แม้ความกังวลต่อพระอาการประชวรของท่านแม่จะทำให้เขากังวลใจ และรับสั่งของพระบิดาให้เร่งกลับสู่เอเลนจะยังก้องอยู่ในโสตประสาท แต่ด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้งที่มีต่ออาจารย์ ไท่เซวียนไม่อาจจากไปโดยมิได้ร่ำลา
เขาแวะไปยังย่านชุมชนที่คึกคักที่สุด เป้าหมายคือโรงเตี๊ยมที่ขึ้นชื่อว่ามีสุราชั้นเลิศและกับแกล้มรสเยี่ยมที่สุดในละแวกนี้ เขาตั้งใจจะจัดหาของเหล่านี้ไปมอบให้ท่านอาจารย์ ตามที่ท่านเคยเปรยไว้ หวังจะให้ท่านได้ลิ้มลองของดีหลังจากที่ท่านต้องตรากตรำอยู่ในเหมื่องอันอ้างว้างเดียวดายมาเนิ่นนาน
ขณะที่ไท่เซวียนกำลังพิถีพิถันเลือกซื้อสุราหมักบ่มชั้นดีและเครื่องเคียงนานาชนิดอยู่นั้น บทสนทนาจากโต๊ะข้างเคียงก็ลอยเข้าหูเขาสร้างความสนใจ
"สหายเอ๋ย พวกท่านทราบข่าวหรือไม่?" ชายท่าทางนักเดินทางผู้หนึ่งเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "ที่โรงเรียนสหเวทย์น่ะสิ กำลังมีการทดสอบคัดเลือกศิษย์ครั้งใหญ่อยู่ในขณะนี้!"
"โอ้! ข้าก็ได้ยินมาเช่นกัน!" สหายร่วมโต๊ะอีกคนรีบเสริม "มิน่าเล่า ช่วงนี้ข้าจึงเห็นเหล่าหนุ่มสาวผู้ดีชั้นสูง เดินเข้าออกเขตกันอย่างขวักไขว่ บ้างก็หน้าตาผ่องใส บ้างก็ดูเคร่งเครียด"
คำพูดเหล่านั้นทำให้ไท่เซวียนฉุกคิดขึ้นมาได้ 'การทดสอบคัดเลือกศิษย์รึ? มิน่าเล่า... บรรยากาศวันนี้ของทางวิหาร ถึงดูเงียบเหงาและมีผู้คนบางตากว่าที่ข้าคาดไว้' ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวของเขา
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง! หางตาของเขาก็เหลือบไปประสบกับร่างระหงในชุดนักบุญสีขาวสะอาดสะอ้านผู้หนึ่ง นางกำลังเคลื่อนกายผ่านหน้าร้านโรงเตี๊ยมที่เขาอยู่ไปด้วยความเร็วสูง! แม้จะเห็นเพียงแค่แวบเดียว และสตรีนางนั้นจะสวมหน้ากากโลหะสีทองที่ดูแปลกตา แต่รูปลักษณ์อันงดงามโดดเด่นเกินใคร ทรวดทรงองค์เอวที่อ่อนช้อยแต่แฝงความมั่นคง และท่วงท่าการเยื้องย่างอันสง่างามประดุจเทพธิดาเช่นนั้น... ในความทรงจำของเขามีเพียงผู้เดียว! ณิชา!
หรืออย่างน้อยที่สุด ก็คือสตรีผู้ซึ่งปลุกปณิธานอันแรงกล้าให้ก่อกำเนิดขึ้นในใจของเขาเป็นครั้งแรก และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น... นางช่างละม้ายคล้ายคลึงกับสตรีในฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเขาอยู่ทุกค่ำคืนมิได้หยุดหย่อน!
'นางกำลังจะเดินทางไปที่ใด? เหตุใดจึงดูเร่งร้อนถึงเพียงนั้น?' ความสงสัยระคนความรู้สึกบางอย่างที่ซับซ้อนและยากจะอธิบายได้ถาโถมเข้ามาในใจ ไท่เซวียนรีบเร่งจ่ายเงินค่าสุราและกับแกล้มที่สั่งไว้ แล้วมิรอช้า รีบวิ่งตามเงาร่างอันคุ้นเคยนั้นออกไปจากโรงเตี๊ยมทันที
'บางที...การติดตามนางไปในครั้งนี้ อาจจะทำให้ข้าสามารถประติดประต่อเรื่องราวต่างๆ ที่ค้างคาใจ หรืออย่างน้อยก็เข้าใจความหมายของนิมิตฝันอันน่าสะพรึงกลัวนั้นได้มากขึ้นบ้างกระมัง!'
เขาหารู้ไม่ว่า สตรีผู้ซึ่งเขากำลังไล่ตามด้วยความหวังและความสับสนอยู่นั้น หาใช่ 'ณิชา' คนเดิมที่เขาเคยรู้จัก
สตรีในชุดนักบุญสีขาวผู้สวมหน้ากากเงินนั้น แท้จริงแล้วคือ 'นิชา' ในร่างจำลองที่เพิ่งค้นพบความสามารถใหม่ล่าสุดอันน่าทึ่งของจี้กระจกทวิลักษณ์ มันคือการ 'แบ่งภาค' ทั้งดวงจิตและร่างกายของณิชาออกมาเป็นอีกหนึ่งตัวตน!
กระจกจะดูดกลืนพลังงานเวทย์และสารัตถะทั้งหมดของณิชาผู้เป็นร่างต้น ก่อนจะทำการ 'คัดลอก' อย่างสมบูรณ์แบบ แล้วจึง 'แยกร่าง' ต้น (ณิชาตัวจริง) และสร้าง 'ร่างเสมือน' (นิชาในร่างของณิชา) ขึ้นมาอีกหนึ่งร่างอย่างแม่นยำ แน่นอนว่าพลังงานทั้งหมดที่ร่างต้นมีอยู่จะถูกแบ่งครึ่งอย่างเท่าเทียม พลังจอมเวทย์ระดับ 2 ดาวอันแข็งแกร่งของณิชา จึงถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ทำให้ทั้งร่างต้นและร่างเสมือนต่างก็มีพลังเหลือเพียงจอมเวทย์ระดับ 1 ดาวเท่านั้น
แม้ว่าจี้กระจกทวิลักษณ์นี้จะอยู่กับตัวตนดั้งเดิมของ นิชา มาเป็นระยะเวลาเนิ่นนาน แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่นางสามารถใช้ความสามารถในการ 'แบ่งภาค' นี้ได้สำเร็จ นางทำได้เพียงลองผิดลองถูกในช่วงที่จิตสำนึกของณิชาหลับใหลหรืออ่อนแอลงเท่านั้น นิชา ค้นพบความลับสำคัญอีกอย่างหนึ่งว่า หากดวงจิตของณิชาไม่อยู่ในร่าง หรืออยู่ในสภาวะหลับไหล การจะเข้าควบคุมร่างหรือดึงพลังงานจากกระจกมาใช้จะสิ้นเปลืองพลังงานน้อยลงอย่างมาก นี่จึงเป็นโอกาสอันดีเลิศในการทดลองและทำความเข้าใจความสามารถในการสร้างร่างเสมือนนี้อย่างเต็มที่
"ไม่น่าแปลกใจเลยแม้แต่น้อย... เหตุใดกระจกบานนี้จึงมีความสามารถอันน่าพิศวงนี้" นิชาพึมพำ ขณะเร่งฝีเท้าไปตามตรอกซอยอันเงียบสงัด "หากมิสามารถสะท้อนตัวตนที่แท้จริงออกมาได้ ก็คงมิอาจเรียกได้ว่าเป็น กระจก แต่ต้นกำเนิดของสมบัติล้ำค่าระดับนี้... มันคือสิ่งใดกันแน่ ข้าท่องไปทั่วยุทธภพมานับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เคยพบเห็นสิ่งใดที่จะเทียบเทียมอานุภาพของมันได้เลยแม้แต่น้อย"
ถึงแม้การปรากฏตัวในครั้งนี้จะเป็นเพียงการทดลองความสามารถใหม่ แต่นิชาก็ไม่ได้ไร้ซึ่งจุดประสงค์ นางต้องการตามหาสิ่งของสำคัญบางอย่างที่เคยเป็นของนางเมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเป็น 'จ้าวตำหนักมาร' ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งนางมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่ามันยังคงถูกซุกซ่อนอยู่อย่างดีภายในอาภรณ์ชุดเดิมที่นางเคยสวมใส่ ปลายทางของนางในวันนี้จึงเป็นเรือนพักของบิดามารดาบุญธรรมของณิชา... บ้านของสองสามีภรรยาแห่งตระกูลอุดมพิสุทธิ์
ระหว่างการเดินทาง นิชาผู้ไม่คุ้นชินกับการตกเป็นเป้าสายตาในยามที่อยู่ในร่างสตรีนี้ จึงตัดสินใจซื้อหน้ากากโลหะสีทองที่สลักลวดลายงดงามมาสวมใส่เพื่อปิดบังใบหน้าบางส่วน นางสังเกตเห็นบุรุษผู้หนึ่งกำลังวิ่งตามนางมาอย่างไม่ลดละ จริงๆ แล้วก็มีผู้คนมากมายที่หันมามองและซุบซิบถึงนาง แต่บุรุษผู้นี้กลับตามติดชนิดที่นางพยายามเร่งฝีเท้าหรือหลบหลีกอย่างไรก็สลัดไม่หลุดเสียที เมื่อนางเพ่งพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง นางก็จำได้ในทันทีว่าเป็นเจ้าคนไม่เอาไหน... ไท่เซวียน!
'หึ! เจ้าเด็กเหลือขอผู้นั้นเองรึ? ยังกล้าตามข้ามาอีก' นิชานึกในใจอย่างดูแคลนและรังเกียจ มิใช่เพียงแค่ณิชาที่รู้สึกไม่ชอบหน้าเจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้ ตัวตนดั้งเดิมของ 'นิชา' เองก็เช่นกัน แม้ว่าร่างกายปัจจุบันของนางจะเป็นสตรีเพศที่งดงามปานเทพธิดา แต่จิตวิญญาณภายในของเขานั้นยังคงเป็นบุรุษผู้ทะนงตน... และเขาก็ยังมิได้ตระหนักเลยแม้แต่น้อยว่า ไท่เซวียนคนปัจจุบันนี้ หาใช่คนเดิมที่เขาเคยดูถูกดูแคลนและมองว่าเป็นเพียงมดปลวกอีกต่อไปแล้ว
นิชาตัดสินใจหยุดรออยู่ที่มุมตรอกแห่งหนึ่งซึ่งค่อนข้างปลอดผู้คน นางยืนพิงกำแพหินอย่างใจเย็น รอให้ไท่เซวียนที่วิ่งหน้าตาตื่นตามมาจนเหงื่อโทรมกายและหอบแฮ่กๆ ได้ทัน

"เจ้า... ตามข้ามาด้วยเหตุอันใดกัน?" น้ำเสียงของนิชาที่ยืดกอดอกรอเขานั้นเย็นชาและไร้ซึ่งความเป็นมิตรอย่างชัดเจน แฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งการข่มขู่เล็กน้อย
ไท่เซวียนหยุดยืนอยู่ตรงหน้าสตรีลึกลับ เขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวนาง "ข้าชื่อไท่เซวียน...เป็นองค์ชายแห่งเอเลน(181)..ข้านั้นรู้สึกชื่นชมเจ้ามาก..เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า...ข้าไม่ได้ตั้งใจ..หากเจ้ามีปัญหาอะไรสามารถไปพบกับข้าได้ที่เมืองเอเลน..ข้ายินดีช่วยเหลือ" เขาเลือกที่จะเปิดเผยว่าเขาเป็นองค์ชายถึงยังไงพระบิดาก็เรียกตัวเขากลับแล้ว
นิชาแสยะยิ้มอย่างเย็นชาภายใต้หน้ากาก ไท่เซวียนรู้สึกได้ถึงไอสังหารอันเยียบเย็นที่แผ่ออกมา ลักษณะท่าทางที่ดูแข็งกร้าวและเย่อหยิ่งนั้น ช่างดูแตกต่างจาก ณิชา ที่เขาเคยพบเจอเมื่อครั้งอยู่ป่าไร้ตะวันอย่างสิ้นเชิง แต่น่าแปลก... แม้เขาจะเคยเห็นภาพนางร่ายรำเพลงดาบอันน่าสะพรึงกลัวครั้งก่อน เขากลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว ตรงกันข้าม กลับมีความรู้สึกท้าทายและอยากจะหยั่งรู้ตัวตนที่แท้จริงของนางมากกว่า
"น่าสนใจยิ่งนัก..." นิชาเอียงคอเล็กน้อยด้วยความฉงน (โดยไม่รู้ตัวว่าเผลอทำท่าทางน่ารักคล้ายณิชาออกมา) ท่าทีอันนิ่งสงบและแววตาที่มิได้ฉายความหวาดกลัวของบุรุษตรงหน้า ช่างผิดแผกไปจากที่นางคาดการณ์ไว้มากนัก นางคิดว่าเขาควรจะตัวสั่นด้วยความกลัว หรืออย่างน้อยก็ควรจะแสดงอาการประหม่าออกมาบ้าง
ไม่ปล่อยให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ นิชาชักดาบออกมาอย่างรวดเร็ว เปิดฉากจู่โจมใส่ไท่เซวียนทันที! นางตัดสินใจใช้เพลงดาบสายธาราที่ณิชาฝึกฝนอยู่ สำหรับจ้าวตำหนักมารผู้ยิ่งใหญ่ มันก็เพียงพอแล้วที่จะใช้สั่งสอนคนตรงหน้า
เคร้ง! เคร้ง! ผลัวะ! ฉัวะ!
เสียงโลหะปะทะกันดังก้องไปทั่วตรอกแคบ! ไท่เซวียนตั้งรับการโจมตีของนิชาอย่างทุลักทุเลแต่ก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ เขาใช้เพลงดาบ "อาญาตัดศูนย์" ที่เพิ่งร่ำเรียนมาจากท่านอาวุโสรุ่นที่หนึ่งในห้วงมิติแห่งแหวนเข้าต่อกร แม้จะยังไม่คล่องแคล่วและขาดความเฉียบคมอยู่มาก แต่มันก็ช่วยให้เขาสามารถมองเห็นจุดอ่อนและช่องว่างในกระบวนท่าดาบสายธาราของนิชาได้ ทำให้เขาสามารถปัดป้องและตอบโต้ได้
นิชาเริ่มขมวดคิ้วมุ่นขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความประหลาดใจระคนหงุดหงิด กระบวนท่าดาบสายธาราที่นางใช้ออกไปอย่างต่อเนื่องนั้น ถูกไท่เซวียนขัดจังหวะและทำลายวงจรการโจมตีก่อนที่มันจะสำแดงฤทธิ์เดชได้อย่างสมบูรณ์แบบอยู่หลายครั้ง นางรู้สึกทึ่งในเคล็ดวิชาดาบอันแปลกประหลาดและร้ายกาจของอีกฝ่ายอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต
ขณะเดียวกัน ไท่เซวียนที่เริ่มจับทางและคุ้นชินกับจังหวะดาบของนิชาได้มากขึ้น ก็เริ่มมีความมั่นใจและได้ใจ เผลอพูดจาโอ้อวดบางอย่างออกมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะฟังดูสุขุมแต่ก็ยังแฝงความลิงโลดเอาไว้ไม่อยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นิชารับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง!
"เพลงดาบของแม่นาง ช่างมีความอ่อนช้อยงดงาม! เพียงแต่...หากขาดซึ่งความอันเด็ดขาด ก็เปรียบได้ดังบุปผาอันงดงามที่รอคอยวันร่วงโรยไปตามกาลเวลาอย่างไร้ค่า! น่าเสียดายยิ่งนัก!"
"หนอยแน่ะ! เจ้าเด็กอวดดี ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!" นิชาโกรธจัดจนใบหน้าภายใต้หน้ากากแดงก่ำด้วยโทสะ "กล้าดียังไงมาวิจารณ์เพลงดาบของข้า!" นางตัดสินใจใช้กระบวนท่าที่รุนแรงและเฉียบขาดกว่าเดิมในทันที "เพลงดาบเงาสังหาร! เจ้าจะได้รู้สำนึก!"
ร่างของนางพลันพร่าเลือน เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงราวกับเงาพราย เข้าประชิดและหมายจะสังหารเป้าหมายในพริบตา! แม้ชื่อกระบวนท่าจะเน้นการลอบสังหารศัตรูจากมุมอับ แต่ด้วยความโกรธและความมั่นใจในพลังของตนเอง นางเชื่อว่ามันเพียงพอแล้วที่จะสั่งสอนเจ้าเด็กอวดดีนี่ให้หลาบจำ!
'แย่แล้ว! นางเอาจริง!' ไท่เซวียนตระหนักในทันทีว่าตนเองประมาทและยั่วโมโหอีกฝ่ายมากเกินไป! แต่เขายังมีไม้ตายอยู่! 'ท่านอาวุโส! โปรดช่วยข้า!'
"ประทับร่าง!!!"
สิ้นเสียงตะโกนก้องในใจ แหวนธรรมรงค์สวรรค์บนนิ้วของไท่เซวียนก็พลันส่องประกายแสงสีทองเจิดจ้าบาดตา! ร่างของเขานิ่งขึงไปชั่วขณะ ก่อนที่แววตาจะแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบ สุขุม และเยือกเย็นราวกับเป็นคนละคน! พลังปราณอันแข็งแกร่งและกลิ่นอายโบราณแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาอย่างท่วมท้น! ดาบในมือของไท่เซวียน (ที่ตีขึ้นมาเอง) ทิ่มแทงออกไปเบื้องหน้าอย่างแม่นยำและรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ! ปลายดาบพุ่งตรงไปยังท่วงท่าเท้าของนางอย่างเฉียบคม ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของกระบวนท่า "เงาสังหาร" ที่ผู้ใช้จำต้องทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดไปด้านหน้าเพื่อเพิ่มพลังทำลาย!
"อ๊ะ!" นิชาอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด! นางสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลและเพลงดาบอันลึกล้ำที่ไท่เซวียนใช้ออกมา! มันแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง! นางเสียหลักอย่างรุนแรง! ร่างของนางที่กำลังพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงจึงมิอาจควบคุมได้อีกต่อไป และด้วยจังหวะที่พอเหมาะพอเจาะ นางจึงเสียหลักล้มลงไปปะทะเข้ากับร่างของไท่เซวียนที่เพิ่งจะคลายจากสภาวะ "ประทับร่าง" และกำลังจะรีบเก็บดาบเข้าฝักเพราะกลัวว่าคมดาบจะทำให้นางได้รับบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ!
ตุ้บ! โครม!
ภาพที่ปรากฏในตรอกแคบๆ อันเงียบสงัดแห่งนั้นคือ... ร่างของชายหนุ่มและหญิงสาวในชุดนักบุญสีขาว นอนทับกันอยู่บนพื้นฝุ่นอย่างอลหม่าน โดยมีหน้ากากโลหะสีทองอันงดงามของฝ่ายหญิงหลุดกระเด็นหล่นไปกองอยู่ข้างๆ เผยให้เห็นใบหน้างดงามหมดจดภายใต้หน้ากากนั้น ซึ่งเป็นใบหน้าที่ไท่เซวียนคุ้นเคยและจดจำได้เป็นอย่างดี... ใบหน้าของ ณิชา นั่นเอง!