เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 50 หนึ่งคนทลายหนึ่งกองทัพ

     กล่าวกันว่าข้างกายองค์รัชทายาทใหญ่ฉู่อิงจะมียอดฝีมือของพรรคบัวขาวอยู่ อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงคีบใบไม้ที่ร่วงโปรยปรายเอาไว้ได้ทัน จนถึงขั้นที่สามารถปลดปล่อยลมปราณภายในสู่ภายนอกได้ เจวี๋ยหวู่หมิงได้แสดงให้ผู้นำทัพโฮ่วจินเห็นจนนึกถึงสุดยอดฝีมือที่สามารถปลดปล่อยกำลังภายในสู่ภายนอกได้ ยอดยุทธ์ ถ้าหากยังไม่ได้เข้าถึงขอบเขตที่ปล่อยกำลังภายในออกภายนอกได้ แต่ก็แทบจะไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์สงครามได้อยู่ดี ถ้าหากมียอดยุทธ์ ด้วยการที่มีพละกำลังถึงขนาดนี้ แน่นอนว่าย่อมไม่แยแสที่จะเอาสถานภาพของตัวเองมาเข้าร่วมกับศึกสงครามฆ่าฟันห้ำหั่นกันอยู่แล้ว นั่นล้วนแต่ถือเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในสายตาของปวงประชา เพียงพลิกมือก็สามารถเสกเมฆคล้ำมือก็สามารถทำให้ฝนตก หากไม่ใช่คอยควบคุมกิจการราชสำนัก เช่นนั้นก็ถือเป็นผู้กุมอำนาจของฝ่ายใด หากสามารถเข้าถึงขอบเขตนั้นจริง ยังมีใครกันบ้างที่จะยอมสละชีวิต เข้าสู่สงครามที่มีแต่ไม่เจ้าตายก็ข้าวายกันบ้าง? ผู้นำทัพของโฮ่วจินแม้แต่จะฝันก็ยังไม่เคยฝัน นี่เห็นกันได้ชัดว่าเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างได้ เหตุใดบัดนี้ถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ในศึกสงครามชั้นต่ำเช่นนี้ได้กันล่ะ นี่ก็คือหลังจากที่เจวี๋ยหวู่หมิงข้ามภพมา ที่ได้ลงมือออกมาอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ถึงแม้จะมีระบบคอยสนับสนุน จนทำให้เขาบ่มเพาะมนตราคาถาได้ โดยที่แทบไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่การบ่มเพาะที่มาจากความพยายามด้วยตัวเอง ในเวลาที่อยู่ในศึกการต่อสู้ที่แท้จริงยังไงก็มีแต่จะลดทอนพลังลงไปอีกหลายส่วน จนไม่อาจที่จะกระตุ้นใช้ความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่ ในส่วนนี้ หากเขาต้องการที่จะคุ้นเคยกับภาวะการต่อสู้ ก็จำเป็นที่จะต้องหมั่นเพียรฝึกฝน ใช้ออกมาให้บ่อยครั้ง ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะสามารถใช้ได้อย่างคล่องแคล่วได้ ท่ามกลางคมศรและฝนกระสุน เจวี๋ยหวู่หมิงได้กระตุ้นใช้กลิ่นอายเลือด ออกวิ่งตะบึงออกไปอย่างเร่งรีบ ในระหว่างที่ทั้งหลบทั้งเลี่ยงอยู่ ก็เป็นเหมือนกับการควบคุมร่างกาย ให้ค่อย ๆ มีความลึกล้ำเพิ่มมากขึ้น แม้แต่การกระตุ้นใช้มนตราคาถา ก็จะยิ่งมีความคุ้นเคยและคล่องแคล่วขึ้นมาได้ ทันทีที่ได้เห็นกองทัพที่อยู่ทางด้านหน้า เจวี๋ยหวู่หมิงก็เปลี่ยนทิศทางไปอีกทาง ตรงดิ่งเข้าไปยังทางด้านหน่วยยิงปืนใหญ่ไป ด้วยพลังอันมหาศาลของเขา หนึ่งหมัดหนึ่งบาทาได้ทำลายปืนใหญ่พวกนี้จนแหลกลาญภายในอึดใจเดียว “ต้านทานมันเอาไว้!” ผู้นำทัพโฮ่วจินก็ได้รีบเปล่งเสียงตะโกนตวาดออกมาอย่างเร่งร้อน ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็ได้มีคนที่สวมเอาไว้ด้วยเกราะ เป็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำสูงใหญ่มากถึงสองหมี่ ใช้มือเพียงข้างเดียวในการควงค้อนยักษ์หนึ่งเต้าเดินออกมา เจวี๋ยหวู่หมิงชำเลืองมอง ภายในดวงตาที่เปล่งเป็นประกายสีแดงซ่าน แล้วเลียริมฝีปาก แล้วกล่าว : “เกิดมาก็เป็นคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายเลือด น่าเสียดาย ที่ไม่อาจเข้าใจในวิถีแห่งการบ่มเพาะ ร่างกายนี่ก็ช่างใช้ได้จนสิ้นเปลืองกันเกินไปแล้ว ยังมิสู้มอบมันมาให้เราก็แล้วกัน” ร่างของชายฉกรรจ์เบื้องหน้า ในสายตาของเจวี๋ยหวู่หมิงถ้าสามารถเอามาใช้หล่อหลอมจนเกิดเป็นเคล็ดกายาหลอมโลหิตได้ ก็จะเปรียบเสมือนดั่งอาหารเลิศรสมื้อหนึ่งเลยทีเดียว “รับความตายซะเถอะ!” ชายฉกรรจ์ที่ควงค้อนยักษ์แล้วทุบลง จนทำให้พลทหารที่อยู่รอบบริเวณแตกตื่นจนแยกย้ายกันหลบหนี “ซูม!” ค้อนยักษ์ได้พุ่งเข้ามาพร้อมกับสายลมโชยพัด เจวี๋ยหวู่หมิงมองดูโดยที่แทบจะไม่กะพริบตา ใช้มือเพียงข้างเดียวก็สามารถหยุดขวานเล่มนี้เอาไว้ได้ จากนั้นก็ยกขึ้นมาอย่างแผ่วเบา เข้าต้านทานพลังที่ระเบิดผ่านมาจากค้อนยักษ์ที่ทุบเข้ามาเอาไว้ ทั่วร่างของชายฉกรรจ์พลันสะท้านขึ้น ภายใต้เรี่ยวแรงอันมหาศาล เมื่อในปากเขาเกิดรสฝาดขึ้น ก็รู้สึกได้ว่าอวัยวะภายในล้วนแต่เคลื่อนที่เปลี่ยนตำแหน่งไปกันแล้ว จนถึงกับต้องซวนเซถอยไปทางด้านหลังอยู่หลายก้าว แต่ถึงอย่างนั้นในยามนี้ หมัดกำปั้นข้างหนึ่งทันทีที่กระแทกชนเข้ามา อีกทั้งยังเกิดเป็นเสียงแหวกอากาศ แฝงไว้ด้วยพลังทำลายอันเปี่ยมล้น จนเหมือนกับสามารถทำให้พันขุนเขาสะเทือนไปในทันที ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นเพียงการปล่อยหมัดออกไปอย่างง่าย ๆ เท่านั้น เจวี๋ยหวู่หมิงที่ใช้ออกมาด้วยพละกำลังออกมาเพียงสามส่วน ภายใต้การพยุงจากร่างกายของเขา กลับเป็นเหมือนค้อนยักษ์ใหญ่ดั่งภูเขาลูกหนึ่ง รุนแรงเปี่ยมล้นไปด้วยพลังยากต้านทาน เสี้ยววินาทีนั้นเอง ร่างของชายฉกรรจ์ที่ถึงกับเกิดเป็นรอยแตกร้าวภายในกำปั้นเดียว “หลอม!” เจวี๋ยหวู่หมิงสาดดวงตาสีแดงฉาน ทำการบีบอัดเลือดเนื้อก้อนนี้ของชายฉกรรจ์ผู้นี้ไปในทันที เลือดเนื้อได้เกิดการเผาไหม้ขึ้นกลางอากาศ จนในท้ายที่สุดก็พลันกลายเป็นเพียงหยดเลือดอันเข้มข้นสีทองหยดหนึ่ง ภายใต้การถูกจับจ้องมองอยู่ เจวี๋ยหวู่หมิงก็อ้าปากขึ้น จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าไป “อา? ผีสางมารร้าย นี่มันเป็นผีสางมารร้ายกินคน!” ระหว่างนั้นพลันมีคนร้องเสียงหลงบอกถึงเสียงในใจของพลทหารโฮ่วจินทั้งหมดออกมา ขอเพียงฆ่าไปเพียงคนเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้กองทัพนับพันแตกตื่นกันได้แล้ว ในขณะที่กำลังมองเหล่าทหารโฮ่วจินที่แสดงสีหน้าหวาดกลัว เจวี๋ยหวู่หมิงถึงกับแสดงแววตาเย็นเยียบออกมา “ในเวลาที่พวกเจ้าเป็นฝ่ายรุกรานแว่นแคว้นเรา ยังรู้จักเข้าใจกับคำว่าตายด้วยอีกงั้นเหรอ” ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือว่าชาตินี้ เจวี๋ยหวู่หมิงก็ยังคงรู้สึกชิงชังเหล่าผู้คนที่ไว้ผมเปียพวกนี้เป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่นักสู้ปฏิวัติ แต่ก็ยังไม่เคยพอใจชาวแมนจูที่มักจะชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่กับชาวฮั่น ยิ่งไปกว่านั้น บุพการีของกู่ยี่เองก็ถูกชาวแมนจูฆ่าตายไปเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุแบบนั้นหรือไม่ ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้เจวี๋ยหวู่หมิงตัดสินที่จะมอบความตายให้แก่ชาวแมนจูพวกนี้ โดยการใช้โอกาสในตอนที่ทหารโฮ่วจินกำลังตะลึงลานจนอ้าปากค้างกันอยู่นั้น ไม่ทันไรเจวี๋ยหวู่หมิงก็ได้ทำลายหน่วยพลปืนใหญ่ไปจนหมดสิ้นแล้ว ฉากเบื้องหน้านี้ จนทำให้ผู้นำทัพโฮ่วจินเจ็บปวดใจจนแน่นหน้าอก อีกทั้งยังได้รีบออกคำสั่งให้เข้าไปปิดล้อมเจวี๋ยหวู่หมิงโดยเร็ว เจวี๋ยหวู่หมิงหัวเราะอย่างเย็นชา ใช้สองมือกุมไปที่ด้ามขวาน เข้าเข่นฆ่าอยู่ภายในกองทัพดุจดั่งสายลมกรด จากการขยับเคลื่อนไหวด้วยสายโซ่ที่คล้องไว้ จึงได้ทำให้คมขวานลอยลิ่ว เสมือนกับเป็นพายุมรสุมแห่งความตายเข้าครอบงำ เก็บกวาดราบจนเรียบ ไม่นานนักก็ได้ช่วงชิงชีวิตของเหล่าทหารไปอีกกองร้อย “ล้อมมันเอาไว้ ต่อให้ต้องใช้ชีวิตเข้าแลก ก็ต้องทำให้มันเหนื่อยจนตายให้ได้” จากนั้นก็ได้มีผู้ออกกลยุทธ์คอยสั่งการอยู่ทางด้านหลัง แต่ว่า วินาทีขณะนั้น ก็ได้มีผู้คนอีกมากมายต้องตายไปอย่างอเนจอนาถภายใต้คมขวานของเจวี๋ยหวู่หมิงไปถึงหลายร้อยคนแล้ว พลทหารที่เข้าใกล้เจวี๋ยหวู่หมิงจึงไม่กล้าที่จะขยับเข้ามาใกล้อีกต่อไป แม้แต่ความกล้าที่จะเข้ามาหยุดยั้งก็ยังมลายหายไปจนสิ้น แตกตื่นแยกย้ายกันหลบหนีไปแทน กองทัพหน้าของโฮ่วจิน ถึงกับแตกกระจายไปในพริบตาเดียว เจวี๋ยหวู่หมิงเพียงคนเดียว ก็สามารถที่จะทำลายหนึ่งเหล่าทัพของเจี่ยหล่าลงได้แล้ว! ทัพหลังของโฮ่วจิน องค์รัชทายาทใหญ่ฉู่อิงเองก็เห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากทางด้านหน้าแล้ว ถึงกับขมวดคิ้วจนพูดขึ้นว่า : “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” “องค์รัชทายาทใหญ่ ไม่ต้องเป็นห่วงไป ต่อให้จะไม่สามารถใช้กองทัพเข้าปราบปรามได้ แต่ก็ยังมีศิษย์อีกสองคนของข้าอยู่” ที่ข้างกายฉู่อิง ก็ได้มีคนที่สวมเอาไว้ด้วยชุดจงหยวน ดูไปแล้วคล้ายกับเป็นนักพรตที่อยู่ในวัยประมาณสามสิบกว่าปีกล่าวออกมาด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม คนผู้นี้ก็คือนักพรตวัยกลางคน แท้จริงแล้วก็คือผู้คุ้มกฎฝ่ายซ้ายของพรรคบัวขาว นักพรตชิงฮวาง ด้วยความพยายามของเขา ก็ได้เข้าสู่ขอบเขตที่ปล่อยกำลังภายในออกภายนอกได้ไปแล้ว การต่อกรกับคนธรรมดา แทบจะไม่ต้องใช้อาวุธเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่ดีดนิ้วก็สามารถทำให้ผู้คนบาดเจ็บภายในกันได้แล้ว อีกทั้งยังสามารถฆ่าคนได้แม้จะอยู่ไกลไปถึงหลายจั้งได้ ศิษย์ทั้งสองของเขาถึงแม้จะไม่ได้มีการบ่มเพาะจนเกิดเป็นกำลังภายใน แต่ก็ยังนับได้ว่าเป็นยอดฝีมือที่มีการฝึกฝนจนเกิดความสำเร็จมรรคผลในด้านพลังภายนอก ยอดฝีมือกำลังภายในโดยทั่วไป แทบจะไม่คณามือเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น เขาเองก็มีความเชื่อมั่นถึงเพียงนี้ แต่ในเวลาที่สิ้นเสียงของเขา ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับทางด้านหน้าก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ “ขอกราบทูล!องค์รัชทายาทใหญ่ ซูเหอไท่ได้ตายในสงครามแล้ว” “อีกฝ่ายส่งกำลังพลเคลื่อนไหวกันมากเท่าไหร่?” “เพียงแค่คนเดียว” “มีแค่คนเดียวอย่างงั้นหรือ?” “ขอรับ” ฉู่อิงหันไปมองนักพรตชิงฮวางที่อยู่ทางด้านข้าง แล้วจึงค่อยพูดขึ้นมาอีกครั้ง: “ยอดฝีมือทั้งสองท่านนั้นเป็นศิษย์ของท่านเซียนชิงฮวางอย่างงั้นหรือ?” “ล้วนแต่ตายกันแล้ว” “อะไรกัน?” นักพรตชิงฮวางที่อยู่อีกทางด้านก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป จนแทบจะไม่ต่างอะไรแมวน้อยที่ถูกเหยียบห่าง ไม่ทันไรก็กระโดดจนสูงไปกว่าเซียะ กล่าวออกมาด้วยความเดือดดาล: “ถึงกับกล้ามาฆ่าลูกศิษย์ข้า ความแค้นนี้ย่อมไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันได้อีกแล้ว!”...

    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว ที่คุณอ่าน