ตอนที่ 112 ศาสตราจารย์บาร์เร็ต
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
วิทยานิพนธ์ของเมอร์ลินถูกเขียนเสร็จอย่างรวดเร็ว แม้แต่เมอร์ลินเองก็ไม่คิดว่าการเขียนวิทยานิพนธ์จะง่ายดายขนาดนี้
ทว่าตอนนั้นเมอร์ลินก็ส่ายศีรษะไปมา
“ยังไงก็ตามฉันไม่รู้ว่ามันจะผ่านการพิชญพิจารณ์หรือเปล่า ฉันไม่ควรมั่นใจมากขนาดนั้น” เมอร์ลินกล่าวกับตัวเอง
แม้เขาจะมีความมั่นใจในความรู้ของตนเอง แต่ในโลกวิชาการการสร้างงานขึ้นมา ต่อให้มันยิ่งใหญ่แค่ไหน หากมันไม่ได้รับการยอมรับ มันก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า
เมอร์ลินอ่านหนังสือชีวประวัติคนดังมาไม่น้อย มันยังมีกรณีของคนดังที่มีชื่อเสียงหลังตาย
เช่นศิลปินชื่อดังหลังยุคฟื้นฟูศิลปะ ศิลปินส่วนใหญ่จะสร้างศิลปะตามขนบ นั่นคือสร้างงานที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า เทพเจ้า หรือตำนานโบราณ แต่มีศิลปินกลุ่มหนึ่งเริ่มปฏิวัติสร้างศิลปะแบบใหม่ขึ้นมา โดยที่ชิ้นงานไม่ได้แนบเนียนสมส่วนเหมือนศิลปินยุคก่อน
แน่นอนว่าช่วงแรกไม่ได้ยอมรับจากสังคม แต่เมื่อคนรุ่นต่อมาพิจารณาชิ้นงานศิลปะอย่างแท้จริงก็เห็นความหมายที่ลึกซึ้งข้างในนั้น จึงเกิดเป็นศิลปะยุคใหม่ขึ้นมา
มีศิลปินคนหนึ่งที่ชื่อ “โนเน่” ที่ชอบวาดรูปสระบัว เขาเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ที่มีสระบัวและวาดภาพออกมามากมาย ตอนที่เขามีชีวิตอยู่ไม่มีใครสนใจภาพสระบัวของเขาเลย แต่เมื่อเขาตายไป ชิ้นงานของเขากลับโด่งดังขึ้นมาและกลายเป็นของสะสมที่หายาก
น่าเสียดายที่ตอนที่เขาอยู่ชิ้นงานของเขาไม่ได้รับการยอมรับ
วิทยานิพนธ์ของเมอร์ลินก็เช่นกัน เขาไม่สามารถผลิตผลงานออกมาแบบส่งๆ ได้ การเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียง งานที่ทำจะต้องได้รับการยอมรับเท่านั้น
ในเช้าวันต่อมาเมอร์ลินได้นำวิทยานิพนธ์ของเขาไปที่มหาวิทยาลัยและนัดพบกับเคลบี้เพื่อขอคำปรึกษา
“นายเขียนมันเสร็จแล้วหรอ?” เคลบี้มองวิทยานิพนธ์ของเมอร์ลินในมืออย่างอึ้งๆ
เขาพลิกอ่านมันอย่างรวดเร็วก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา
“ฉันไม่คิดเลยว่าเมื่อวานฉันบอกให้นายทำ นายก็ทำมันออกมาได้เลย” เคลบี้กล่าวด้วยความรู้สึกทึ่งๆ
“วิทยานิพนธ์ฉบับนี้อ่านแล้วทำความเข้าใจได้ง่ายมาก แม้แต่นักเวทอย่างฉันก็ยังเข้าใจการย่อสูตรเวทสายลมและใช้มันออกมาได้จริง ความจริงเมื่อวานฉันก็ลองใช้สูตรย่อของนายดูแล้ว มันทำให้ฉันใช้เวทจากคทาได้ง่ายมาก นายต้องส่งมันไปตีพิมพ์นิตยสารให้ได้นะ”
“ฉันมาหานายก็เพราะเรื่องนี้แหละ”
“นายต้องการให้ฉันช่วยอย่างนั้นหรอ?” เคลบี้ชี้ไปที่ตัวเอง
“ใช่ ฉันจะส่งมันไปที่นิตยสารเวทมนตร์ออโรร่าได้ยังไง?” เมอร์ลินตอบ
“ตอบตามตรงฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ถึงเทอมนี้ฉันจะลงเรียนวิชาเขียนวิทยานิพนธ์ แต่ฉันยังเรียนไม่ถึงการส่งวิทยานิพนธ์ให้นิตยสารพิจารณ์เลย” เคลบี้ตอบตามตรง
“แต่ฉันว่าศาสตราจารย์บาร์เร็ตช่วยนายเรื่องนี้ได้นะ เขาเป็นคนสอนวิชาที่ฉันเรียน ... แต่ความจริงนายสามารถถามศาสตราจารย์คนใดก็ได้ในมหาวิทยาลัยนะ แม้แต่พ่อของนายเองก็ด้วย”
เมอร์ลินเบิกตากว้างขึ้น
“ฉันลืมเรื่องนี้ไปได้ยังไง!”
เคลบี้เหลือกตามองบนแล้วมองเด็กอัจฉริยะตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ ทั้งๆ ที่เป็นลูกชายของมหาปราชญ์แท้ๆ แต่เรื่องเล็กๆ น้อยพวกนี้กลับไม่รู้
“ไหนๆ นายก็มาหาฉันแล้ว งั้นฉันจะพานายไปหาศาสตราจารย์บาร์เร็ตเลยก็แล้วกัน อย่างน้อยเขาก็สามารถช่วยตรวจวิทยานิพนธ์ของนายได้ ฉันว่าเขาต้องดีใจแน่ที่ได้เห็นวิทยานิพนธ์ที่ยอดเยี่ยมฉบับนี้” เคลบี้ชูวิทยานิพนธ์ขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม
จู่ๆ เมอร์ลินก็คิดอะไรขึ้นมาได้
‘เวทที่ฉันจะจารึกต่อไปควรเปลี่ยนเป็นเวทคัดลอกตัวหนังสือดีไหมนะ?’
เวทคัดลอกตัวหนังสือนั้นเป็นแค่เวทระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเมอร์ลินสามารถจารึกลงไปได้หากสร้างขุมพลังที่สี่ได้สำเร็จ
‘สำหรับเวทโจมตีนั้นฉันสามารถหาอาร์ติแฟคดีๆ สักชิ้นมาใช้งานก็ได้’
ยังไงเวทโจมตีระดับหนึ่งก็เป็นแค่ของเด็กเล่นเท่านั้น เมื่อเมอร์ลินตัดสินใจเดินในเส้นทางวิชาการอย่างจริงจัง เขาก็ควรมีเวทมนตร์ที่ใช้อำนวยความสะดวกด้านวิชาการ
ตอนนั้นเองเมอร์ลินก็ลอบเปลี่ยนแผนการจารึกเวทของตัวเองในใจ
เคลบี้พาเมอร์ลินไปห้องของศาสตราจารย์บาร์เร็ตที่อยู่ชั้นสี่ของอาคารเรียน
ชายหนุ่มเมื่อเห็นท่าทางเหม่อลอยของเด็กน้อย เขาก็จูงมือเมอร์ลินไปด้วย เพราะกลัวเจ้าเด็กคนนี้จะเลี้ยวผิดทางอีก
ตอนนั้นเองจู่ๆ เคลบี้ก็หยุดเดิน เมอร์ลินก็เหมือนจะรู้สึกตัวขึ้นมา
“ว่าแต่นายจับมือฉันทำไม?” เมอร์ลินรีบสะบัดมือออก
เคลบี้เหลือกตามองบนแล้วเอ่ย “ก็นายเล่นเหม่อขนาดนี้ ฉันก็กลัวนายจะชักช้า อีกอย่าง ...”
สายตาของเคลบี้จ้องไปที่ร่างกายของเมอร์ลิน
“อะไร?” เมอร์ลินอึดอัดกับสายตานี้จึงรีบเอ่ย
“นายไม่รู้ตัวเลยหรอว่านายใส่เสื้อกลับด้าน” เคลบี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่าย แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นอะไรแบบนี้
เมอร์ลินถึงกับหยุดชะงักแล้วเปลี่ยนสีหน้าเป็นเฉยเมยอย่างรวดเร็ว
“อ้อ ... เหรอ ...”
ร่างเล็กถอดเสื้อสูทสีดำของเขาออกมาแล้วกลับด้านใส่มันลงไปใหม่อย่างไม่มีอะไร
‘คนหล่ออย่างฉันต่อให้ใส่เสื้อกลับด้านก็ไม่สามารถกลบความเท่ของฉันได้หรอก’ เมอร์ลินคิดพร้อมกับเสยผมสีเงินที่เงางามไปด้านหลังด้วยใบหน้าที่เย็นชา
เขาทำมันอย่างเป็นธรรมชาติราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ทั้งๆ ที่ในใจเขากำลังอับอายก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคีพลุคทำเป็นไม่มีอะไรอยู่ดี
เคลบี้มองภาพนี้อย่างจนใจ
‘มิน่าล่ะใครๆ ถึงได้พูดว่าพวกอัจฉริยะมีแต่พวกที่ประหลาดๆ’ เคลบี้อดที่จะคิดในใจไม่ได้
“ไปกันเถอะ” เมอร์ลินเดินนำขึ้นไปทันที
“เดี๋ยวก่อน! นายรู้หรอว่าศาสตราจารย์บาร์เร็ตอยู่ห้องไหน?”
คำพูดของเคลบี้ทำให้เมอร์ลินหยุดชะงักอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับมาด้วยใบหน้าที่เฉยเมยแล้วพูดว่า “นายก็นำทางฉันไปสิ”
ท่าทางแบบนี้ทำให้เคลบี้ต้องข่มใจอยากจะทุบตีเจ้าเด็กแก่แดดนี่ซักที
ในที่สุดเคลบี้ก็มาเมอร์ลินไปถึงห้องของศาสตราจารย์บาร์เร็ต
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เคลบี้เคาะประตู ไม่นานก็มีเสียงปลดล็อกแล้วบานประตูก็เปิดออก
ชายชราผมขาวที่สวมแว่นตาอันใหญ่เงยหน้าขึ้นจากเอกสารที่กำลังอ่านอยู่ แล้วเสียงของเขาก็ถูกเอ่ยออกมา
“คุณเคลบี้มีธุระอะไร?”