บทที่ 17
หาไม่พบ
ข่าวคราวการหายตัวไปของจิ่วเหรินนั้น แพร่กระจายไปถึงไป๋หลี่และเผ่าเทพ ต่างร้อนรนจนแม่ทัพกู้เยี่ยและท่านตี้หวั่งิต้องเดินทางมาที่ป่าเค่ออี้ ส่วนไป๋หลี่เองก็กลับมาด้วยเช่นกัน
สีหน้าของซ่งจื้อเคร่งเครียดเงียบขรึม หลังออกตามหาจิ่วเหรินสามวันสามคืนแล้วก็ยังไม่พบ
“คาราวะท่านตี้หวั่งิ”
“ไม่ต้องมากพิธีนัก บอกข้ามาว่ามันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้น!”
ยังไม่ทันที่จะนั่งลงบนเก้าอี้ให้เรียบร้อย ท่านตี้หวั่งิก็เอ่ยถามผู้เป็ศิษย์อย่างร้อนใจ หลานสาวเพียงคนเดียวของเสิ่นซ่างฉือหายตัวไป นับว่าเป็เื่ใหญ่โตอยู่มากโข
ไป๋หลี่วิ่งกระหืดกระหอบมาด้วยความร้อนรน ด้านหลังมีหย่งฉีและซูลี่ที่สะอึกสะอื้นตามมาด้วย
“ท่านอาจารย์!”
“ไป๋หลี่”
“สหายของข้า น..นางอยู่ที่ใดหรือ? มีผู้ใดพบเจอนางหรือยัง?”
“สงบใจก่อนไป๋หลี่ ตอนนี้ต้องฟังท่านพี่ซ่งเล่าเื่ราวก่อน เ้ารีบมานั่งพักเสีย” แม่ทัพกู้เยี่ยเอ่ยเรียกศิษย์ของท่านตี้หวั่งิให้มานั่งข้างตน ในตอนนี้นั้นทุกคนต่างก็อยากฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“ในคืนนั้นมีผู้มาบุกรุกนอกชายป่าเค่ออี้ ข้าและจิ่วเหรินรวมถึงหวงหลง ออกไปสังเกตการณ์”
“...”
“แต่แล้วกลุ่มคนพวกนั้นก็บุกมาทำร้ายพวกภูติ หนึ่งในกลุ่มนั้นพาตัวจิ่วเหรินไป”
“ผู้ใดเ้าคะศิษย์พี่!!”
ไป๋หลี่เอ่ยถามโดยไม่สนใจที่จะฟังต่อ แม้ใจนางจะเชื่อในสังหรณ์ของตนไปแล้วก็ตาม
“เผ่าปีศาจ”
“หะ!”
“ข้าต่อสู้กับพวกมันเพื่อช่วยภูติที่โดนจับตัว เมื่อพวกมันตายข้าจึงรู้ว่าเป็เผ่าปีศาจ”
“ป..เป็เขา”
เซียนสาวพูดเสียงพึมพำ ั์ตาสั่นไหวคล้ายคนจะร้องไห้ จิ่วเหรินอยู่ในมือซือเหยียนนับว่าเป็อันตรายเสียยิ่งกว่าอยู่ในมือของผู้อื่น เขาคือผู้ที่รู้ความลับของนาง
“ข้าออกตามหาจิ่วเหรินสามวันสามคืนโดยไม่พัก แต่กลับไร้วี่แววราวกับหายไปในอากาศ”
ซ่งจื้อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเครียดจัด แม้จะใช้พลังของสัตว์เทพทั้งสี่ในการค้นหา หรือสัตว์เวทย์ที่สามารถจับพลังของคนผู้นั้นได้ กลับสูญเปล่าเสียทั้งหมด
“เผ่าปีศาจ!! พวกมันกล้ามาก!!!”
แม่ทัพกู้เยี่ยถึงกับอารมณ์คุกกรุ่น เขาอยากเอาหอกแทงหัวพวกมันเรียงตัว ไม่มีทางเลยที่เผ่าปีศาจจะกลับตัวกลับใจ มาจนถึงตอนนี้มันย่ามใจจับเซียนที่ไม่รู้เื่รู้ราวไป
“แล้วเหตุใดมันจึงเลือกจิ่วเหริน”
“!!!”
“ก่อนที่มันจะพาตัวจิ่วเหรินไป ข้าได้ยินมันพูดว่า ในที่สุดก็หาเจอจนได้” ซ่งจื้อตอบกลับ
“เ้ารู้หรือไม่ไป๋หลี่ สหายเ้าเล่าอะไรบ้างไหม?”
“ม..ไม่เลยเ้าค่ะ”
นางรีบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้นางตั้งใจจะพาจิ่วเหรินไปหาเคล็ดวิชา แต่ไม่คิดเลยว่าซือเหยียนจะกระทำการบ้าคลั่งเช่นนี้
“อย่างไรก็ต้องหานางให้พบ ส่งคนไปสืบที่เผ่าปีศาจด้วย”
“ข้าไปเอง!”
“ท..ท่านแม่ทัพ...”
ไป๋หลี่ไม่อยากให้ฝ่ายเราพบกับซือเหยียน ไม่เช่นนั้นมันจะนำพาความเดือดร้อนมาอีกหน ทว่านางก็ห่วงสหายเกินกว่าจะปล่อยได้ หนทางเดียวของนางในตอนนี้คือต้องตามติดแม่ทัพกู้เยี่ย
“ข้าก็จะไปกับท่านแม่ทัพด้วย!”
“เ้าจะบ้ารึ? มันอันตรายเกินไป” แม่ทัพกู้เยี่ยเอ่ยเสียงห้วน
“จิ่วเหรินนางเป็สหายของข้า และอีกอย่างข้าก็คือธิดาของเทพา ไม่มีสิ่งใดต้องหวั่นเกรง”
“ไป๋หลี่!”
“เอาเถอะแม่ทัพกู้เยี่ย เ้าก็ให้นางตามไปด้วยนั่นแหละ ไปสองย่อมดีกว่าหนึ่ง”
ท่านตี้หวั่งิตัดบทเสร็จสรรพไม่รอให้แย้ง ก่อนจะให้ซ่งจื้อพาตนไปพบกับสัตว์เทพทั้งสี่ เพื่อหารือเื่การตามหาจิ่วเหริน
“บอกเลยว่าเ้าไม่ควรเอาตัวเองไปเสี่ยง อย่างน้อยนี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่บิดาของเ้าหวัง”
“แต่นางคือสหายข้า เป็อีกครึ่งชีวิตของข้า”
“เื่นั้นข้าก็ไม่เถียงไป๋หลี่ เผ่าปีศาจอันตรายกว่าที่เ้าคิด”
“เื่ที่ท่านพูดข้าก็ไม่เถียงเช่นกัน แต่สหายของข้านั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด” ไป๋หลี่กล่าวจบก็เดินออกไปทันที ทิ้งแม่ทัพกู้เยี่ยที่ยืนถอนหายใจยกมือกุมขมับตนเอง
ท่านตี้หวั่งิมาพบเจอจตุรทิศสัตว์เทพในรอบหลายปี นานมากแล้วที่ไม่ได้มีโอกาสมาพูดคุย
“คาราวะท่านตี้หวั่งิ”
สัตว์เทพทั้งสี่ทำความเคารพเซียนเทพที่อยู่เบื้องหน้าของตน ตี้หวั่งิโบกมือพลางไปนั่งที่โต๊ะ โดยมีซ่งจื้อคอยรินชาให้
“มีโอกาสที่จะพบเจอจิ่วเหรินหรือไม่?”
“มันแปลกมากที่นางจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย” หวงหลงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีครุ่นคิด ขนาดที่พลังของสัตว์เทพทั้งสี่รวมกันก็ยังหาตัวนางไม่เจอ
“หรือนางจะอยู่ที่เผ่าปีศาจกัน” ท่านตี้หวั่งิเอ่ยขึ้นบ้าง
“ข้าว่าไม่น่าใช่ ข้าจับพลังของนางได้ที่สุดท้ายคือเขาคุนหลาง ไกลจากป่าเค่ออี้ไปอยู่พอสมควร ก่อนที่ข้าจะไม่พบเจอสิ่งใดอีกเลย”
“เขาคุนหลาง? ที่นั่นมีอะไรนอกจากเหว”
ท่านตี้หวั่งิพูดขึ้นขณะยกชาขึ้นจิบ สมัยที่ยังเป็เทพเขาก็ชอบไปดูวิวแถวนั้นเพราะมันงดงาม นอกจากหุบเหวลึกแล้วก็เป็ที่กว้างโล่ง นางจะไปหลบซ่อนตรงส่วนไหนได้อีก
“หากว่านางตกเหวลงไป..”
“เหลวไหลน่าจูเชว่! อย่าพูดอะไรที่มันดูสิ้นคิดออกมา” เสวียนอู่เอ่ยปรามน้องสามพญาหงส์
“ข้าก็แค่คาดเดาเท่านั้นพี่รอง อีกอย่างเื่เล่าพวกนั้นอาจมีจริงก็ได้”
“จูเชว่!!!”
“เื่เล่าอะไรรึ?” ซ่งจื้อนึกอยากรู้ขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเป็เพราะมันหมดหนทางแล้วหรอก แต่จูเชว่ผู้นี้มักพูดแต่เื่ที่ผู้อื่นฟังแล้วคิดว่าเขาเพี้ยน ซ่งจื้อคิดว่ามันอาจมีประโยชน์ก็ได้
“ท่านอย่าไปสนใจเขานักเลย”
“ฟังหน่อยก็ดี”
กลายเป็ทั้งท่านตี้หวั่งิและซ่งจื้อเกิดอยากฟังขึ้นมา เสวียนอู่ถอนหายใจอย่างปลงตก
“ก็เื่ที่ว่าใต้เหวนั้นมีอีกดินแดนหนึ่ง เป็ดินแดนลึกลับของเผ่าโบราณฝูถู”
“หือ..”
“ข้าก็หาอ่านตำรากับฟังเขาเล่ามาอีกที”
“เผ่าโบราณฝูถูอย่างนั้นหรือ? ข้าเคยได้ยินเื่พวกนี้อยู่เหมือนกัน” ท่านตี้หวั่งิพูดขึ้น
“พวกเขามีอยู่จริงอย่างนั้นรึ?”
ซ่งจื้อเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง ด้วยคิดว่าเื่นี้เป็เพียงเื่เล่าทั่วไป ทว่าเมื่อท่านตี้หวั่งิกล่าวว่าตนเองเคยได้ยินเหมือนกัน ทำให้ทุกคนเริ่มกลับมาสนใจอีกครั้ง
“ผู้ที่ให้กำเนิดวิหคสีชาด ก็คือเผ่าโบราณฝูถู”
“หา!”
“ว่ากันว่าพวกเขามีชีวิตเป็ะ ซ่อนตัวจากโลกภายนอก มีพลังของวิหคเทพคอยดูแลรักษา แต่ตัวของข้าเองนั้นก็ไม่เคยพบเจอวิหคเทพสักครั้ง”
“แล้วเขาให้กำเนิดวิหคสีชาดได้อย่างไร?”
จูเชว่เอ่ยถามขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ เื่ที่อ่านมาก็ไม่ได้บอกละเอียดขนาดนั้น
“ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัดนักหรอก เคยได้ยินมาเหมือนกันว่า วิหคเทพมีลูกกับประมุขหญิงเผ่าฝูถู ลูกของพวกเขาทั้งสองนั้นเมื่อลืมตาดูโลก ก็พลิกฟื้นความแห้งแล้งให้กลับมางอกเงย ทวยเทพต่างบอกว่าลูกของเขาคือพรที่์มอบให้ และขนานนามว่า วิหคสีชาด ผู้มีโลหิตวิเศษที่คอยพลิกฟื้นคืนทุกสิ่งได้ดังใจปรารถนา”
“อย่าบอกนะว่าจิ่วเหริน..”
“เอาอีกแล้วจูเชว่!”
“หากจิ่วเหรินหายไปในดินแดนเผ่าฝูถูจริง โอกาสที่จะเจอนางก็ลืมไปได้เลย”
“ทำไมรึท่าน?”
ซ่งจื้อเริ่มเป็กังวลเมื่อได้ฟังท่านตี้หวั่งิพูด จิ่วเหรินนั้นเป็เพียงสตรีคนหนึ่ง นางไม่อาจเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์เมื่อมีภัย
“เผ่านั้นไม่อยู่ในโลกของเราด้วยซ้ำ การที่หายไปในนั้นก็เท่ากับไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว”
“หา!!!”
“แต่จงวางใจเถิดว่านางจะปลอดภัย มีเพียงเสิ่นซ่างฉือเท่านั้นที่เคยพบกับวิหคเทพ และนางก็เป็สายเืของเขา พวกเราต้องตามหานางให้พบก่อนที่จะปักใจเชื่อว่านางหายไปในดินแดนนั้นจริง”
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด