จิ้งจอกเก้าหางข้ามภพ ระบบเติมแต้มสุขสม

    บทที่ 53: ปาฏิหาริย์บุปผาจำแลง - มนตราสยบเมืองหลวง




    ภายในห้องหอชั้นในของจวนสกุลซุน บรรยากาศบัดนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ม่านไหมสีทองหนาทึบถูกทิ้งตัวลงปิดกั้นแสงแดดยามบ่าย เหลือเพียงแสงสว่างสลัวจากเทียนหอมที่ส่งกลิ่นจางๆ ของไม้กฤษณา หลินเอ๋อร์ (หลินเฟิงในร่างจำแลง) นั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้พยุงแกะสลัก ดวงตาจิ้งจอกทอประกายลึกลับขณะจ้องมองไปยัง ซุนซือซือ และ ซุนเหมยเหมย ที่นั่งอยู่บนตั่งเตี้ยเบื้องหน้าด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและเทิดทูน

     

    ความเงียบงันในห้องถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจเบาๆ ของหลินเอ๋อร์ที่ค่อยๆ ปิดตาลงเข้าสู่ภวังค์แห่งการเชื่อมต่อกับระบบ ใบหน้าที่งดงามของนางดูสงบเสงี่ยมประหนึ่งพระโพธิสัตว์ที่กำลังเข้าสมาธิ แต่ภายในจิตใจกลับเต็มไปด้วยการคำนวณที่ซับซ้อนและแผนการที่ชาญฉลาด

     

    "ระบบ..." หลินเฟิงสื่อสารผ่านกระแสจิตที่เชื่อมต่อกับปัญญาประดิษฐ์จากโลกอนาคต น้ำเสียงในใจของเขาเย็นชาและเต็มไปด้วยความมั่นใจ "เปิดใช้งานโหมดวิเคราะห์ความงามขั้นสูงสุด สแกนโครงสร้างใบหน้าและสภาพผิวของเป้าหมายทั้งสองโดยละเอียด ข้าต้องการข้อมูลที่แม่นยำจนถึงระดับโมเลกุล"

     

    [ระบบตอบรับ: เริ่มทำการสแกนระดับโมเลกุล... กำลังวิเคราะห์โครงสร้างกระดูกใบหน้า การกระจายของเส้นเลือดฝอย และความหนาแน่นของคอลลาเจน...]

     

    [ผลการสแกน 'ซุนซือซือ': ตรวจพบโครงสร้างใบหน้าที่มีสัดส่วนทองคำ (Golden Ratio) อยู่ที่ 92% ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับความสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานสากล สภาพผิวขาดความชุ่มชื้นระดับ 3 เนื่องจากฝุ่นละอองและเครื่องสำอางค์โบราณที่มีส่วนผสมของตะกั่วและปรอท ทำให้เกิดการสะสมของโลหะหนักในชั้นผิวหนัง...]

     

    [ผลการสแกน 'ซุนเหมยเหมย': ตรวจพบโครงสร้างใบหน้าแบบเยาว์วัย (Youthful Structure) ที่มีความสมส่วนอยู่ที่ 89% สภาพผิวมีความมันส่วนเกินในบริเวณ T-Zone เนื่องจากการทำงานของต่อมไขมันที่ผิดปกติ และมีจุดด่างดำเล็กๆ บริเวณแก้มซ้าย...]

     

    [กำลังคำนวณสูตรการปรับแต่งความงามที่เหมาะสมที่สุด... ประมวลผลเสร็จสิ้น]

     

    หน้าจอโฮโลแกรมที่มองเห็นได้เฉพาะหลินเฟิงปรากฏขึ้นกลางอากาศ แสดงกราฟิกสามมิติของใบหน้าสองพี่น้อง พร้อมจุดที่ต้องแก้ไขและเสริมเติมแต่งที่ถูกทำเครื่องหมายด้วยแสงสีแดงและเขียว ข้อมูลทางเคมีและชีววิทยาไหลเวียนผ่านหน้าจออย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการคำนวณที่ระบบกำลังดำเนินการอยู่

     

    หลินเฟิงยกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจ แผนการสร้าง "ปาฏิหาริย์" ครั้งนี้จะไม่ใช่แค่การแต่งหน้าธรรมดา แต่มันคือการศัลยกรรมด้วยพลังงานและเทคโนโลยีจากอนาคตที่จะเปลี่ยนแปลงพวกนางในระดับเซลล์

     

    "เบิก 'ชุดฟื้นฟูผิวระดับเซลล์รุ่น X-7' และ 'เครื่องสำอางค์สกัดจากมวลบุปผาแห่งอนาคต' พร้อม 'น้ำหอมฟีโรโมนสกัดเข้มข้น' และ 'อุปกรณ์ประทินโฉมพลังงานแสง' ออกมา" หลินเฟิงสั่งด้วยน้ำเสียงในใจที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

     

    [ระบบ: ยืนยันการเบิกสมบัติจากคลังแสงอนาคต... ทำการถ่ายโอนผ่านมิติควอนตัมใน 3... 2... 1...]

     

    [คำเตือน: การใช้เทคโนโลยีระดับสูงในยุคโบราณอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ กรุณาใช้อย่างระมัดระวัง]

     

    ทันใดนั้น ท่ามกลางความว่างเปล่าในมือของหลินเอ๋อร์ แสงสีฟ้าอ่อนจางๆ เริ่มหมุนวนประหนึ่งพายุหมุนขนาดเล็ก อนุภาคของแสงเต้นระบำและควบแน่นกันเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อน ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นกล่องโลหะสีเงินวาววับที่ดูเรียบหรูและล้ำสมัย ผิวของกล่องมีลวดลายที่เปลี่ยนแปลงไปตามแสงที่ส่องมา ดูประหนึ่งมีชีวิตจิตใจ

     

    เมื่อฝากล่องเปิดออกด้วยเสียง "ฮิส" เบาๆ ประหนึ่งการปลดปล่อยแรงดัน เผยให้เห็นขวดแก้วเจียระไนรูปทรงแปลกตาที่บรรจุของเหลวหลากสีสัน แต่ละขวดมีแสงเรืองรองอยู่ภายในประหนึ่งดาวเคราะห์เล็กๆ และตลับหยกที่สลักลวดลายวิจิตรบรรจงซึ่งภายในบรรจุเนื้อครีมที่ส่งกลิ่นหอมรัญจวนใจ กลิ่นหอมนี้ไม่เหมือนกลิ่นดอกไม้ใดๆ ในโลกนี้ แต่เป็นกลิ่นที่ผสมผสานระหว่างความสดชื่นของสายลมยามเช้าและความอบอุ่นของแสงแดดยามบ่าย

     

    ซือซือและเหมยเหมยจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาที่เบิกกว้างจนแทบจะหลุดออกมา ปากของพวกนางอ้าค้างด้วยความตกตะลึง พวกนางไม่เคยเห็นสิ่งของที่ดู "วิเศษ" และ "ประหลาด" เช่นนี้มาก่อนในชีวิต แม้แต่ในวังหลวงที่ว่ารวบรวมของล้ำค่าไว้มากมาย ก็ไม่น่าจะมีสิ่งใดที่ดูสูงส่งและลึกลับเท่ากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้

     

    "พี่หญิงหลินเอ๋อร์..." เหมยเหมยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น มือของนางสั่นเล็กน้อยขณะชี้ไปยังกล่องลึกลับ "สิ่งเหล่านี้คืออะไรหรือเจ้าคะ? ทำไมมันถึงดู... ดูเหมือนของจากสวรรค์?"

     

    ซือซือพยักหน้าอย่างรวดเร็ว "ใช่เจ้าค่ะ ข้าเคยเห็นเครื่องสำอางค์และยาหอมมากมายในวัง แต่ไม่เคยเห็นสิ่งใดที่มีแสงเรืองรองเช่นนี้ มันเหมือนกับว่า... เหมือนกับว่ามีวิญญาณอยู่ข้างใน"

     

    หลินเอ๋อร์ยิ้มอย่างลึกลับ ดวงตาจิ้งจอกของนางทอประกายด้วยความเย้าหยัน "นี่คือ 'สมบัติทิพย์' จากสำนักของข้า" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม เสียงของนางกังวานไปทั่วห้องประหนึ่งเสียงระฆังเงินที่สั่นไหวในสายลม "มันถูกกลั่นกรองมาจากน้ำค้างบนยอดเขาหิมะพันปี ผสมกับพลังแห่งดวงดาวและแสงจันทรา วันนี้ข้าจะใช้มันเพื่อขัดเกลาพวกเจ้าให้กลายเป็นหยกงามที่ไม่มีใครในใต้หล้าสามารถละสายตาได้"

     

    นางหยุดพักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนหวานแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจ "แต่จำไว้... ความงามที่แท้จริงไม่ได้มาจากภายนอกเพียงอย่างเดียว มันต้องมาจากการปลุกเร้าพลังแห่งความงามที่อยู่ภายในตัวพวกเจ้าเอง"

     

    หลินเอ๋อร์เริ่มขั้นตอนแรกด้วยการหยิบ 'นาโนคลีนซิ่งเจล' ออกมาจากกล่อง เป็นเจลใสประหนึ่งน้ำแข็งที่ละลาย แต่เมื่อสัมผัสกับอากาศก็เปลี่ยนเป็นสีฟ้าอ่อนและเริ่มเปล่งแสงเรืองรอง เมื่อสัมผัสกับผิวจะเปลี่ยนเป็นฟองละเอียดนุ่มนวลที่มีกลิ่นหอมสดชื่น

     

    "ขั้นตอนแรก คือการชำระล้างสิ่งสกปรกที่สะสมมาตั้งแต่เกิด" หลินเอ๋อร์อธิบายขณะค่อยๆ ลูบไล้เจลลงบนใบหน้าของซือซืออย่างแผ่วเบา "เจลนี้จะซึมลึกเข้าไปในรูขุมขนและดึงเอาสารพิษออกมาจากรากเหง้า"

     

    ความรู้สึกเย็นสดชื่นที่ซึมลึกเข้าสู่รูขุมขนทำให้ซือซือถึงกับหลับตาพริ้มด้วยความสบาย นางรู้สึกเหมือนมีสายน้ำเซาะล้างความเหนื่อยล้าและความเศร้าโศกที่สะสมอยู่ในใจออกไปหมด พลังงานนาโนในเจลทำหน้าที่ดึงเอาสารพิษและสิ่งสกปรกที่สะสมมานานปีออกไปอย่างหมดจด ผิวที่เคยดูหมองคล้ำจากการป่วยไข้ (ที่แสร้งทำ) บัดนี้เริ่มเผยความกระจ่างใสออกมาอย่างน่าอัศจรรย์

     

    "เหมยเหมย เจ้าก็เช่นกัน" หลินเอ๋อร์หันไปหาน้องสาว ใช้เจลเดียวกันลูบไล้บนใบหน้าของเหมยเหมยด้วยความประณีต "รู้สึกอย่างไรบ้าง?"

     

    "ข้ารู้สึกเหมือน... เหมือนกับว่าผิวหน้าของข้ากำลังหายใจได้อย่างอิสระเป็นครั้งแรกในชีวิตเจ้าค่ะ" เหมยเหมยตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ "และมีความรู้สึกอุ่นๆ แปลกๆ ที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนัง"

     

    หลินเอ๋อร์ยิ้มพอใจ "นั่นคือพลังชีวิตที่กำลังฟื้นคืนมา ชิงชิง... ส่ง 'น้ำทิพย์ชโลมผิว' มาให้ข้า"

     

    ชิงชิงที่ยืนคุมเชิงอยู่รีบก้าวเข้ามาส่งโถแก้วที่บรรจุของเหลวสีชมพูอ่อนให้ ของเหลวนี้มีความข้นเหมือนน้ำผึ้ง แต่เมื่อเทออกมาก็ไหลเหมือนน้ำใส และมีกลิ่นหอมหวานประหนึ่งกลีบกุหลาบที่เพิ่งบาน

     

    หลินเอ๋อร์ใช้สำลีเนื้อละเอียดที่ทำจากใยบัวหิมะ (ไอเทมจากระบบ) ชุบน้ำทิพย์แล้วค่อยๆ กดซับลงบนผิวหน้าของสองพี่น้อง นี่คือ 'เซรั่มฟื้นฟูระดับเซลล์' ที่มีความเข้มข้นสูง ทุกครั้งที่สำลีแตะลงไป หลินเฟิงจะแฝงพลังปราณจิ้งจอกมังกรแปดหางเข้าไปด้วย เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ผิวตื่นตัวและดูดซับสารอาหารจากอนาคตได้อย่างเต็มที่

     

    "อ๊ะ!" ซือซือร้องออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ "ข้ารู้สึกเหมือนมีไฟเล็กๆ วิ่งไปทั่วใบหน้า แต่ไม่เจ็บ... มันอุ่นและสบายมาก"

     

    เหมยเหมยพยักหน้าอย่างตื่นเต้น "ข้าก็เช่นกัน! และดูสิพี่สาว ผิวของเราเริ่มเปลี่ยนแล้ว!"

     

    ผิวพรรณของซือซือและเหมยเหมยเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ผิวที่เคยขาวนวลอยู่แล้วกลับดูโปร่งแสงประหนึ่งหยกขาวชั้นเลิศ มีความฉ่ำวาวและยืดหยุ่นประหนึ่งผิวของทารกแรกเกิด รอยตำหนิเล็กๆ น้อยๆ หรือจุดด่างดำที่เคยมีหายไปประหนึ่งถูกลบด้วยมนตรา แม้แต่รูขุมขนก็เล็กลงจนแทบมองไม่เห็น

     

    "ต่อไป... คือการแต่งแต้มสีสันที่โลกนี้ไม่เคยพบเห็น" หลินเอ๋อร์ประกาศด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

     

    นางหยิบ 'พาเลทอายแชโดว์เนื้อครีม' ออกมา มันเป็นตลับโลหะที่เมื่อเปิดออกจะเห็นสีสันที่หลากหลายและมีความวาววับประหนึ่งปีกแมลงทับและไข่มุกใต้ทะเล สีแต่ละสีดูเหมือนจะมีชีวิต เปลี่ยนแปลงไปตามมุมมองและแสงที่ส่องมา

     

    "ซือซือ... ดวงตาของเจ้ามีความหวานซึ้งอยู่แล้ว ข้าจะใช้สีชมพูกลีบบัวผสมกับสีทองประกายดาวเพื่อขับเน้นให้ดวงตาของเจ้าดูโตและมีเสน่ห์ประหนึ่งสระน้ำที่ลึกซึ้ง" หลินเอ๋อร์อธิบายพลางใช้แปรงขนนกยูง (ไอเทมระบบ) เกลี่ยสีสันลงบนเปลือกตาของซือซืออย่างประณีต

     

    แปรงขนนกยูงนี้ไม่ใช่แปรงธรรมดา แต่เป็นแปรงที่ทำจากขนนกยูงจากดิมเมนชั่นอื่น ขนแต่ละเส้นมีความนุ่มนวลและยืดหยุ่นสูง สามารถเกลี่ยสีให้เรียบเนียนและสม่ำเสมอได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อสีสันถูกเกลี่ยลงบนเปลือกตา มันจะผสมผสานกับสีผิวธรรมชาติจนดูเหมือนเป็นสีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

     

    "เทคนิคนี้เรียกว่า 'การแรเงา' และ 'การไฮไลท์'" หลินเอ๋อร์อธิบายขณะทำงาน "เป็นเทคนิคการแต่งหน้าขั้นสูงที่จะทำให้ใบหน้าดูมีมิติและเด่นชัดขึ้น ข้าจะใช้สีเข้มเพื่อสร้างเงาในจุดที่ต้องการให้ดูลึก และใช้สีสว่างเพื่อเน้นจุดที่ต้องการให้ดูโด่ง"

     

    การทำงานของหลินเอ๋อร์ดูเหมือนศิลปินที่กำลังวาดภาพบนผืนผ้าใบที่ล้ำค่า ทุกการลากเส้น ทุกการเกลี่ยสี ล้วนแล้วแต่มีความหมายและจุดประสงค์ นางใช้เวลานานกว่าชั่วโมงในการทำงานบนใบหน้าของซือซือ ปรับแต่งทุกรายละเอียดจนสมบูรณ์แบบ

     

    ส่วนเหมยเหมยที่มีบุคลิกซุกซน หลินเอ๋อร์เลือกใช้สีส้มอิฐและสีน้ำตาลทองเพื่อสร้างลุคที่ดูโฉบเฉี่ยวและมีชีวิตชีวา นางสอนการเขียนเส้นขอบตาด้วย 'เจลอายไลเนอร์กันน้ำ' ที่ให้เส้นที่คมกริบและดำสนิท ทำให้ดวงตาของเหมยเหมยดูคมเข้มและน่าค้นหาประหนึ่งแมวป่าที่แสนซน

     

    "การเขียนเส้นตานี้ต้องใช้ความประณีตสูง" หลินเอ๋อร์อธิบายขณะถือมือเหมยเหมยสอนให้วาดเส้น "เริ่มจากหัวตา แล้วค่อยๆ ลากไปหางตา ต้องให้เส้นเรียบและต่อเนื่อง หากสั่นมือแม้เพียงเล็กน้อย เส้นก็จะดูไม่สวย"

     

    ขั้นตอนที่สร้างความตื่นตาตื่นใจที่สุดคือการใช้ 'ลิปสติกเนื้อแมตต์' สีกลีบกุหลาบป่า สตรีในยุคนี้คุ้นเคยกับการใช้กระดาษชาดที่ให้สีสันเพียงบางเบาและหลุดลอกง่าย แต่ลิปสติกจากอนาคตนี้ให้สีที่สดชัด สม่ำเสมอ และติดทนนานประหนึ่งเป็นสีผิวตามธรรมชาติ

     

    "ลิปสติกนี้มีเทคโนโลยีพิเศษ" หลินเอ๋อร์อธิบายขณะทาลิปสติกให้ซือซือ "มันจะปรับสีตามอุณหภูมิและความชื้นของริมฝีปาก ทำให้สีดูเป็นธรรมชาติและเข้ากับสีผิวของแต่ละคน"

     

    เมื่อทาลงบนริมฝีปากที่อวบอิ่มของสองพี่น้อง ลิปสติกกลับทำให้พวกนางดูเย้ายวนใจจนยากจะพรรณนา ริมฝีปากที่เคยดูธรรมดาบัดนี้กลายเป็นจุดดึงดูดสายตาที่สำคัญที่สุดของใบหน้า

     

    "และนี่คือสิ่งสุดท้าย... กุญแจที่จะสยบหัวใจของผู้คน" หลินเอ๋อร์ประกาศด้วยน้ำเสียงที่ลึกลับ

     

    นางหยิบขวดน้ำหอมแก้วเจียระไนขนาดเล็กออกมา ภายในบรรจุของเหลวสีทองอำพัน นี่คือ 'น้ำหอมฟีโรโมนสกัดเข้มข้น' ที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความรู้สึกเลื่อมใส หลงใหล และไว้วางใจ หลินเอ๋อร์แต้มมันลงที่หลังใบหู ข้อมือ และจุดชีพจรของพวกนาง

     

    "น้ำหอมนี้ไม่ใช่น้ำหอมธรรมดา" นางอธิบายด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "มันถูกสกัดจากดอกไม้หายากที่บานเพียงคืนเดียวในรอบพันปี และผสมกับสารธรรมชาติที่จะทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นรู้สึกสงบ เชื่อใจ และอยากอยู่ใกล้"

     

    กลิ่นหอมนี้ไม่ใช่กลิ่นดอกไม้ที่ฉุนกะทัดรัด แต่มันเป็นกลิ่นที่สุขุม ลุ่มลึก และแผ่กระจายออกไปอย่างนุ่มนวลประหนึ่งมนตราที่มองไม่เห็น กลิ่นหอมจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปตามบุคลิกและอารมณ์ของผู้ใช้ ทำให้แต่ละคนมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

     

    "จำไว้..." หลินเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหมาย "ความงามที่แท้จริงไม่ใช่แค่สิ่งที่ตาเห็น แต่คือสิ่งที่ใจสัมผัส เมื่อพวกเจ้าก้าวเท้าออกจากห้องนี้ไป ทุกย่างก้าวจะเต็มไปด้วยรัศมีแห่งเทพธิดา ทุกลมหายใจจะเป็นการร่ายมนตรา และทุกรอยยิ้มจะเป็นการสยบหัวใจ"

     

    หลินเอ๋อร์ยื่นกระจกทองเหลืองที่ถูกขัดจนเงาวับให้สองพี่น้องดู กระจกเก่าแก่นี้เป็นของสืบทอดในตระกูลซุน ผิวหน้าของมันเรียบเนียนจนสะท้อนภาพได้ชัดเจนเหมือนกระจกสมัยใหม่

     

    เมื่อซือซือและเหมยเหมยเห็นเงาของตัวเองในกระจก พวกนางถึงกับนิ่งอึ้งไปประหนึ่งถูกสาป ปากอ้าค้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าในกระจกนั้นงดงามจนดูราวกับไม่ใช่คนบนโลกนี้ ผิวพรรณที่ดูเรียบเนียนไร้ที่ติ การแต่งหน้าที่ขับเน้นจุดเด่นและซ่อนจุดด้อยอย่างแนบเนียน และกลิ่นหอมที่ทำให้พวกนางเองยังรู้สึกเคลิบเคลิ้มและมั่นใจในตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

     

    "นี่... นี่คือข้าจริงๆ หรือ?" ซือซือเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ มือของนางยกขึ้นสัมผัสใบหน้าตัวเองอย่างระมัดระวัง กลัวว่าความงามนี้จะหายไปเหมือนฝัน

     

    เหมยเหมยถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความดีใจ "ข้าไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะสามารถสวยได้ขนาดนี้ นี่เหมือนกับความฝันที่เป็นจริง!"

     

    "ท่านพี่หลินเอ๋อร์... นี่คือปาฏิหาริย์จริงๆ เจ้าค่ะ" ซือซือเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความตื้นตัน "ข้าไม่เคยคิดเลยว่าสตรีจะสามารถงดงามได้ถึงเพียงนี้... ท่านคือเทพธิดาจำแลงมาโปรดพวกเราจริงๆ"

     

    เหมยเหมยคุกเข่าลงต่อหน้าหลินเอ๋อร์ด้วยความกตัญญู "ข้าจะจงรักภักดีต่อท่านพี่ตลอดไปเจ้าค่ะ ไม่ว่าท่านพี่จะสั่งให้ข้าทำสิ่งใด ข้าจะทำตามโดยไม่ลังเล ชีวิตของข้าเป็นของท่านแล้ว"

     

    ซือซือพยักหน้าอย่างแรง "ข้าก็เช่นกัน! จากนี้ไป ข้าจะเป็นดาบและโล่ของท่าน จะปกป้องและรับใช้ท่านด้วยชีวิต"

     

    หลินเอ๋อร์ยิ้มอย่างพึงพอใจ รัศมีแห่งความงามที่นางสร้างขึ้นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของรูปลักษณ์ แต่มันคือการสร้าง "ลัทธิแห่งความงาม" ที่นางจะเป็นผู้นำสูงสุด การเปลี่ยนแปลงของสองพี่น้องนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนการใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงเมืองหลวงทั้งเมือง

     

    "ตอนนี้พวกเจ้าพร้อมแล้ว" หลินเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "แผนการขั้นต่อไปคือการให้สองพี่น้องนี้ออกไปปรากฏตัวเพื่อเป็น 'ป้ายโฆษณาที่มีชีวิต' และเมื่อนั้น... ชื่อเสียงของหลินเอ๋อร์จะขจรขจายไปถึงหูของเหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์ในวังหลวงอย่างแน่นอน"

     

    ชิงชิงที่ยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ถึงกับลอบกลืนน้ำลาย นางรู้ดีว่านายท่านของนางช่างน่ากลัวนัก การใช้ความงามเป็นอาวุธนั้นรุนแรงยิ่งกว่าดาบหรือมนตราสังหารใดๆ เพราะมันสามารถสยบศัตรูได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว และบัดนี้... อาวุธที่ร้ายกาจที่สุดในใต้หล้าได้ถูกสร้างขึ้นแล้วในจวนสกุลซุนแห่งนี้เอง

     

    "เอาล่ะ... ไปเตรียมตัวเถอะ" หลินเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยชัยชนะ "เย็นนี้... เมืองหลวงจะได้รู้จักกับคำว่า 'ความงามที่แท้จริง' เป็นครั้งแรก"

     

    ในขณะที่ภายในจวนสกุลซุนกำลังอบอวลไปด้วยมนตราแห่งความงามจากโลกอนาคต ภายนอกกำแพงจวนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในเมืองหลวง คลื่นใต้น้ำลูกใหญ่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบภายใต้การบงการของ หลี่ซู อดีตหัวหน้าหอคณิกาผู้เลื่องชื่อที่บัดนี้ได้รับพลังมังกรแปดหางจนมีรัศมีแห่งเสน่ห์และสติปัญญาที่เฉียบแหลมยิ่งกว่าเดิม

     

    หลี่ซูไม่ได้เลือกใช้การป่าวประกาศอย่างโจ่งแจ้ง แต่นางเลือกใช้กลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" โดยเริ่มจากจุดที่เปราะบางและรวดเร็วที่สุด นั่นคือตลาดสด โรงน้ำชา และบ่อน้ำสาธารณะ ซึ่งเป็นแหล่งรวมของเหล่าบ่าวรับใช้และหญิงรับใช้จากจวนขุนนางต่างๆ ที่มักจะนำเรื่องซุบซิบภายในจวนมาแลกเปลี่ยนกัน

     

    "จำไว้..." หลี่ซูเอ่ยกับสมุนในเครือข่ายของนางที่ปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา ทั้งหมดนี้เป็นผู้ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีในด้านการสร้างข่าวลือและการจัดการข้อมูล "ข่าวลือที่ทรงพลังที่สุด คือข่าวลือที่ดูเหมือนความลับที่หลุดรอดออกมา คนเราจะเชื่อสิ่งที่พวกเขาคิดว่าไม่ควรจะรู้มากกว่าสิ่งที่ถูกบอกให้รู้"

     

    ณ โรงน้ำชา 'เมฆาคล้อย' ซึ่งเป็นแหล่งพักผ่อนของเหล่าคนขับรถม้าและบ่าวรับใช้ระดับสูง หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งในชุดผ้าป่านสะอาดสะอ้าน (ซึ่งเป็นคนของหลี่ซู) นั่งลงที่โต๊ะยาวพลางทำท่าทางตื่นเต้นจนปิดไม่มิด นางมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปหาเพื่อนร่วมโต๊ะแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้โต๊ะข้างๆ ได้ยิน

     

    "พวกเจ้าได้ยินเรื่องที่จวนสกุลซุนหรือยัง?" นางเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความลึกลับ "ข้ามีญาติเป็นสาวใช้ล้างจานอยู่ที่นั่น นางบอกว่าเมื่อวานนี้เห็นคุณหนูซือซือและคุณหนูเหมยเหมยเดินออกมาจากห้องหอ... เชื่อไหมว่านางแทบจะทำจานหลุดมือ!"

     

    "ทำไมหรือ? หรือว่าคุณหนูทั้งสองอาการทรุดหนัก?" ชายขับรถม้าคนหนึ่งถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาหยุดดื่มชาและหันมาฟังด้วยความสนใจ

     

    "ทรุดหนักที่ไหนกันล่ะ!" หญิงคนนั้นโบกมือปฏิเสธอย่างแรง "นางบอกว่างดงามประหนึ่งเทพธิดาจำแลงมาเกิด ผิวพรรณขาวนวลประหนึ่งหยกขาวที่ส่องแสงได้เอง ดวงตาเป็นประกายประหนึ่งดวงดาว และที่สำคัญ... มีกลิ่นหอมที่เพียงแค่เดินผ่านก็ทำให้คนทั้งจวนเคลิบเคลิ้มประหนึ่งอยู่ในแดนสุขาวดี!"

     

    เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นรอบโต๊ะ ผู้คนต่างหันมาฟังด้วยความตื่นเต้น

     

    "จริงหรือ? แต่ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูซือซือป่วยหนักจนแทบจะไม่รอด" หญิงสาวคนหนึ่งแทรกเข้ามา

     

    "นั่นแหละที่แปลก!" หญิงคนแรกตอบด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น "ญาติข้าบอกว่า เมื่อก่อนคุณหนูซือซือดูซีดเซียวและอ่อนแอ แต่หลังจากที่หมอหญิงลึกลับคนนั้นมาเยี่ยม ภายในเพียงหนึ่งวัน คุณหนูก็กลับมาสวยงามเกินกว่าที่เคยเป็น!"

     

    ข่าวลือเริ่มกระจายตัวประหนึ่งไฟลามทุ่ง หลี่ซูใช้เงินทองและเสน่ห์ของนางจ้างวานเหล่านักเล่านิทานตามหัวมุมถนนให้สอดแทรกเรื่องราวของ "หมอหญิงเทวะหลินเอ๋อร์" ผู้มาจากสำนักเร้นลับบนยอดเขาหิมะพันปี ผู้ครอบครอง "น้ำทิพย์คืนโฉม" ที่สามารถเปลี่ยนหญิงอัปลักษณ์ให้กลายเป็นนางอัปสรได้ในชั่วข้ามคืน

     

    ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม ข่าวลือนี้ก็ยกระดับจากการซุบซิบของบ่าวรับใช้ขึ้นสู่โต๊ะอาหารของเหล่าฮูหยินและคุณหนูในตระกูลขุนนาง หลี่ซูรู้ดีว่าสตรีผู้สูงศักดิ์เหล่านี้มีความริษยาและความต้องการที่จะโดดเด่นเหนือผู้อื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นางจึงเริ่มส่ง "ตัวอย่าง" ของความงามออกไปสู่สายตาชาวเมือง

     

    บ่ายวันนั้น รถม้าหรูหราของจวนสกุลซุนเคลื่อนตัวออกจากจวนอย่างช้าๆ มุ่งหน้าไปยังอารามหลวงเพื่อทำบุญตามปกติ แต่สิ่งที่ผิดปกติคือ ผ้าม่านรถม้าที่มักจะปิดมิดชิดกลับถูกเลิกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าเพียงเสี้ยวหนึ่งของซุนซือซือที่ผ่านการประทินโฉมด้วยเทคโนโลยีอนาคต

     

    เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่ใบหน้านั้นปรากฏสู่สายตาผู้คนบนท้องถนน เมืองหลวงทั้งเมืองประหนึ่งหยุดหายใจ ผิวที่ขาวละเอียดจนดูโปร่งแสง ริมฝีปากสีกลีบกุหลาบที่อวบอิ่ม และดวงตาที่ถูกขับเน้นด้วยเทคนิคการแรเงาชั้นสูง ทำให้ผู้ที่พบเห็นต่างตกตะลึงจนลืมก้าวเดิน

     

    "นั่น... นั่นคุณหนูซือซือจริงๆ หรือ? เหตุใดนางถึงงดงามได้ปานนี้!" เสียงอุทานดังขึ้นตลอดสองข้างทาง

     

    "ข้าเคยเห็นคุณหนูซือซือมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยเห็นนางสวยขนาดนี้เลย นี่เหมือนคนละคนเลย!"

     

    "ดูสิ ผิวของนางเปล่งแสงประหนึ่งไข่มุก และกลิ่นหอมที่ลอยมา... ข้าแทบจะเป็นลม!"

     

    หลี่ซูที่ปลอมตัวเป็นสตรีชั้นสูงนั่งอยู่ในโรงน้ำชาฝั่งตรงข้าม ลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ นางเริ่มดำเนินการขั้นต่อไปด้วยการส่ง "หน้าม้า" เข้าไปในกลุ่มฮูหยินที่กำลังจับกลุ่มคุยกันเรื่องความงามนี้

     

    "ข้าได้ยินมาว่า หมอหญิงหลินเอ๋อร์ผู้นี้ไม่ได้รักษาแค่โรคภัย แต่ยังสามารถ 'เปลี่ยนวาสนา' ผ่านใบหน้าได้ด้วย" หลี่ซูเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลึกลับ "ใครที่ได้รับการประทินโฉมจากนาง จะมีรัศมีแห่งหงส์และมังกรจับตัว จนแม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังต้องเหลียวมอง"

     

    คำว่า "ฮ่องเต้" และ "รัชทายาท" คือกุญแจสำคัญที่หลี่ซูใช้กระตุ้นความทะเยอทะยานของเหล่าสตรีในเมืองหลวง ข่าวลือเรื่องความงามที่สามารถสยบมังกรได้เริ่มแพร่สะพัดเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นนอก ผ่านทางเหล่าขันทีที่ออกมาซื้อของและเหล่านางกำนัลที่ลอบออกมาพบปะญาติพี่น้อง

     

    หลี่ซูยังใช้ความสามารถในการ "ปรุงแต่งข่าว" ของนาง สร้างเรื่องราวปาฏิหาริย์เพิ่มเติม เช่น หมอหญิงหลินเอ๋อร์สามารถเสกน้ำค้างให้กลายเป็นน้ำหอมที่ทำให้ชายหนุ่มลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น หรือการใช้ "ผงไข่มุกดารา" ที่ทำให้ผิวพรรณคงความเยาว์วัยไปตลอดกาล

     

    "กระแสสังคม" บัดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสนใจธรรมดา แต่มันกลายเป็น "ความคลั่งไคล้" (Hysteria) สตรีในเมืองหลวงต่างเริ่มเสาะหาที่อยู่ของหมอหญิงหลินเอ๋อร์ บางคนถึงกับยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อเพียงแค่จะได้เห็นหน้าหรือได้กลิ่นหอมจากตัวนางสักครั้ง

     

    ในขณะเดียวกัน หลี่ซูก็เริ่มส่งคนไปประโคมข่าวในระดับที่สูงขึ้น โดยการเข้าหาเหล่า "พ่อค้าเครื่องประดับ" และ "ช่างตัดเสื้อ" ชื่อดังของเมืองหลวง ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าออกจวนขุนนางใหญ่และวังหลวงอยู่เป็นประจำ

     

    "ท่านเศรษฐีหวัง ท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวของท่านถึงขายไม่ออกในช่วงนี้?" คนของหลี่ซูถามพ่อค้าผ้าชื่อดัง

     

    "ทำไมหรือ? หรือว่าสีนี้ไม่เป็นที่นิยมแล้ว?" พ่อค้าผ้าถามกลับด้วยความสงสัย

     

    "เปล่าเลย... แต่เป็นเพราะสีผิวของเหล่าคุณหนูในเมืองหลวงตอนนี้ไม่มีใครคู่ควรกับผ้าไหมของท่าน ยกเว้นเพียงคุณหนูสกุลซุนที่ได้รับการดูแลจากหมอหญิงหลินเอ๋อร์เท่านั้น ผิวของนางงดงามจนผ้าไหมของท่านดูหมองไปถนัดตา หากท่านอยากให้ผ้าของท่านกลับมาขายดี ท่านควรจะหาทางเข้าพบหมอหญิงผู้นั้น เพื่อขอให้ท่านช่วยแนะนำสีผ้าที่เข้ากับความงามระดับเทพธิดา!"

     

    การตลาดแบบปากต่อปากที่ถูกวางแผนมาอย่างดีนี้ ทำให้ชื่อของ "หลินเอ๋อร์" กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสูงส่ง ความลึกลับ และความงามที่เอื้อมไม่ถึง หลี่ซูรายงานผลการดำเนินงานผ่านกระแสจิตไปยังหลินเฟิงด้วยความภาคภูมิใจ

     

    [นายท่าน... บัดนี้เมล็ดพันธุ์แห่งความปรารถนาได้ถูกปลูกลงในใจของคนทั้งเมืองหลวงแล้ว ข้าเชื่อว่าไม่เกินสามวัน ข่าวนี้จะไปถึงหูของกุ้ยเฟยและฮองเฮาอย่างแน่นอน พวกนางจะไม่มีทางยอมให้สตรีสกุลซุนงดงามเกินหน้าเกินตา และเมื่อนั้น... พวกนางจะเป็นฝ่ายส่งคนมาเชิญท่านเข้าวังด้วยตัวเอง]

     

    หลินเฟิงในร่างหลินเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ในจวนสกุลซุนยกยิ้มอย่างเย็นเยียบ แผนการ "ป่าล้อมเมือง" ของหลี่ซูทำงานได้อย่างไร้ที่ติ บัดนี้เขาไม่ต้องดิ้นรนหาทางเข้าวัง แต่พระราชวังหลวงต่างหากที่จะต้องเปิดประตูต้อนรับเขาในฐานะ "ผู้กอบกู้ความงาม" ที่ทุกคนโหยหา

     

    บรรยากาศในเมืองหลวงยามค่ำคืนบัดนี้เต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ถึง "ปาฏิหาริย์แห่งจวนสกุลซุน" แสงไฟจากโคมไฟในจวนขุนนางต่างๆ ยังคงสว่างไสว เพราะเหล่าฮูหยินต่างนอนไม่หลับด้วยความกระวนกระวายใจ พวกนางต่างสั่งให้บ่าวรับใช้ไปสืบหาข้อมูลเพิ่มเติม และเตรียมของขวัญล้ำค่าเพื่อหวังจะได้รับความเมตตาจากหมอหญิงเทวะผู้นี้

     

    ความคลั่งไคล้ที่หลี่ซูสร้างขึ้นนั้นรุนแรงจนถึงขนาดที่มีการตั้งฉายาให้หลินเอ๋อร์ว่า "นางพญาบุปผาเร้นลับ" ผู้ที่กุมความลับแห่งความเป็นอมตะและความงามนิรันดร์ไว้ในมือ และนี่คือจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของกำแพงวังหลวงที่แข็งแกร่งที่สุด... ด้วยพลังแห่งความงามที่ไม่มีใครต้านทานได้

    คล้ายกับเรื่องจิ้งจอกเก้าหางข้ามภพ ระบบเติมแต้มสุขสม ที่คุณอ่าน