ไม่นานหลังจากนั้น ประตูลิฟต์ก็ได้เปิดออก แล้วก็มีคนสองคนเดินออกมา แต่เพราะพวกเขาหันหลังให้อยู่ เลยทำให้ตู้เหวินหู่ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าพวกเขาเป็นใคร แต่จากที่ได้เห็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ ก็เป็นไปตามที่เจียงรุ่ยบอกเอาไว้ทุกประการ หลังจากที่ยืนยันได้แล้วว่าภายในลิฟต์ไม่มีคนอื่นอีก ตู้เหวินหู่ก็ยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย หลังจากนั้นก็สวมหน้ากาก หน้ากากนี้ถือเป็นคำร้องขอจากเจียงรุ่ย "พวกแกสองคนถ้ายังไม่อยากตายก็หยุดอยู่ตรงนั้นซะ! " ตู้เหวินหู่สาวเท้าขึ้นไปทางด้านหน้า แล้วตะโกนเสียงดังใส่ เซิงห่าวได้ถือกล่องไม้เอาไว้ในมือ และกำลังสนทนาอยู่กับฉีเจา ใครจะไปรู้กันว่าด้านหลังจะมีเสียงดังขึ้น จนทั้งสองถึงกับสะดุ้งขึ้นด้วยความตกใจ แล้วหันกลับไปมองพร้อมกัน เพียงแต่เห็นคนสวมหน้ากากเอาไว้ เป็นคนที่มีร่างกายสูงใหญ่ ในมือของเขาถือไว้ด้วยท่อนเหล็กชิ้นหนึ่ง และเดินตรงเข้าหาทั้งสองคน "ศิษย์น้องวิ่งเร็ว! " เมื่อฉีเจามองไปที่คนสวมหน้ากาก ก็รู้ได้ทันทีว่าคนสวมหน้ากากกำลังจะพุ่งเข้าหาเขาทั้งสองคน จึงได้รีบลากเซิงห่าววิ่งหนีไปอย่างเร่งร้อน คนสวมหน้ากากนั้นได้พุ่งเข้ามาอย่างดุดัน เพียงแค่ได้เห็นก็พอรู้ได้ว่าเป็นคนที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าได้เป็นล่วงเกินอะไรเขามา สิ่งสำคัญในตอนนี้ก่อนอื่นก็คือพวกเขาต้องรีบหนีให้เร็วที่สุด ปฏิกิริยาตอบสนองของฉีเจาถือได้ว่ารวดเร็วเป็นอย่างมาก เมื่อเซิงห่าวมองไปที่รูปลักษณ์ภายนอกของคนที่สวมหน้ากาก ก็ได้ใช้สายตาสแกนไปที่คนสวมหน้ากากนั้นทันที ทันใดนั้นก็มองเห็นใบหน้าของตู้เหวินหู่ที่สวมหน้ากากใบนั้น คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นตู้เหวินหู่? เซิงห่าวขมวดคิ้ว และในเวลานี้ฉีเจาได้จับมือของเข้าเอาไว้ และลากเขาวิ่งหนีไปข้างหน้า เดิมทีเขายังไม่ทันที่จะได้พูดอะไร แต่ก็ทำได้แค่วิ่งหนีออกมาเท่านั้น และคนสวมหน้ากากนั้น ก็คือตู้เหวินหู่นั่นเอง ในชั่วพริบตาที่เซิงห่าวหันหน้ามา หลังจากมองเห็นหน้าของเซิงห่าวแล้ว ก็มีเพียงความรู้สึกเย็บวาบไปทั่วร่างกาย จนเนื้อตัวแข็งทื่อไปในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เซิงห่าววิ่งไปแล้วก็ตั้งใจหันกลับมามองเขาอยู่แวบหนึ่ง เขาเองก็คิดไม่ถึงมาก่อนเลยว่าคนที่เจียงรุ่ยต้องการจะจัดการก็คือเซิงห่าว เขาก็ทำได้แต่เพียงนิ่งจนเรียกได้ว่าแข็งทื่อพร้อมกับมองดูฉีเจาลากเซิงห่าววิ่งหนีไป ในตอนนั้นความหวาดกลัวภายในจิตใจก็ได้ครอบงำเขาไปในทันที ทำยังไงดี? ท่อนเหล็กของตู้เหวินหู่ร่วงหล่นลงพื้นไป ในเวลาเดียวกันนั้นเขาก็ได้ก่นด่าโคตรเหง้าศักราชสิบแปดรุ่นของเจียงรุ่ยออกมารวดเร็วโดยที่ไม่ต้องพักหายใจ... 

    คล้ายกับเรื่องโครตพลังดวงตาเทพเจ้า ที่คุณอ่าน