ก้าวแรกของผู้ฝึกตน
“คิดสิ่งใดอยู่กันเ้าตัวแสบของแม่??”เย่วซินเอ่ยถามขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ในศาลาริมสระบัว ในขณะที่เ้าตัวเหม่อมองท้องฟ้าปลอดโปร่งซึ่งเป็เช่นนี้มาหลายวันแล้ว
“ข้าอยากเป็ผู้ฝึกตนขอรับท่านแม่”เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นเมื่อมารดานั่งตรงข้างๆตน
“เ้ารู้หรือไม่ว่าเอ่ยสิ่งใดออกมา??”เย่วซินได้ยินเ้าตัวแสบเอ่ยขึ้นจึงถามกลับให้คลายสงสัย เพราะนางจำได้ว่าหลังจากเหตุการณ์ที่เ้าตัวไม่สามารถปลุกพลังิญญาเมื่อตอนอายุครบเจ็ดปีในตอนนั้น บุตรของนางก็ไม่เคยเอ่ยถึงการฝึกตนอีกเลย อีกทั้งยังเอาแต่สนใจพวกตำราเรียนสมุนไพรต่างๆและศาสตร์ทั้งสี่ที่นางคอยสอนให้ด้วยตนเอง
“ข้ารู้ขอรับ...ได้โปรดสนับสนุนข้าด้วยท่านเเม่”เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาพร้อมกับคุกเข่าตรงหน้ามารดาของตนด้วยสายตามั่นคงแน่วแน่กับสิ่งที่เอ่ยขึ้น เมื่อนางได้เห็นท่าทางที่เ้าตัวแสบคุกเข่ายืดตัวตรงใบหน้าจริงจังก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆบุตรของนางเข้าสู่ร่างเ้าแมวดื้อไปเสียแล้วตอนนี้จะกล่าวห้ามอะไรคงไม่ทันเพราะเ้าตัวคงใช้เวลาหลายวันคิดตัดสินใจถี่ถ้วนดีแล้วจึงเอ่ยออกมา
“เ้ารู้หรือไม่ว่าทั่วแผ่นดินทุกแคว้นนั้นต่างมีทั้งผู้คนธรรมดาและผู้ฝึกตนที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอย่างสงบสุข แต่ก็มีผู้ฝึกตนบางคนที่ทะนงตัวว่าตนนั้นแข็งแกร่งเที่ยวไล่ข่มแหงรังแกคนธรรมดาจนต้องให้หน่วยพิทักษ์เข้ามาคอยตรวจสอบอยู่เสมอ อีกทั้งการปลุกพลังิญญานั้นสามารถทำได้ไม่มีการปิดกั้นโอกาสทั้งคนธรรมดาและลูกหลานของผู้ฝึกตนแต่สุดท้ายก็ใช่ว่าจะสำเร็จเป็ไปตามดั่งใจหวัง”
"โดยปกติเเล้วการปลุกพลังิญญาจำเป็ต้องทำพิธีใน่อายุเจ็ดปีจึงจะดีที่สุดเเละต้องไม่เกินอายุสิบห้าปี เพราะหากว่ายิ่งมีอายุมากขึ้นความบริสุทธิ์ของปราณธาตุต้นกำเนิดก็จะยิ่งลดลงตามไปด้วย อีกทั้งหากทำพิธีการปลุกพลังิญญาใน่อายุที่มากขึ้นเท่าใด ความเ็ปในขณะนั้นก้จะทวีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ปีนี้เ้าอายุสิบสี่ปีเเล้วซึ่งเกือบถึงเกณฑ์กำหนดในการปลุกลพลังิญญาเเล้วเ้าจักทนไหวได้หรือไม่เล่า?"เยว่ซินอธิบายออกมาให้เด็กหนุ่มได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น
“หากว่าข้าทำสำเร็จแล้วกลายเป็ผู้ฝึกตนที่มีความแข็งแกร่งเหนือคนทั่วไปสามารถปกป้องตัวเองและดูแลท่านแม่ได้ ต่อให้จักต้องพบเจอความเ็ปหรืออุปสรรคเพียงใดข้าก็จักน้อมรับขอรับ...”หนิงอ้ายเอ่ยตอบกลับมารดาด้วยความมั่นใจเพราะว่าในโลกเดิมนั้นเขาเป็คนที่เรียนรู้ไวคนหนึ่ง ไหนจะการศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ที่ตนเชี่ยวชาญทุกแขนงที่ไม่รวมกับพลังจิตจากโลกเดิมที่ยังตามมาในโลกนี้อีก สำหรับการเข้าสู่วิถีผู้ฝึกตนแค่นี้เขาทำได้อยู่แล้ว ส่วนพวกอาวุธลับค่อยร่างแบบแล้วจ้างให้ร้านอาวุธทำให้ก็ได้เช่นกัน
พรึบ!
เมื่อเยว่ซินฟังจบและตัดสินใจว่าจะสนับสนุนบุตรชายของตน...ทันใดนั้นด้านหลังของนางก็ปรากฎวงแหวนสีเขียวซ้อนกันสองวงแหวนทันที หนิงอ้ายนั้นทั้งใและแปลกใจไม่น้อยเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันเหนือจินตนาการที่เขาคิดไปเสียอีกโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ
“ระดับพลังิญญาของแม่ในตอนนี้คือระดับจักรพรรดิขั้นสูง โดยปกติแล้วการแบ่งระดับของพลังิญญาจะมีทั้งหมดเก้าระดับซึ่งแต่ละระดับมีสองขั้นความแข็งแกร่งนั่นคือขั้นสามัญกับขั้นสูง โดยที่จะปรากฎสัญลักษณ์เป็วงแหวนิญญาซึ่งวงแรกนั้นแทนขั้นสามัญและสองวงซ้อนกันนั้นจะแทนเป็ขั้นสูงเช่นนี้...”เมื่อกล่าวจบบริเวณโดยรอบดังกล่าวปรากฎหมอกหนาสีขาวฟุ้งไปทั่ว บรรยากาศหนาวเย็นหิมะพัดปลิวตกกระทบผิวแต่ทว่าในพริบตาทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็หายไปเหมือนไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้น หนิงอ้ายที่ตอนนี้รู้สึกเหมือนว่าศรีษะของตัวเองถูกทุบเข้าอย่างจังใบหน้าเหรอหรามองไปทางมารดาคล้ายกับ้าให้อธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้
“นอกจากที่ผู้ฝึกตนจะแบ่งระดับขั้นพลังเพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่งแล้วในร่างกายของผู้ฝึกตนหรือแม้กระทั่งคนธรรมดาก็จะประกอบไปด้วยปราณธาตุดิน,ปราณธาตุน้ำ,ปราณธาตุลม,ปราณธาตุไฟเป็สี่ธาตุพื้นฐาน อย่างที่เ้ารู้อีกทั้งยังมีสองธาตุพิเศษที่สืบทอดจากเชื้อสายกษัตริย์เท่านั้นบ้างก็ว่ายังมีอีกหนึ่งปราณธาตุพิเศษที่ไม่พบเจอมานานแล้ว และยังมีสองปราณธาตุในตำนานเช่นกันที่มีการบันทึกไว้โดยที่ผู้ฝึกตนจะสามารถใช้ได้สูงสุดเพียงสองปราณธาตุเท่านั้น ซึ่งทั้งสองปราณธาตุที่สามารถใช้ได้ว่ากันว่าเป็ปราณธาตุที่ได้รับสืบทอดมาจากทางฝั่งบิดาและจากฝั่งมารดา...”เย่วซินได้ค่อยๆอธิบายให้เ้าตัวแสบให้เข้าใจด้วยความใจเย็นเปรียบดังอาจารย์ที่กำลังสั่งสอนลูกศิษย์
วูบ!
พริบตานั้นเหนืออุ้งมือซ้ายของเยว่ซินปรากฎเป็ดวงไฟสีฟ้าอ่อนมีคลื่นน้ำเเเผ่ออกมาเป็ระยะ ขณะเดียวกันเหนืออุ้งมือขวาปรากฎเป็ดวงไฟสีเขียวอ่อนโดยมีสายลมอ่อนพัดวนไปโดยรอบฝ่ามือ
“นี่คือทั้งสองพลังปราณธาตุ...อย่างที่เ้าเห็นแม่สามารถใช้ได้ทั้งปราณธาตุน้ำและปราณธาตุลมซึ่งทั้งสองต่างเป็ปราณธาตุที่เกื้อกูลกัน เมื่อหลอมรวมกันแล้วจะปรากฎเป็ปราณธาตุใหม่นั่นคือปราณธาตุน้ำแข็งที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างและทำให้อากาศโดยรอบลดลง เป็ห้วงสภาวะเหมันต์หรือหากรวบรวมพลังและควบคุมปราณธาตุได้อย่างเชี่ยวชาญก็สามารถสร้างเป็อาวุธได้...แต่อย่างไรแล้วก็ใช่ว่าทุกปราณธาตุจะเกื้อกูลกันเสมอไปเพราะในบางครั้งผู้ถือครองสองปราณธาตุบางคนก็หักล้างกันจนทำร้ายผู้ถือครองเสียเองก็มีให้เห็น...”
“อย่างไรก็ตามแต่...ใช่ว่าทุกคนที่จะโชคดีสามารถใช้ถึงสองปราณธาตุได้เพราะถึงแม้ว่าจะได้รับปราณาตุจากฝั่งบิดามารดาของตนก็จริงแต่หากเกิดความไม่สมดุลกันก็จะสามารถใช้ได้เพียงแค่ปราณธาตุเดียวเท่านั้นที่เป็พลังธาตุหลัก ส่วนอีกหนึ่งนั้นจะกลายเป็ปราณธาตุรองที่ต้องอาศัยโอสถระดับสูงหรือกระดูกิญญาเพื่อปลุกกระตุ้นให้สามารถใช้งานได้ไม่ต่างกับปราณธาตุหลัก...”
“นอกจากนี้แล้วผู้ฝึกตนยังสามารถดูดซับผลึกปราณธาตุและใช้กระดูกิญญาของสัตว์อสูรเพื่อประสานเข้ากับร่างกายของตนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งหรือเสริมปราณธาตุได้ ซึ่งกระดูกิญญานั้นจะต้องเกื้อกูลกับปราณธาตุในร่างกายของผู้ฝึกตนด้วย อีกทั้งยังต้องเลือกกระดูกิญญาที่มีอายุสอดคล้องกับผู้ฝึกตน เพราะหากว่ามีการประสานกระดูกิญญาที่มีอายุมากและข้ามระดับพลังิญญามากเกินไปก็อาจจะเกิดอันตรายชีวิตได้....”นางมองหน้าเด็กหนุ่มในขณะที่อธิบายพร้อมกับใบหน้าที่จริงจัง
“ไม่ต้องกังวลไปลูกรักแม่มั่นใจว่าเ้าจะสามารถปลุกพลังิญญาและใช้ปราณธาตุทั้งสองเหมือนกับแม่ได้เช่นกัน...”ใบหน้างดงามระบายยิ้มเล็กน้อย เพราะนางััได้ว่าบุตรของนางจะเป็ผู้ยิ่งใหญ่และมีชะตาที่รุ่งโรจน์ในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน
“กลับเข้าเรือนกันเถิดแม่ยังต้องเตรียมสิ่งของที่ท่านตาเ้ามอบให้สำหรับการทำพิธีปลุกพลังิญญาให้กับเ้า...”หนิงอ้ายที่ตอนนี้พยายามเรียบเรียงข้อมูลและทำความเข้าใจในสิ่งที่ตนได้ฟังเมื่อสักครู่ เมื่อเห็นว่ามารดาเดินไปยังเรือนเล็กไปไกลแล้วเขาจึงเร่งความเร็วเดินตามไปในทันที
หนิงอ้ายเดินตามมารดาของตนเข้ามาในเรือนหลังเล็กด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ใบหน้างดงามฉายรอยยิ้มเปล่งประกายถึงความสุขที่เอ่อล้นจนบ่าวรับใช้ในเรือนก็สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกดังกล่าวนี้ได้อย่างชัดเจน
“มีเื่ราวดีๆหรืออย่างไรขอรับคุณชายใหญ่...”เสียงของลู่ซีบ่าวคนสนิทเอ่ยถามคุณชายที่ตนได้ดูแลมาั้แ่ยามเป็เด็กน้อยจนเติบโตมาถึงตอนนี้
“ท่านแม่จะมอบโอสถปลุกพลังิญญาที่ได้จากตระกูลหวังให้ข้านะ...”หนิงอ้ายตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงมีความสุข
“ยินดีด้วยเ้าค่ะคุณชายใหญ่/ยินดีด้วยขอรับคุณชายใหญ่”บ่าวรับใช้ในเรือนที่ได้ยินต่างรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่งเพราะทุกคนนั้นล้วนอยู่ในเหตุการณ์เมื่อเจ็ดปีที่แล้วตอนที่คุณชายของตนไม่สามารถปลุกพลังิญญาได้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนอกจากจะทำให้คุณชายน้อยเสียใจแล้วจากที่เคยเป็เด็กที่ร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใสเเต่กลับสุขภาพแย่ลงอีกทั้งยังกลายเป็เด็กที่เงียบขรึมแทบไม่มีรอยยิ้ม วันๆเอาแต่ศึกษาตำราอยู่แต่ในห้องบางครั้งก็นั่งอยู่ตรงศาลาริมสระบัวทั้งวันอีกทั้งยังถูกนินทาจากบ่าวรับใช้ในเรือนอื่นๆในจวนซึ่งแทบจะไม่มีความเคารพคุณชายของตนเสียด้วยซ้ำ
เคราะห์ดีที่หลายวันก่อนหลังจากที่คุณชายไม่สบายและหายฟื้นจากไข้ครั้นเมื่อตื่นขึ้นมาถึงแม้จะพูดจาแปลกๆแต่ก็กลับมาร่าเริงมีรอยยิ้มและซุกซนสมวัยอีกครั้ง ซึ่งพวกตนตั้งใจไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้จะคอยปกป้องอย่างเต็มความสามารถแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตของตนก็ตาม...
หลังจากที่เยว่ซินเข้ามาในเรือนเล็กและได้เดินหายเข้าไปในห้องเก็บสมบัติเมื่อเดินออกมาพร้อมกับสิ่งของในมือแล้ว จึงเดินนำไปยังห้องรับรองของเรือนนี้ เมื่อหนิงอ้ายพินิจสิ่งที่มารดาได้ถือออกมานั้น พบว่าเป็หีบไม้ขนาดเล็กสีดำทองฉลุลวดลายงดงามอ่อนช้อยแต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายความดุดันอยู่ในทีเขาััได้ถึงพลังบางอย่างที่อยู่ในกล่องคล้ายกับจะเรียกร้องหาเขาอยู่ในที
ความรู้สึกคุ้นเคยตีตื้นขึ้นมาในอกนั้นมันมีทั้งความสุขปนเศร้าตีรวนกันจนแยกไม่ออก แต่ที่แน่ๆของในหีบนี้ต้องพิเศษไม่ธรรมดาสามัญอย่างแน่นอนหลังจากที่หีบได้ถูกเปิดออกปรากฎแก่สายตาภายในหีบนั้นถูกบุด้วยผ้าสีแดงกำมะหยี่เนื้อดีตกแต่งด้วยหมุดทองหลากหลายขนาดสวยงามภายในปรากฎสิ่งของสามสิ่งอยู่ภายในซึ่งประกอบด้วยคัมภีร์โบราณ,กระดูกิญญาอสูรสีดำทองและสุดท้ายเป็โอสถระดับสูงสำหรับปลุกพลังลมปราณซึ่งท่านแม่บอกว่าทั้งสามสิ่งนี้เป็มรดกสืบทอดจากตระกูลหวังที่บิดามอบให้และตอนนี้นางได้ส่งต่อมาให้เขาเป็เ้าของแล้วในที่สุดและหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยให้เขาสมหวังดั่งปรารถนา
“แม่ขออวยพรให้เ้าปลุกพลังิญญาสำเร็จด้วยดี...”พูดจบเย่วซินจึงกอดบุตรของตนอีกครั้ง
“ขอให้คุณชายใหญ่ปลุกพลังิญญาสำเร็จนะเ้าคะ/ขอให้คุณชายใหญ่ปลุกพลังิญญาสำเร็จนะขอรับ”บ่าวรับใช้ที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวต่างอวยพรให้เขาได้แต่ยิ้มรับความหวังดีดังกล่าว ในใจคิดเพียงแต่ว่าต่อให้ลำบากเพียงใดก็จะทำให้สำเร็จให้ได้อย่างแน่นอน
หนิงอ้ายกอดมารดาของตนอีกครั้งแล้วเดินแยกออกไปทางห้องนอนของตนเเละเตรียมตัวอาบน้ำเพื่อให้ร่างกายและจิตใจสดชื่น หากถามว่าเขากังวลไหมก็ตอบตามตรงว่ามีบ้างเพราะนี่มันเหนือกว่าจินตนาการไปแล้วในตอนนี้ อีกทั้งการปลุกพลังิญญานั้น่เวลาที่เหมาะสมคือ่อายุเจ็ดปี ซึ่งก่อนหน้านั้นหนิงอ้ายคนเดิมทำไม่สำเร็จซึ่งตอนนี้เขาอายุสิบสี่ปีแล้ว ดังนั้นเชื่อได้เลยว่าเขาต้องพบกับความเ็ปอย่างแสนสาหัสแน่นอน ซึ่งท่านแม่บอกว่าหลังจากกินโอสถปลุกพลังิญญาไปแล้วหากว่าคนผู้นั้นมีการตอบสนองหรือมีพลังิญญาซ่อนเร้นภายในจุดตันเถียนก็จะสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายแต่ก็ต้องมาลุ้นอีกทีว่าจะสามารถใช้ได้กี่ปราณธาตุและเป็ปราณธาตุใดบ้างหากว่ามีบิดามารดาหรือคนใดคนหนึ่งเป็ผู้ฝึกตนบรรดาลูกหลานผู้สืบสายเืก็จะมีโอกาสในการปลุกพลังิญญาได้สำเร็จกว่าคนทั่วไปเช่นกัน
‘บิดาสารเลวนั่นเป็ผู้ฝึกตนระดับราชันขั้นสามัญ่ปลายมีพลังปราณธาตุลมส่วนมารดาของเขานั้นเป็ผู้ฝึกตนระดับจักรพรรดิขั้นสูงใช้พลังปราณธาตุน้ำและปราณธาตุลม การใช้ ปราณธาตุส่วนใหญ่ของผู้ฝึกตนนั้นจะสามารถใช้พลังปราณธาตุพื้นฐานเกี่ยวข้องกับปราณธาตุของสัตว์วิเศษประจำแคว้นโดยส่วนมากผู้ฝึกตนในแคว้นหงส์แดงจะใช้พลังปราณธาตุไฟเป็หลักแต่มารดาของเขาที่เป็คนของแคว้นเต่าดำส่วนมากในแคว้นนี้ผู้ฝึกตนจะใช้พลังปราณธาตุน้ำเป็หลักเช่นกัน’
‘สงสัยจังว่าผู้อาวุธโสในตะกูลจางรวมถึงเหล่าลูกของบิดานั่นจะเป็ผู้ใช้พลังปราณธาตุใดกันบ้างซึ่งหนิงอ้ายคิดว่าสำหรับตัวเขาแล้วความเป็ไปว่าจะใช้พลังปราณธาตุไหนได้บ้าง ถ้าอ้างอิงจากพลังปราณธาตุที่บิดา มารดาของตนใช้ได้ ก็จะเป็ปราณธาตุลม,ปราณธาตุน้ำประมาณนี้...’
‘ตื่นเต้นจัง เอาละ!! อยากรู้ก็ต้องลงมือได้แล้ว สู้ๆ’
หลังจากที่หนิงอ้ายทำการความพร้อมและเตรียมใจสำเร็จแล้วเขาได้สั่งให้ลู่ซีบ่าวรับใช้คนสนิทของตนออกไปอยู่หน้าด้านนอกจากนั้นเขาจึงหยิบโอสถระดับสูงสำหรับปลุกพลังลมปราณออกมาซึ่งทันทีที่กลืนเม็ดยาลงไปนั้นรสััเเรกจะเป็รสชาติออกหวานนิดๆติดปลายลิ้นผ่านไปเพียงครึ่งเค่อก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น...
ใบหน้างดงามนั้นเริ่มที่จะบิดเบี้ยวอาการเ็ปไปทุกส่วนของร่างกายนั้นทำให้หนิงอ้ายรู้สึกว่าว่าร่างกายของเขากระตุกอย่างรุนแรงมันเ็ปแทบทนไม่ไหวมือที่บีบกำไว้แน่นนั้นปรากฎเป็รอยเืซึมจากการจิกเล็บดูจากภายนอกแล้วอาการช่างดูน่าใยิ่งนักแต่ภายในกลับรู้สึกเบาสบายเหมือนมีอะไรสักอย่างวิ่งวนอยู่ตรงหน้าอกค่อยๆหมุนวนออกไปจนทั่งทั้งร่างกายต่อให้อยากจะอ้าปากกรีดร้องระบายความเ็ปแค่ไหนในตอนนี้เขาทำได้เพียงแค่อดกลั้นความเ็ปเอาไว้จนกระอักและปรากฏเืออกตรงมุมปาก,ใต้ดวงตา,จมูก,หูเต็มไปหมด
หนิงอ้ายตอนนี้รู้ตัวเลยว่าระบบประสาทััต่างๆของตนเองนัันไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งใดที่เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ลมหายใจเริ่มติดขัดความรู้สึกเหมือนคนกำลังจมน้ำร่างกายรู้สึกว่าจะแตกออกเป็เสี่ยงๆจนสลบไป กลิ่นคาวเืคละคลุ้งไปทั่วห้องจวบจนเวลาได้ผันผ่านไปประมาณสามวันหนิงอ้ายก็เริ่มรู้สึกตัวหลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เจ็บตรงกลางอกอย่างรุนแรงจนหมดสติไป เขาจำได้ว่าความเ็ปสุดท้ายนั้นมันยิ่งกว่าการถูกเข็มนับพันเล่มเข้าทิ่มแทงร่างกายแบบพร้อมๆกันหนิงอ้ายพยายามตั้งสติทบทวนว่าตอนนี้กำลังทำสิ่งใดอยู่ เขาก็ได้แต่ร้องไห้ออกมาแบบเงียบๆกับตัวเองใช้เวลาพักใหญ่จึงจะระงับความรู้สึกแปรปรวนดังกล่าวนี้ได้
จริงอยู่ที่ก่อนหน้านั้นเขามีอาชีพเป็นักฆ่าพื้นฐานชีวิตอยู่กับความเสี่ยงก็ต้องย่อมเห็นความตายหรือแม้กระทั่งก้าวผ่านความไม่กลัวตายมาแล้วทั้งนั้น แต่ในเมื่อตอนนี้ไม่ว่าจะเป็สิ่งใดที่ให้โอกาสเขาได้มาเกิดใหม่อีกครั้ง เขาจึงเห็นคุณค่าของชีวิตตนมากขึ้นและถึงแม้ว่าเขาพึ่งจะทะลุมิติมาอยู่โลกใบนี้แค่ไม่มีกี่วันแต่ความรักความอบอุ่นที่มารดาได้มอบให้รวมถึงความเป็ห่วงอย่างจริงใจของลู่ซีบ่าวรับใช้คนสนิทของเขาและบ่าวรับใช้ในเรือนคนอื่นๆเขาััมันได้ว่าทุกอย่างนั้นเป็สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดและเขาก็ต้องรักษาให้ได้
‘คิดว่าจะได้ตายรอบสองแล้วเรา...ไหนท่านแม่บอกว่าปกติจะใช้เวลาปลุกพลังเพียงแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้นสงสัยการปลุกพลังิญญาใน่ก่อนถึงขีดจำกัดอายุสิบห้าปีจึงทำให้ระยะเวลาและความเ็ปมากกว่าปกติหลายเท่าตัวนัก...’
ในตอนนี้หนิงอ้ายเป็ผู้ฝึกตนระดับก่อเกิดขั้นสามัญเเล้ว บนร่างกายเต็มไปด้วยคราบสีดำสกปรกส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วเหมือนกับที่มารดาของตนเคยบอก...ว่าเมื่อก้าวเข้าสู่โลกของผู้ฝึกตนเเล้วนั้นทุกการเลื่อนระดับพลังิญญาร่างกายจะฟอกโลหิตเเละชำระไขกระดูกเสริมความแข็งแกร่งเพื่อรองรับปริมาณของระดับพลังิญญาที่เพิ่มมากขึ้น หลังจากที่จัดการตัวเองเสร็จสิ้นจึงใช้เวลาสั้นๆทำสมาธิตรวจสอบห้วงมิติจิตของตนเมื่อตรวจสอบพบว่าสามารถปลุกพลังิญญาได้สำเร็จไม่มีข้อผิดพลาดใดเกิดขึ้นจึงทำการล้มตัวนอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย...