บทที่ ห้าสิบเอ็ด
แดดยามสายสาดแสงอ่อนลงบนพื้นลานหินสีเทาหม่นของสนามฝึกซ้อมที่ตำหนักกว่างเจวี๋ยลานกว้างล้อมด้วยแนวต้นไผ่เขียวชอุ่มที่โอนเอนตามแรงลมทว่าความร้อนของคิมหันต์กลับมิอาจกลบความยิ่งใหญ่ของลานฝึกอันเป็นสถานที่ซึ่งใช้ฝึกเหล่านายทหารองครักษ์ชั้นสูงของวังหลวง
หลิวชิงเซียงก้าวเข้าสู่สนามฝึกนางถอนหายใจเบาๆก่อนกวาดตามองอาวุธหลากชนิดที่วางเรียงอยู่บนราวไม้ไผ่ข้างลาน มีทั้งทวน ง้าวกระบี่ ดาบคู่ ขวานเล็ก ธนูยาว รวมถึงตะขอเหล็กสองปลายซึ่งใช้ในศึกกลางเมืองนางพนมมือแนบอกน้อมศีรษะเบา ๆ ต่ออาวุธทุกชิ้น ราวกับคารวะศาสตราวุธดั่งเป็นครูของตน
มือเรียวหยิบง้าวเล่มหนึ่งขึ้นมามันยาวกว่าร่างนางเล็กน้อยใบง้าวเงาวับโค้งเรียวมีน้ำหนักมากเมื่อเทียบกับอาวุธทั่วไปนางก้าวถอยหนึ่งก้าวแล้วหมุนง้าวขึ้นเหนือศีรษะท่วงท่าอ่อนช้อยแต่แฝงด้วยพลังมั่นคงแววตาสีดำล้ำลึกมองปลายง้าวที่วาดผ่านอากาศเหมือนมังกรผงาด
ง้าวเล่มนี้คล้ายของบิดานางตอนฝึกกองกำลังเผ่าซาเฟิงใช้เพื่อคุมกลุ่มนักรบ นางเองก็คุ้นเคยดีแต่อย่างไรเสียขนาดของมันใหญ่เกินไป จะใช้คล่องตัวในสถานการณ์หลบหลีกยากยิ่งนางวางลงช้าๆ แล้วหยิบ ทวนปลายคู่ ขึ้นมาแทน ทวนที่มีปลายสองด้านคมทั้งคู่ สายตาหลิวชิงเซียงทอประกายวาววับขึ้นทันทีเมื่อวาดทวนรอบตัวเสียงหวีดเบาๆ จากการกรีดอากาศแทรกเข้าหู
หากแต่แววตาของนางกลับเคลือบเงาเงียบแม้จะถนัดแต่ทวนเช่นนี้ใช้ในสถานการณ์ที่ต้องเจาะทะลวง หรือปะทะศัตรูหมู่มากนางย่อมมิอาจใช้กับบุรุษตรงหน้าได้จริง
คราวนี้นางจึงเปลี่ยนไปหยิบดาบคู่สั้นเล่มหนึ่งออกมาข้อมือเรียวหมุนด้ามดาบคู่ไว้แน่น ดาบสองเล่มขนาดพอเหมาะฟาดฟันอย่างคล่องตัวนางทดลองฟาดซ้ายสับขวาลีลารวดเร็วจนสายตาผู้เฝ้ามองอย่างหลี่ต้ากงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวมาก่อนต้องเบิกกว้างร่างของนางเหมือนเหยี่ยวโฉบกลางลม หมุนตัวสับจังหวะพลิ้วเหมือนเงาที่เคลื่อนไหวในรัตติกาล
“นี่มันไม่ใช่เพียงบุตรีเผ่าทะเลทรายธรรมดาแล้ว..” หลี่ต้ากงผู้ติดตามที่ยืนอยู่ด้านข้างพึมพำรู้สึกหนาวหลังเย็นเยียบแล่นขึ้นตามแนวกระดูกสันหลังนางไม่ใช้พึ่งมาฝึกวรยุทธ์แต่ช่ำชองมานานแล้วต่างหาก หรือว่าที่ฝ่าบาทเปลี่ยนกฎเช่นนี้ก็เพราะ..หลี่ผิน
หลิวชิงเซียงยังไม่หยุดแค่เพียงดาบคู่มีโอกาสทั้งทีก็อย่างหยิบมาลิ้มลองให้เสียให้หมด นางหยิบตะขอเหล็กคู่มาใช้ร่างเพรียวกระโดดพลิกตัวขึ้นหมุนใช้ตะขอเกี่ยวไม้ไผ่ด้านข้างฉุดตัวกลับมาที่พื้นอย่างสง่างามทุกท่วงท่าเหมือนผ่านการฝึกมาอย่างยาวนานจนฝังอยู่ในสายเลือด
หลังจากเปลี่ยนอาวุธหลายชิ้นในที่สุดดวงตานางก็หยุดที่ กระบี่เล่มหนึ่งที่ตั้งใจเก็บไว้เป็นอย่างสุดท้ายกระบี่ปลายเรียวบาง เล่มงามด้ามสลักลายกิ่งหลิวนางกุมด้ามกระบี่แน่นแล้วเหวี่ยงฟาดเบาๆ ทดลองความคมในอากาศ
“กระบี่” นางกระซิบกับตนเอง “..อาวุธที่สะท้อนใจผู้ใช้มากที่สุด” ครั้นแล้วหลิวชิงเซียงก็หันกลับมาหาอีกคนที่ยังยืนเงียบ
“ฝ่าบาท..เพคะ” เสียงหวานเอ่ยอย่างแน่วแน่แม้จะก้มหัวต่ำ“หม่อมฉันใคร่ขอฝึกซ้อมกับพระองค์”
หลี่ต้ากงหายใจสะดุดทันทีหันมองบุรุษร่างสูงองอาจที่อยู่เบื้องหน้า“คุณหนูหลี่..เอ่อ..หลี่ผิน! จะให้ฮ่องเต้ลงประลองด้วยพระองค์..!?” เขาเบิกตากว้างราวเห็นภูตผีนางผู้นี้ช่างกล้าเกินคน
แต่โม่เหวินหานกลับเพียงยกยิ้มที่มุมปากดวงเนตรแฝงเงาเย้าหยอกและขบขัน บรรยากาศรอบตัวทุเลาเหมือนน้ำที่ไหลผ่านผาหินลาวาคล้ายความร้อน“ไม่มีปัญหา” เขากล่าวพลางก้าวขึ้นลานฝึกเสียงรองเท้ากระทบพื้นดังกังวานก่อให้เกิดความเงียบทั่วลานฝึกแม้แต่สายลมยังหยุดไหว
เขาเดินตรงเข้าไปหาหลิวชิงเซียงแล้วเอ่ยน้ำเสียงรื่นริน“เจ้าเลือกอาวุธก่อน..อยากประลองสิ่งใด?”
เสียงลมโบกผ่านใบไผ่ดังเสียดหูเบาๆก่อนเงาสองเงาจะยืนประจันหน้ากลางลานหินของสนามฝึกร่างหนึ่งในชุดคลุมฟ้าครามผ้าพลิ้วสะบัดตามแรงลม อีกผู้สวมอาภรณ์มรกตทองอร่าม
หลิวชิงเซียงไม่ได้พูดร่างเพรียวเพียงหันหลังไปหยิบดาบสั้นคู่เล่มถนัดในแท่นอาวุธดาบทั้งสองถูกชักขึ้นพร้อมกันก่อนขึ้นแนบอก แล้วชี้ปลายแหลมไปยังอีกฝ่าย “ข้าเลือก” การกระทำนี่ถ้ามีผู้ใดผ่านมาเห็นหลี่ผินย่อมสามารถถูกประหารได้ทันทีหลี่ต้ากงแทบไม่อาจจะทนมองได้ต้องแสร้งหรี่ตาหนีแสงแดดแรงกล้า
หลิวชิงเซียงสูดลมหายใจลึกรวบรวมสมาธิก่อนจะก้าวถอยหนึ่งก้าวพลางเอ่ย “เริ่ม” มือเรียวหมุนฟาดอย่างคล่องแคล่ว สะบัดเข้าหาร่างบุรุษตรงหน้า
ดาบซ้ายฟันเฉียงดาบขวาแทงต่ำ โม่เหวินหานเอียงตัวเบี่ยงหลบ แล้วยกแขนเสื้อขึ้นปัดคมดาบเบาๆเหมือนหยอกเล่น “อาชิง เจ้ากำลังซ้อมรำอีกแล้วหรือ?” เขาถามยิ้มๆ
หลิวชิงเซียงกัดฟันแน่นพุ่งเข้าหาเขาอีกครั้ง ดาบคู่ฟาดฟันพร้อมกัน แต่เพียงอึดใจเดียวปลายเท้าของชายตรงหน้ากลับไถลเบาๆ แล้วใช้ฝ่ามือหนึ่งตบแนบกะบังดาบสะบัดแรงพอให้มือซ้ายของนางเสียจังหวะ ดาบซ้ายหลุดกระเด็นตกพื้นดาบขวาในมือนางยังแน่นอยู่ แต่ไม่ทันที่จะตั้งท่าถอยเขาเพียงหมุนกายครึ่งรอบแล้วใช้ข้อศอกดันด้ามดาบจากด้านข้าง มือเรียวปล่อยทันทีราวกับถูกของหนักกระแทกดันด้ามจับ
หลิวชิงเซียงไม่ใส่ใจอาวุธที่หลุดมือรีบถอยหลังสองก้าวก่อนพุ่งกลับไปหยิบทวนปลายคู่ ร่างโปร่งบางหมุนทวนขึ้นกลางอากาศปลายทั้งสองคมวาวกรีดลมเกิดเสียงหวีดวูบ
“ดูดีๆ เหมือนมังกรหางคู่ทีเดียว” โม่เหวินหานพูดพลางยกมือไพล่หลังไม่แม้แต่จะตั้งท่า
“ท่านดูถูกข้าเกินไปแล้ว!” หญิงสาวลั่นก่อนจะหมุนทวนซ้ายไปด้านข้างหมายเข้ากระแทกหน้าท้องเขาในด้านไม่คม
เสียงครืด! ดังขึ้นเมื่อเขายกแขนขวาขึ้นเบี่ยงจังหวะปลายทวนกระแทกโดยสันดาบให้มันเปลี่ยนทิศกะทันหัน มือซ้ายตวัดจับกลางทวน หมุนหนึ่งครั้งแล้วดันกลับมาให้เจ้าของเดิมอย่างง่ายดายราวเล่นกล
หลิวชิงเซียงถอนหายใจหอบนางเหลือบมองไปทางราวอาวุธบนแท่นอีกครั้ง สายตาเต็มด้วยเพลิงเร่าร้อนนางเปลี่ยนอีกครั้งคราวนี้นางหยิบตะขอเหล็กคู่พลางโยนขึ้นกลางอากาศหมุนตัวรับไว้แล้วพุ่งเข้าโจมตีด้วยความเร็วที่พุ่งสูงสุด นางหมุนตัวกลางอากาศร่างคล้ายสายลมร้อนที่พัดทะลุผืนทราย ซ้ายเกี่ยว ขวาตวัดแล้วอ้อมกลับเข้าแทงใต้คาง
แต่โม่เหวินหานเพียงก้าวข้างเล็กน้อยดึงชายแขนเสื้อสะบัดหนึ่งครั้งปลายตะขอถูกพันไว้แล้วถูกเหวี่ยงด้วยข้อมือจนสุดปลายตะขอทำให้อาวุธหลุดจากมือหญิงสาวอีกครั้ง
หลี่ต้ากงด้านข้างรับชมการประลองแทบลืมแม้แต่จะหายใจ"ฝีมือของหลี่ผินนับว่าไม่ธรรมดาจริงสามารถสอบเข้าหน่วยองครักษ์ขั้นต้นได้ทีเดียวจากความชำนาญที่มีจากอาวุธแต่ละชนิด..แต่สุดท้ายฝ่าบาทก็มิใช่คู่ต่อสู้ของนางผู้เป็นนายของเขามิได้แม้แต่จะชักกระบี่ออกจากฝัก!
จริงดังว่ากระบี่ที่ชายหนุ่มถือขึ้นมาลานฝึกนั้นยังอยู่ในฝักมันเป็นกระบี่สีขาวมีประกายเงินเรียบๆ แต่หากเพ่งมองดีจะเห็นลวดลายวิจิตรประดับด้ามจับทรงยาวเหมาะมือชายหนุ่ม
หลี่ต้ากงที่ลอบสังเกตมองตั้งแต่ต้นพึมพำอีกครั้ง“นางแข็งแกร่งถึงเพียงนี้..แต่ดูท่าคู่ประลองใช้เพียงหนึ่งส่วนสามของฝีมือ”
หลิวชิงเซียงยืนนิ่งใบหน้าร้อนผ่าว หายใจหอบ สายตาไหวระริกด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ทั้งโมโห ทั้งอายทั้งจำยอม มือเรียวที่ยังคงสั่นน้อยๆสุดท้ายเอื้อมไปหยิบกระบี่เล่มที่นางชื่นชอบที่สุดขึ้นมา มันเบาและคม แนบสนิทมือราวกับเป็นส่วนหนึ่งของกายกระบี่เล่มนี้นางใช้ฝึกฝีมือมาตลอดช่วงที่อยู่ในวังหลวง กระบี่ที่เขามอบให้นาง..บัดนี้มันคือความหวังสุดท้าย
หลิวชิงเซียงจดจ้องคู่ต่อสู้สายตากลับมั่นคงกว่าทุกครายกกระบี่ขึ้นทรงตัวอย่างมั่นคงแล้วพุ่งเข้าโจมตี ไม่เร็วเท่าเดิมแต่แม่นยำขึ้นอ่อนช้อยแต่ทรงพลัง ท่วงท่าทุกจังหวะไม่ปล่อยโอกาสให้เขาได้ก้าวถอย
ทว่าโม่เหวินหานกลับหลบพ้นทั้งหมดด้วยการขยับเพียงเล็กน้อยทุกท่วงท่าเหมือนจะหลบไม่ทันแต่กลับไม่ถูกชายเสื้อเขาด้วยซ้ำราวร่างเขาสัมผัสเป็นลมที่แทรกผ่านแล้วหายไปทันทีก่อนนางจะพุ่งไปถึงในพริบตา
"ไม่อยากชักกระบี่ใช่ไหม?" นางเอ่ยเสียงต่ำดวงตาวาววับคล้ายจะทิ่มแทงเขาด้วยสายตาแทนกระบี่
“หืม..แล้วเจ้าจะทำอย่างไร?” เขาตอบด้วยรอยยิ้มยังไม่จาง
นางยกปลายกระบี่แนบอกก่อนจะพุ่งเข้าหาเขาอีกครั้ง จนเขาต้องยกมือข้างหนึ่งขึ้นกันปลายกระบี่จากเฉียดไหล่ซ้ายของตนครานี้แทนที่จะถอย นางชักกระบี่กลับแล้ววนท่าใหม่อย่างว่องไว แทงต่ำ ตวัดเฉียงขึ้นสูง วาดตัววนไปด้านหลัง หวังโจมตีจากมุมบอด
โม่เหวินหานเพียงเอี้ยวตัวตามจังหวะท่วงท่าของเขาไม่กระทบแรง ไม่กระแทกกลับ แต่ก็หลบพ้นทุกทีไม่มีจังหวะไหนที่กระบี่ในฝักของเขาเคลื่อนไหว “สนมรักรำกระบี่งดงามที่สุด”
“ข้าไม่ใช่นางรำ!” หลิวชิงเซียงเอ่ยเสียงต่ำกระบี่ในมือนางฟาดหนักครั้งสุดท้าย หวังให้เขาหลุดจังหวะหากแต่โม่เหวินหานรับไว้ด้วยสันดาบ เสียงกระบี่กระทบกันดังแล้วหยุดนิ่งในอากาศนางใช้แรงทั้งหมดก็ฝ่าปราการนี้ไม่ได้สุดท้ายจึงต้องกระโดดถอยออกไปเอง
“ข้าไม่เล่น” เสียงหลิวชิงเซียงสะบัดลดกระบี่ลงข้างตัว“หยุดหยอกข้าเสียที!”
บุรุษในชุดมรกตทองหัวเราะเบาๆแล้วยกมือขึ้นอย่างยอมแพ้ “เช่นนั้นเรายอมแพ้แล้ว..เจ้าชนะ”
“ข้าไม่ชนะ!” หญิงสาวตะโกนเบาๆ กลั้นหอบสีหน้าแดงก่ำ “ท่านยังไม่ได้เริ่มสู้ด้วยซ้ำ!” ก่อนจะพุ่งเข้าไปอีกรอบท่าที่ฟันซ้ำกลับถูกเบี่ยงเฉียดปลายแขนเสื้ออีกฝ่ายไปเพียงครึ่งนิ้ว เขาเอียงตัวหลบพริบตาคล้ายหยอกเย้าเสียมากกว่าต่อสู้ กระทั่งกระบี่ในมือหลิวชิงเซียงหยุดกึกนางหายใจแรง นัยน์ตาวาวโรจน์คล้ายไฟลุกลาม เขาไม่หยุดหยอกนางเสียที..เอาแต่ตั้งรับไม่ลงมือ
โม่เหวินหานยกมือสองข้างขึ้นระดับอกคลี่ยิ้มกว้างยอมแพ้ “ก็สู้ไม่ได้จริงๆสนมรักของเราเก่งเสียจนเราต้านไม่อยู่”
หลิวชิงเซียงแทบพ่นลมหายใจแรงนางกัดฟันแน่น ดวงหน้าแดงเรื่อจากทั้งการต่อสู้ฝ่ายเดียวและโทสะ “ถ้าอย่างนั้นข้าต้องทำอย่างไรท่านจึงจะจริงจัง?”
โม่เหวินหานหัวเราะในลำคอดวงตาสีดำล้ำลึกสบประสานกับสายตานางเหมือนดาบที่จะแทงทะลุใจไร้แววหยอกเย้าจากแต่ก่อน เพราะเขาก็รู้ดีว่าถ้ายังแสร้งต่อไปจะเป็นการหยามหน้านางจึงเอ่ยตามจริง “เราก็กำลังพยายามอยู่..พยายามไม่เผลอทำร้ายเจ้า”
คำพูดที่เปล่งออกมาด้วยความนุ่มนวลแต่กลับคมเฉือนเหมือนคมกระบี่ หลิวชิงเซียงนิ่งไปชั่วอึดใจความรู้สึกถูกท้าทายพลันก่อขึ้นดั่งไฟในทรวง แม้แต่ตอนอยู่ที่เผ่าซาเฟิงนางยังเคยประลองเอาชนะนักรบระดับหัวหน้าหมู่ได้แต่ครั้งนี้กลับไม่อาจแตะปลายชายเสื้อของเขา
สตรีแห่งเผ่าทะเลทรายสูดลมหายใจลึกกัดฟันแน่นยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ในแววตานั้นยังคงมีประกายแกร่งดั่งเหล็กไม่ยอมมลาย“ถึงข้าจะแพ้ท่านวันนี้ก็หาได้หมายความว่าข้าจะแพ้ตลอดไป” เสียงนางกล่าวเรียบแต่มั่นใจจากก้นบึ้งหัวใจเพราะคนตรงหน้าเก่งไปต่างหาก! นางจะต้องฝึกฝนให้มากขึ้น!
จากนั้นนางหันไปที่ราวอาวุธหยิบธนูไม้จันทน์ดำขึ้นมา ท่ามกลางสายตาแห่งความสงสัยของบุรุษตรงหน้านางคว้าลูกธนูขึ้นรวดเร็วปรายตากลับมา “เช่นนั้น..มาประลองธนูเป็นอย่างสุดท้ายก็แล้วกัน”
เสียงสายธนูดีดลั่นเพิ่งเงียบไปเมื่อปลายลูกเกาทัณฑ์ปักแน่นบนต้นไผ่กลางลานฝึกทว่าบรรยากาศยังตรึงแน่น สตรีผู้หนึ่งซึ่งยืนยืดอกมั่นคงอยู่ตรงกลางสนามฝึกใบหน้าเรียวผุดผ่องยิ่งเมื่อเงาแดดทอดผ่านริมฝีปากแนบสนิททว่าดวงตากลับนิ่งเปล่งประกาย
หลิวชิงเซียงลดธนูลงช้าๆก่อนจะเหลือบมองเงาบุรุษตรงหน้า ร่างสูงในอาภรณ์ดิ้นทองยังไม่ขยับแม้แต่น้อย
“ข้าของใช้การประลองนี้เป็นการเดิมพัน..ท่านจะยอมเดิมพันหรือไม่?” น้ำเสียงของหลิวชิงเซียงเอ่ยเรียบตรงไปตรงไปไม่ต่างจากสายธนู
โม่เหวินหานเลิกคิ้วพลางยิ้มเจือจางรอยยิ้มนั้นมิใช่เยาะเย้ย หากเป็นการเชื้อเชิญที่ซ่อนความพอใจ “เจ้าคิดจะเดิมพันอะไรเล่า?”
“ดอกแรก..” นางกล่าวพลางง้างสายธนูช้าๆเสียงเนื้อไม้เคลื่อนไหวเบาแผ่ว “ใครชนะจะมีสิทธิ์เหนือชีวิตตนเอง”
สายลมเหมือนเงียบไปครู่หนึ่งหลี่ต้ากงที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับกลืนน้ำลายลงคอแต่โม่เหวินหานกลับพยักหน้าเพียงเบาๆ “มีดอกแรก..เช่นนั้นดอกที่สองล่ะ มีสิทธิ์เหนือชีวิตตนเองคงไม่พอจะได้รับป้ายอาญาสิทธิ์ทองมีอำนาจขออภัยโทษดีหรือไม่?” ที่เขาเอ่ยเช่นนี้เพราะรู้ความหมายแฝงของหญิงสาวตั้งแต่ในความคิดนางมีแต่จะทำเพื่อเผ่าและหลี่เสวี่ย
หลิวชิงเซียงได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้ายอมตกลงแม้สีหน้ายังคงนิ่งเฉยไม่บ่งอารมณ์นัก แต่ในใจกลับโลดแล่น พลันคิดได้อีกข้อ “ถ้าเช่นนั้นดอกที่สามผู้ชนะมีสิทธิ์ที่จะเลือกไปที่ใดอยู่ที่ใดก็ได้ตามใจตน” กล่าวจบหลิวชิงเซียงก็ยิ้มบางๆดวงตาคู่นั้นมีแววประกายเจิดจ้า จนเผลอหลงลืมหากถ้าแพ้..
ส่วนอีกบุรุษที่รับปากประลองพลันแววตาหม่นแสงขบกรามแน่นหลังเอ่ยตอบเพียงคำเดียว“ได้”
กลางสนามมีการนำไหดินปั้นเคลือบเงาสูงระดับอกมาตั้งเรียงเป็นเป้าสามใบวางเรียงห่างออกจากกันประมาณสามก้าวยาวตามขนาดมาตรฐานการประลองธนูของทัพหลวงไหทั้งสามตั้งอยู่เหนือแท่นหิน ปลายคันธนูเงาวาวสะท้อนแดดยามบ่ายจนดูราวเปลวเพลิง
ดอกที่หนึ่งหลิวชิงเซียงเป็นฝ่ายขึ้นสายก่อน นางยกคันธนูขึ้น ง้างสายด้วยมือขวาที่นิ่งสงบดุจขุนเขาปลายนิ้วของนางและสายตาทอดมองไปยังไหใบแรกด้วยสมาธิแน่วแน่ สายธนูตึงเปรี๊ยะ
เสียงเถาะ! ดังขึ้นลูกธนูพุ่งออกจากคันแหวกอากาศอย่างรวดเร็วตรงเข้าเฉียดไหดินก่อนปักแน่นอยู่กลางปากไหพอดีเศษดินบางส่วนปลิวกระเซ็นด้วยแรงลมต้าน กระนั้นตัวไหยังไม่บุบสลายก่อนโม่เหวินหานจะก้าวขึ้นบ้าง ชายหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทางเปลี่ยนแปลงใดอิริยาบถเรียบเฉยคงเดิม เขายกคันธนูขึ้นง้างสายด้วยมือที่ดูสั่นไหวเล็กน้อยแต่เมื่อสายธนูตึงก็เกิดเสียงสะเทือนในอากาศ ลูกเกาทัณฑ์พุ่งไปชนขอบไหฉึกหนึ่งปักที่ข้างปากไหเฉียดนิดเดียว ไม่ถึงใจกลางเหมือนของหญิงสาว
หลิวชิงเซียงขยับมุมปากน้อยๆแทบไม่ยิ้ม แต่ลึกในใจกลับเต้นระรัว ถึงจะดูใกล้เคียงแต่ตำแหน่งศูนย์กลางที่ตนยิงได้นั้นแม่นกว่า แม้จะไม่มากก็ยังชนะอยู่ดีชีวิตนางมีตัวเองเป็นเจ้าของแล้ว!
ดอกที่สองครั้งนี้เขาเป็นฝ่ายยิงก่อนธนูของโม่เหวินหานพุ่งเข้าใส่ไหใบกลางด้วยท่วงท่ารวดเร็วกว่าเดิมแรงดีดกระแทกทำให้ไหไหวเล็กน้อย ลูกธนูปักใกล้คอไหใกล้ตำแหน่งเดิมของนางจากไหใบที่แล้ว
หลิวชิงเซียงไม่รอช้าง้างสายตามติด ดวงตากลมโตแนบแน่นกับเส้นสายศูนย์กลาง เปรี๊ยะ! ลูกเกาทัณฑ์ปักชิดกลางไหกว่าเล็กน้อยแต่พอจะทิ้งระยะห่างให้เห็นชัดว่าแม่นกว่า หัวใจของนางพลันเต้นระรัวมุมปากยกขึ้นด้วยความพอใจ แต่ก็รีบเก็บอาการไว้ ชัยชนะที่ยังไม่หมดสิ้นยังเหลือให้เก็บอีกหนึ่ง
“สองดอกแล้วนะเพคะ” นางเอ่ยเรียบแต่น้ำเสียงแฝงด้วยความท้าทาย
“อืม..” ชายหนุ่มพยักหน้า “ดอกที่สาม ดอกสุดท้ายสินะ..”
ดอกที่สามหลิวชิงเซียงกลับมาเริ่มก่อนอีกครั้งนางสูดลมหายใจยาวลมหายใจที่เต็มไปด้วยความมั่นใจแบบที่นางไม่เคยรู้สึกในยามใช้กระบี่หรือดาบแม้ในการต่อสู้อาวุธระยะประชิดจะไม่อาจแตะชายเสื้อเขาได้แต่หากเป็นการยิงธนูนางเชื่อมั่นว่ามือของตนเหนือกว่ายอดนักรบในเผ่าทุกคน
นางก้าวเท้าขึ้นหน้ายกคันธนูอย่างตั้งใจง้างสายสุดแรง กล้ามเนื้อที่ต้นแขนเกร็งแน่น ดวงตาสีเข้มทอดมองไหสุดท้ายเสียงลมหายใจเงียบสนิทแล้วนางก็ปล่อยศร
เสี้ยวลมหายใจเดียวเท่านั้นขณะที่ลูกธนูของหลิวชิงเซียงพุ่งออกจากสายคันศรอีกเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นทันที
เถาะ! เถาะ!
ลูกธนูสองดอกออกห่างกันเพียงลมหายใจเดียวแล้วจู่ๆ ลูกธนูของโม่เหวินหานก็พุ่งกลางลูกธนูนาง กระแทกกลางลำจนปลิวออกจากวิถีเส้นทางเปลี่ยน พลาดเป้าในบัดดลหากลูกธนูของเขากลับพุ่งแทรกเข้าไปปักแน่นกลางปากไหสุดท้ายแทน
หลิวชิงเซียงเบิกตากว้างสายตาสะท้อนภาพลูกธนูที่หลุดวิถีของตนเองร่วงลงพื้นข้างแท่นหินพร้อมความเงียบงันที่บาดลึกยิ่งกว่าการต่อสู้ก่อนหน้าเงาร่างของโม่เหวินหานยืนอยู่กลางแสงตะวันสายตาสีดำลุ่มลึกคู่นั้นทอดมองมาอย่างนิ่งสงบ ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบบัดนี้คล้ายเผยความจริงออกมาเสียที
การยิงเกาทัณฑ์ให้ปลิดเกาทัณฑ์ผู้อื่นกลางอากาศเช่นนี้นางเคยได้ยินว่า..เป็นศาสตร์อันซับซ้อนในหมู่ขุนพลระดับแม่ทัพใหญ่แม้กระทั่งบิดาของนางที่ถ่ายทอดวิชาให้ยังกล่าวว่ายากยิ่งมีกล่าวถึงในตำราประวัติศึกสงครามเท่านั้นไม่เคยได้พานพบผู้มากความสามารถเช่นนั้นมาก่อน แต่วันนี้ไม่คิดว่าจะได้เห็นกับตา
ชายผู้นี้..เป็นฮ่องเต้เขาควรจะยุ่งอยู่กับราชการ ควรจะว่าราชการ ฟังฎีกา ทรงพระอักษรแต่นี่ทั้งยังรู้วรยุทธ์เชี่ยวชาญเหนือสามัญทำเหมือนว่าเขาราวกับมีเวลาเป็นห้วงอนันต์ เขาไปฝึกเช่นนี้จากที่ใด? เมื่อใด?
ระหว่างที่นางกำลังตะลึงนั้นเสียงของเขาก็ดังขึ้นเบาๆ เรียกสติหญิงสาวกลับมา “ขอบคุณอาชิงที่ออมมือและ..” น้ำเสียงเรียบนิ่งนั้นเหมือนจะคล้ายคำปลอบแต่ดวงตากลับทอประกายจริงจัง “เลือกที่จะอยู่เคียงข้างเราเสมอไป”