ตอนที่ 58 ปรากฏการณ์ราโชมอน
อดีตนายพรานกล่าวว่าสัตว์อสูรตัวนั้นเดินสี่ขา ลำตัวยาว มีหางยาวที่เคลื่อนไหวไปมาได้คล่องแคล่ว และมีเขาขนาดใหญ่ที่กลางหน้าผาก
หญิงชรากล่าวว่าสัตว์อสูรตัวนั้นมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ เดินสองขา ร่างกายเก้งก้าง แขนยาวถึงพื้น
เด็กชายกลับกล่าวว่าสัตว์อสูรตัวนั้นมีปีก มีสองขา ไม่มีแขน และตัวเป็นสีแดงสด
คำบอกเล่าของผู้เห็นเหตุการณ์สามคนกลับไม่ตรงกันเลยโดยสิ้นเชิง แม้อาจจะมีจุดที่เหมือนกันอยู่บ้างระหว่างคนสองคน หากนำไปรวมกับคนที่สามแล้วกลับกลายเป็นแตกต่างโดยสิ้นเชิง ราวกับทั้งสามคนไม่ได้พูดถึงสิ่งเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่สมควรเป็นสิ่งเดียวกัน
องค์หญิงไพลินขมวดคิ้ว เธอก้มหน้าลงครุ่นคิด ในมือพลิกเปิดสารานุกรมสัตว์อสูรไม่มีหยุด สัตว์อสูรตัวแล้วตัวเล่าผ่านตาของเธออย่างรวดเร็ว หากมีตัวใดที่ค่อนข้างเข้าเค้า เธอจะหยุดและจดลงบันทึกไว้เสมอ
สมาชิกหน่วยสามต่างมีสีหน้าฉงน พวกเขานั้นเชี่ยวชาญการต่อสู้กับมนุษย์ดังนั้นสัตว์อสูรที่แปลกประหลาดเช่นนี้พวกเขาย่อมไม่เคยได้พบได้ยิน
นิทานขมวดคิ้ว เขาพลันนึกถึงตำราสมัยก่อนที่เขาเคยอ่านจากในห้องสมุดของโรงเรียน ตำรานั้นว่าด้วยคำศัพท์เก่า ๆ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ถูกใช้กันในอดีต
เรียกว่าอะไรนะ.. นิทานพึมพำ
“คุณศิลาได้เข้าต่อสู้กับมัน เพราะงั้นคุณศิลาต้องได้เห็นมันในระยะประชิดใช่มั้ยคะ” องค์หญิงไพลินเงยหน้ามองไปทางนักสลักเอกผู้เดียวของหมู่บ้านแห่งนี้
เขาเป็นคนเดียวที่ยังไม่ได้บอกรายละเอียดของสัตว์อสูรตัวนี้ และเขาสมควรเป็นผู้ที่ระบุได้ชัดเจนที่สุดด้วย
ศิลากัดริมฝีปากเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วก่อนเริ่มเล่าออกมา
“ผมไม่ใช่คนพบศพ แต่ผมได้ยินเสียงกรีดร้อง ขณะนั้นผมอยู่ในป่าที่ไม่ห่างจากตัวหมู่บ้านมากนัก จึงรีบเดินทางกลับโดยไวที่สุด” ศิลาเริ่มอธิบาย
“ขณะที่ผมใกล้ถึง ผมก็เห็นสัตว์อสูรตัวหนึ่งกำลังฉีกทึ้งร่างของชาวบ้านอยู่ที่ขอบกำแพงหมู่บ้าน ด้วยความโมโห ผมจึงพุ่งเข้าไปหวังจัดการมันให้สิ้นซาก”
“แต่…….” ศิลาเงียบไป
ทั้งห้องต่างมองไปที่ศิลาเป็นสายตาเดียว รอเขาเล่าเหตุการณ์ต่อมา
“ผมนั้นเชี่ยวชาญการจู่โจมระยะใกล้ ผมจึงพุ่งเข้าไปใกล้หวังสังหารมันด้วยดาบ แต่มัน..มันกลับ… ยกร่างของผู้เคราะห์ร้ายรายนั้นขึ้นมาขวางหน้าของมัน” ศิลากำหมัดแน่น
ทั้งห้องนั้นเงียบกริบ บรรยากาศกดดันและโกรธแค้นแผ่กระจาย นิทานสัมผัสได้ว่าผู้ใหญ่บ้านนั้นกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ ส่วนหญิงชราและเด็กชายผู้นั้นกลับตัวสั่น นัยน์ตาปรากฏความหวาดกลัว
มีเพียงหน่วยสามและองค์หญิงเท่านั้นที่ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ
“แน่นอนว่าผมระเบิดโทสะเต็มที่ หวังว่าจะสังหารมันให้ได้ หากตอนนั้นเองที่..ที่ร่างของชาวบ้านผู้นั้นกลับลืมตาขึ้นมา พร้อมกับขอความช่วยเหลือจากผมด้วยเสียงแหบเบา…” ศิลายิ่งเล่าเสียงของเขาก็ยิ่งเบาลงเรื่อย ๆ
“ผมนั้นยั้งการโจมตีของตัวเองไม่ได้แล้ว จึงเบนวิถีไปฟันพื้นแทนเพื่อไม่ให้ชาวบ้านผู้นั้นได้รับบาดเจ็บ มันอาศัยจังหวะนั้นคำราม เสียงคำรามนั้นแทบไม่มีเสียงใด ๆ หากกลับกระแทกเข้าดวงจิตอย่างแรงจนผมเกือบประคองสติไว้ไม่ได้”
“ผมในตอนนั้นคิดว่าพลาดท่าแล้ว ด้วยพลังระดับนี้มันสมควรเป็นนักสลักเอกเช่นเดียวกัน หากมันกลับไม่เข้ามาโจมตีผม”
“เพียงทิ้งร่างของชาวบ้านผู้นั้นไว้และรีบจากไป เมื่อผมตั้งหลักได้มันก็หายเข้าแนวป่าไปแล้ว พร้อมกับร่างของชาวบ้านผู้นั้นที่ไร้ลมหายใจ” ศิลาถอนหายใจ
“หลังจากนั้นข้าก็ไปถึงพร้อมกับทหารยาม” ผู้ใหญ่บ้านพูดเสริม
ยังไม่มีใครพูดประโยคใด ๆ ออกมา ราวกับยังคงเหม่อถึงเหตุการณ์เมื่อตอนนั้นในจิตตัวเองอยู่
นำร่างของชาวบ้านมาเป็นโล่
ใช้ชาวบ้านที่ยังไม่ตายเพื่อหันเหความสนใจ
ประเมินสถานการณ์รอบด้านแล้วจึงลงมือ
เลือกหลบหนีแม้เหยื่อตรงหน้าตอบโต้ไม่ได้
นิทานสูดลมหายใจลึก
“ฉลาดจนน่ากลัว” หัวหน้าเมย์พูดขึ้น
และนี่คือสิ่งที่ทุกคนกำลังคิดอยู่ ต้องเป็นสัตว์อสูรสายพันธุ์ใดกันถึงได้มีสติปัญญาสูงถึงเพียงนี้ในขณะที่ยังเป็นเพียงนักสลักเอก
ทุกคนฟังแล้วก็พยักหน้ารับ องค์หญิงไพลินบรรจงจดลงอย่างละเอียด ระหว่างที่บรรยากาศเงียบสงัดจากการที่ทุกคนกำลังคิดในหัว เสียงสั่นเครือก็ดังขึ้น
“เป็นความผิดของผม..” ศิลาราวกับกำลังจะร้องไห้
องค์หญิงจับมือทั้งสองของศิลาไว้แน่นเพื่อปลอบโยน เธอมั่นใจว่าในขณะนั้นศิลาย่อมทำเต็มที่แล้ว
“แล้วลักษณะของมันเป็นยังไงบ้างคะ” องค์หญิงไพลินถามขึ้น จะอย่างไรเธอก็ต้องถาม เธอต้องการทุกข้อมูลที่เป็นไปได้
“ลักษณะคล้ายแมลง มีขาสี่คู่ สองขาหน้าเป็นเคียวขนาดใหญ่ หากใบหน้ากลับคล้ายมนุษย์” ศิลาอธิบายพลางพยายามวาดรูปออกมา
ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่คนเดียว นิทานคิด
องค์หญิงไพลินพยักหน้าเล็กน้อย พลางอ่านข้อมูลที่ถูกจดบันทึกโดยอัตโนมัติด้วยปากกาของเธอ
“เป็นไปได้หรือเปล่าครับที่จะเป็นสัตว์อสูรคนละตัวกันเลย มีมากกว่าหนึ่งตัว” นภาถามขึ้น
“ข้าก็เคยคิดเช่นนั้น แต่ลักษณะนิสัยที่สังหารเหยื่อโดยไม่นำกลับไปกิน หากกลับทิ้งศพไว้ที่กำแพงหมู่บ้านคล้ายการหยามเหยียดนั้นเป็นเอกลักษณ์เกินไป ไม่สมควรมาจากสัตว์อสูรหลายตัวได้” ผู้ใหญ่บ้านพูดขึ้น
“หรือไม่ก็มีจ่าฝูงที่ฉลาดมาก ๆ อยู่ตัวหนึ่ง คอยสั่งการสัตว์อสูรทั้งสี่หรือมากกว่า” คาซาพยายามช่วย
“สัตว์อสูรโดยปกติแล้วจะรวมฝูงกับสายพันธุ์เดียวกันหรือใกล้เคียงเท่านั้น มีไม่กี่กรณีที่พวกมันจะอยู่ร่วมกันได้ ยิ่งรวมกันหลายสายพันธุ์เช่นนี้ยิ่งยากขึ้นไปใหญ่” เตวันส่ายหน้า
“สัตว์อสูรระดับนักสลักเอกที่มีพลังเกี่ยวกับภาพลวงตาหรือหลอนประสาทหรือเปล่า” กีออนพูดขึ้น
“มันไม่มีทางหลอนประสาทผมได้ครับ ผมมีคำแห่งพลังที่ขัดขวางการใช้พลังได้” ศิลาทุบอกตัวเองอย่างมั่นใจ แม้เขาจะไม่ได้บอกคำแห่งพลังของตนแต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติ
“แต่ผมก็บอกไม่ได้เช่นกันครับว่ารูปร่างของมันที่เปลี่ยนไปมาได้เป็นพลังเดียวกันกับที่ผมขัดขวางหรือเปล่า”
ทุกคนเงียบเสียงลงอีกครั้ง หลาย ๆ อย่างนั้นดูยากจะเป็นไปได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจเกิดขึ้นได้ แต่หากพวกเขาพยายามจัดการสัตว์อสูรตัวนี้ด้วยการคาดเดาเช่นนี้ ผู้ที่ตกอยู่ในอันตรายอาจเป็นพวกเขาเอง โดยเฉพาะที่สัตว์อสูรตัวนี้หรือเหล่านี้ดูฉลาดผิดปกติ
“ขอบคุณทุกคนมากนะคะ เดียวพวกเราขอไปดูสถานที่ที่พบศพหน่อยค่ะ บางทีอาจพบร่องรอยที่ยากจะพบได้” องค์หญิงไพลินลุกขึ้นยืนพลางกล่าวขอบคุณคนทั้งสี่
“ได้ครับ ตามข้ามาได้เลยครับองค์หญิง” ผู้ใหญ่บ้านลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น พลางเปิดประตูออกไป
“เราอาจจะแวะเวียนไปถามเรื่องเหตุการณ์อีกเพื่อรายละเอียดอื่นบ้าง ขอความกรุณาด้วยนะคะ” องค์หญิงไพลินพูดกับผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งสี่
พวกเขาเพียงพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนแยกย้ายกันจากไป ทุกคนยังคงเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง เด็กชายคนนั้นก่อนจากไปยังไม่วายเดินมาลูบพร้อมกอดคีตาอีกพักใหญ่ราวกับต้องการเติมความกล้าหาญ ร่างที่สั่นเทานั้นหยุดสั่นลงในที่สุด เด็กชายผู้นั้นถอนใบหน้าออกจากขนที่แสนนุ่มฟูของคีตา ก้มลงเคารพองค์หญิงไพลินและนิทานก่อนรีบวิ่งจากไป
หน่วยสามและองค์หญิงเดินทางออกมาจากบ้านของผู้ใหญ่บ้าน ค่อย ๆ เดินตามไปสู่ที่เกิดเหตุ
“นิทาน นายคิดว่าไง” ไพลินพลันถามขึ้น
นิทานมุ่นหน้าลงเล็กน้อย เขาขบคิดในหัวก่อนเอ่ยออกมา
“เป็นไปได้หลายทางเกินไปครับ แต่ผมคิดว่าสมควรมีสัตว์อสูรแค่ตัวเดียวมากกว่า” นิทานตอบ
“ทำไมล่ะ” องค์หญิงไพลินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เคยได้ยินคำว่า ‘ปรากฏการณ์ราโชมอน’ มั้ยครับ?” นิทานถามขึ้น
“ไม่เคยได้ยิน คล้ายคำจากภาษาของพวกเผ่าไร้หางเลย นายรู้ภาษาอื่นด้วยเหรอ” นภาเกาหัวด้วยความสงสัย
“หมายถึงปรากฏการณ์ที่คนหลายคนเห็นเหตุการณ์เดียวกัน แต่เล่าบรรยายเหตุการณ์นั้นออกมาไม่เหมือนกันค่ะ เป็นคำศัพท์เก่าที่อ่านเจอได้ในคัมภีร์ข้อมูลเก่าของหอสมุด คัมภีร์เล่มนี้ว่ากันว่ารวมความรู้อันแปลกประหลาดจากหลายยุคสมัยไว้ด้วยกัน” องค์หญิงไพลินอธิบาย
“ผมคิดว่ามันค่อนข้างคล้ายกันทีเดียว แม้พวกเขาจะไม่ได้เห็นเหตุการณ์เดียวกันก็ตาม แต่รายละเอียดนั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง” นิทานพยักหน้ารับคำอธิบายขององค์หญิงไพลินแล้วจึงพูดต่อ
“ถ้าตามปรากฏการณ์นี้แล้ว หลายคนต่างโกหกเพื่อต้องการปกปิดเรื่องอะไรบางอย่าง แต่ครั้งนี้ผมคิดว่าเป็นเพราะพวกเขาถูกทำให้เข้าใจผิดด้วยความสามารถของสัตว์อสูรมากกว่า”
“พฤติกรรมของสัตว์เหล่านั้นแปลกเกินไปครับ หากจะว่าเป็นการถูกสั่งมาจากจ่าฝูง แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นมันก็ไม่มีเหตุผลใด ๆ ให้ต้องคอยหลบหนีซ่อนตัวทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ แบบนี้ แถมศพก็ไม่ได้ถูกกินจริงจัง เหมือนเป้าหมายแค่ต้องการก่อกวนหมู่บ้านนี้”
“ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ยากจะสั่งกันได้ครับ แม้จ่าฝูงจะฉลาดแต่ลูกฝูงก็ต้องฉลาดพอจะรับคำสั่งเช่นกัน” เขาอธิบาย
ไพลินพยักหน้ารับ การวิเคราะห์ของนิทานมาจากมุมมองของคนที่ขลุกอยู่กับสัตว์อสูรเป็นประจำ
“ผมเลยคิดว่ามันสมควรเป็นสัตว์อสูรตัวเดียว แต่มีความสามารถบางอย่างที่บิดเบือนการรับรู้ของคนได้ คนที่เห็นมันจึงบรรยายออกมาไม่เหมือนกัน”
“หมายความว่าเป็นสัตว์อสูรที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้หรือไม่ก็มีพลังด้านหลอนประสาท แต่ศิลายืนยันว่าไม่ใช่ ในทางกลับกัน เขาก็ไม่มั่นใจว่าตนขัดขวางสำเร็จหรือไม่” ไพลินครุ่นคิด
"เป็นไปได้มั้ยว่าศิลาได้ขัดขวางพลังบางอย่างเลยเป็นเหตุผลที่มันหนีไป เพราะมันรู้ตัวว่าสู้กับศิลาในสภาพนั้นไม่ไหว" องค์หญิงไพลินตั้งข้อสันนิษฐาน
“ก็เป็นได้ครับ แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่ง่ายกว่านั้นเหมือนกัน”
ไพลินเลิกคิ้วมองหน้านิทาน เธอไม่ต้องพูดอะไรนิทานก็เข้าใจว่าหมายถึงให้เขาอธิบายต่อ
“พลังเปลี่ยนแปลงรูปร่างในระดับนักสลักเอกสมควรมีข้อจำกัดระดับหนึ่งครับ ไม่สมควรเปลี่ยนแปลงจนแตกต่างได้มากขนาดนั้น”
“พลังหลอนประสาทมีหลายรูปแบบก็จริง แต่ระยะการใช้งานมักจำกัด หากใช้พลังในรูปแบบเคลือบตัวก็มีความเป็นไปได้ แต่มันล่าแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ต้องการให้ใครเห็นตัว จึงเปลี่ยนร่างของตนให้คนคิดว่าเป็นสัตว์อสูรหลายตัว” ทุกคนพยักหน้ารับ เหตุผลที่นิทานเล่ามานั้นถูกต้อง
“ในเมื่อมันต้องการปกปิดตัวเอง แล้วมันจะขึ้นไปยืนบนกำแพงทำไมให้ถูกเห็นง่ายขนาดนั้นล่ะครับ? แถมโดนเห็นแล้วก็ไม่จัดการคุณยายคนนั้นอีก ที่สำคัญที่สุดคือ การเอาศพมาวางไว้ที่กำแพงเมืองตลอดก็ไม่ต่างจากการบอกว่าเป็นฝีมือของมัน มันขัดแย้งกันเองครับ” ไพลินก้มหน้าครุ่นคิดตามคำพูดของนิทาน
“มันก็อาจจะต้องการข่มขวัญหมู่บ้านนี้เลยทำแบบนั้น แต่มันรอบคอบมากก็เลยปลอมตัวไว้ตลอดเวลาก็ได้นี่นา” คาซาเอ่ยแย้ง
“อย่าลืมสิว่าศิลาเขาได้เข้าต่อสู้ด้วยนะ ถึงจะเป็นระยะแค่สั้น ๆ แต่นักสลักเอกเหมือนกันต้องจับสัมผัสได้สิว่ามันปลอมตัวอยู่” หัวหน้าเมย์พูด
“ก็ไม่เสมอไปนะครับ มันอาจจะถนัดด้านนี้มากจนคุณศิลาแยกไม่ออกก็ได้” นภาพูด
“หรือไม่ก็มันแข็งแกร่งกว่าคุณศิลา คุณศิลาเลยแยกไม่ได้” เตวันพูด
“หรือไม่ก็มีใครบางคนโกหกอยู่” องค์หญิงไพลินพูด นิทานพยักหน้ารับกับคำพูดของเธอ นี่คือมุมมองที่ง่ายและเป็นไปได้มากที่สุดที่นิทานพูดถึง บางคนกำลังโกหก
ทุกคนมองที่หน้าองค์หญิงไพลิน เธอมีสีหน้าจริงจังอย่างชัดเจน หากมีใครโกหกจริง ๆ งั้นก็มีสิ่งอื่นต้องเฝ้าระวังมากกว่าสัตว์อสูรแล้ว
“หลังจากนี้ใช้ไข่มุกจับผิดด้วย” องค์หญิงไพลินพูดเสียงเบา
“นั่นแหละครับที่ผมคิด ทางที่ง่ายที่สุด จริง ๆ อาจจะเป็นว่านี่เป็นเรื่องหลอกลวงแผนใหญ่แผนหนึ่งก็ได้ครับ” นิทานยักไหล่
“งั้นถ้าเกิดมันเป็นสัตว์อสูรจริง ๆ นายคิดว่าสัตว์อสูรตัวนี้เป็นยังไงกันแน่ ขอแบบสรุปเลยนะ” องค์หญิงไพลินถามเสียงเรียบ ในใจเธอยังคงคิดว่าเป็นไปได้น้อยที่ชาวบ้านเหล่านี้จะโกหก ไม่มีเหตุผลใดที่พวกเขาต้องทำเช่นนั้น
นิทานลูบหัวคีตาเล็กน้อย
“เป็นสัตว์อสูรตัวเดียว เป็นไปได้ว่าอาจมีพลังเกี่ยวกับหลอนประสาทหรือเปลี่ยนรูปร่าง แข็งแกร่งระดับนักสลักแน่นอน ฉลาดมากพอจะปั่นหัวหมู่บ้านนี้ได้” นิทานเรียบเรียงความคิดในหัว
องค์หญิงไพลินพยักหน้าเล็กน้อย
“หรือไม่ก็ไม่มีสัตว์อสูรตั้งแต่แรก มีคนสร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมาเพื่ออะไรบางอย่าง” นิทานพูดเสียงเบาเพื่อไม่ให้ผู้ใหญ่บ้านที่เดินนำอยู่ไม่ไกลได้ยิน