สยบฟ้าเหนือราชัน

    ตอนที่ 31 ถึงสำนักไผ่เขียว

    ตอนที่ 31 ถึงสำนักไผ่เขียว

       ในช่วงเวลาวิกฤตอสูรปลาเขี้ยวดาบระดับปฐพีอ้าปากกว้างกำลังจะกินเรือฉลามท่องคลื่นเข้าไปทั้งลำฉินหงเฉินหน้าซีดเผือดแทบไม่มีเรี่ยวแรงขยับตัว เจียงหวู่เฉินกอดเสี่ยวไป๋แน่นผู้คนบนเรือต่างทำอะไรไม่ได้ อยู่ห่างจากความตายเพียงแค่เอื้อม

       ทันใดนั้นที่ท้องฟ้ามีลำแสงสีเขียวพุ่งเข้าหาอสูรปลาเขี้ยวดาบระดับปฐพีอย่างรวดเร็ว

       ตูม กรี้สส

        ลำแสงสีเขียวทำให้มันกระเด็นไปเล็กน้อยจนงับพลาด เรือฉลามท่องคลื่นใช้โอกาสนี้แล่นทิ้งระยะห่างจากมันผู้คนบนเรือมองไปในทิศทางที่ลำแสงสีเขียวพุ่งมา

       บนท้องฟ้ามีกระถางขนาดใหญ่ลอยมาท่ามกลางแสงสว่างเรืองรองสีเขียวของตัวกระถางที่เคลื่อนที่เข้ามาใกล้มีชายวัยกลางคนชุดเขียวยืนอยู่ข้างบน

      สัตว์อสูรหันมามองผู้โจมตีก่อนจะคำรามอย่างโกรธเกี้ยวแต่เมื่อมันเห็นผู้มาเยือนมันกับสูญเสียความคิดที่จะต่อสู้ หาทางหนีโดยทันที

         แต่ผู้มาเยือนกลับไม่ให้โอกาสมันร่างวัยกลางคนขี่กระถางพุ่งเข้าหามันอย่างรวดเร็ว ชายคนนั้นซัดฝ่ามืออก เกิดเป็นรัศมีปรานรูปมือขนาดใหญ่สีเขียวพุ่งปะทะเข้ากับหัวอสูรปลาเขี้ยวดาบขั้นปฐพี

       เปรี้ยงง ร่างของอสูรขนาดยักษ์ระเบิดทะลุเป็นรอยฝ่ามือขนาดใหญ่สิ้นใจตายในทันทีเศษซากร่างของมันกระจายไปทั่วผืนน้ำเบื้องล่างท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคน

      ชายวัยกลางคนร่อนลงบนเรือฉลามท่องคลื่นอย่างนิ่มนวลกระถางขนาดใหญ่หดตัวจนเหลือขนาดเล็กจิ้ว ลอยไปอยู่บนฝ่ามือ ชายคนนั้นมีสีหน้าสงบนิ่งเหมือนการสังหารอสูรขั้นปฐพีในกระบวนท่าเดียวไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

       “ที่แท้แขกผู้มาเยือนเป็นคนของสำนักคุ้มภัยฉลามขาวอันมีชื่อเสียงมิทราบท่านหัวหน้าสำนักฉินเดินทางมาด้วยหรือไม่?”

       ฉินหงเฉินรีบคำนับอย่างนอบน้อม “เกรงว่าท่านพ่อไม่ได้มาด้วย ผู้เยาวน์ฉินหงเฉินคำนับจอมยุทธ์ซูผู้เยาวน์ได้ยินชื่อเสียงของจอมยุทธ์ซูของสำนักไผ่เขียวมานาน บัดนี้ได้เห็นกับตาถือว่าคำกล่าวไม่เกินเลยเลยจริงๆขอบคุณจอมยุทธ์ซูที่ช่วยชีวิต”

        “ขอบคุณจอมยุทธ์ซูที่ช่วยชีวิต” ลูกน้องของฉินหงเฉินทั้งหมดต่างยกมือขึ้นคำนับ

       “ที่แท้เป็นคุณหนูฉินข้าซูเฉินย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงมาไม่น้อยคำขอบคุณย่อมกล่าวเกินไปความจริงเป็นความรับผิดชอบของสำนักไผ่เขียวเราในการจัดการเหล่าอสูรร้ายโดยรอบกลับละเลยปล่อยให้สร้างปัญหาให้ผู้คนภายนอก สำนักเราขออภัย” เจียงหวู่เฉินได้ยินดังนั่นจึงโพล่งขึ้นมา

       “ท่านจอมยุทธ์เป็นคนของสำนักไผ่เขียว?” ซูเฉินหันมามองหวู่เฉินมันสำรวจดูเด็กชายเล็กน้อยก่อนจะพงกหัวอย่างชื่นชม

       “ใช่แล้วข้าคือซูเฉินแห่งสำนักไผ่เขียวไม่ทราบหนุ่มน้อยมีธุระอันใดกับสำนักไผ่เขียวเรา?” หวู่เฉินได้ยินดังนั้นรีบจูงมือน้องสาวเข้าหา

       “ท่านจอมยุทธ์เป็นคนของสำนักไผ่เขียวจริงๆ?ข้าน้อยมีชื่อว่าเจียงหวู่เฉินส่วนเด็กหญิงคนนี้ชื่อซูไป๋หลัน ท่านน้าซูฝากให้ข้าดูแลนางพามาส่งที่สำนักไผ่เขียว”

       “หืมสกุลซู?ท่านน้าซูไหนกัน?”

       “เป็นท่านน้าซูรั่วซานเสี่ยวไป๋เป็นลูกสาวของท่านน้านี่คือจดหมายที่ท่านน้าฝากให้ข้านำมามอบกับท่านเจ้าสำนัก” เด็กชายล้วงเอาจดหมายส่งให้ชายวัยกลางคนตรงหน้าซูเฉินทำสีหน้าตื่นตกใจในมือสั่นเทาเล็กน้อย ยื่นไปรับจดหมายที่หวู่เฉินยื่นให้

       มันแกะจดหมายอ่านดูซักพักดวงตาที่แข็งแกร่งสมชายชาตีก็แดงกร่ำเล็กน้อยๆพูดด้วยเสียงสั่นๆ

       “ที่แท้...ที่แท้เป็นน้องเล็ก” มันหลับตาเงียบไปซักพักก่อนจะลืมตาพรางพูดกับเสี่ยวไป๋อย่างอ่อนโยน

       “เด็กน้อยเจ้าคือซูไป๋หลัน ลูกสาวของของรั่วซาน?”

       “ข้า...คือเสี่ยวไป๋”เด็กหญิงดูกังวลเล็กน้อย

       “ดี ดีมากเสี่ยวไป๋ข้าคือลุงแท้ๆของเจ้า เจ้าเรียกข้าว่าท่านลุงใหญ่”

       “ท่านลุงใหญ่?”

       “ถูกแล้วมาข้าจะพาเจ้าไปหาท่านตาเจ้า ท่านตาเจ้าต้องดีใจมากมาก”เสี่ยวไป๋กังวลเล็กน้อยนางจับชายเสื้อหวู่เฉินแน่นไม่ยอมปล่อย ซูเฉินเห็นดังนั้นก็หัวเราะ

       “แน่นอนเด็กชายนี่ก็ไปด้วย น้องเล็กเขียนถึงเจ้าไม่น้อย ขอบใจที่เจ้าช่วยดูแลเสี่ยวไป๋”

       “ท่านจอมยุทธ์ซูกล่าวเกินไปเสี่ยวไป๋เป็นน้องสาวของข้า ข้าย่อมต้องดูแลนาง” ซูเฉินได้ยินก็ยิ้มออกมา

       “จอมยงจอมยุทธ์อะไร เรียกข้าว่าท่านลุงใหญ่เหมือนเสี่ยวไป๋เถอะ”

       “ท่านลุงใหญ่”

       “ดีฮ่าฮ่า”

      ทันใดนั้นฉินหงเฉินที่ยืนฟังอยู่ก็ผสานมือคำนับพูดออกมา “ถ้าอย่างงั้นสำนักคุ้มภัยเราคงหมดหน้าที่ ไม่ต้องไปส่งคนถึงหุบเขาไผ่เขียวแล้วจอมยุทธ์ซู ข้าฉินหงเฉินขอลาเพียงเท่านี้”

       “พวกท่านอุตส่าห์พาเสี่ยวไป๋และหวู่เฉินมาส่งทำไมไม่ขึ้นไปพักผ่อนบนเขาสักคลา?”

       “ขอบคุณจอมยุทธ์ซูที่มีน้ำใจแต่สำนักเรายังมีเรื่องที่ต้องจัดการอีกหลายอย่าง น้ำใจของจอมยุทธ์ซูพวกเราขอรับไว้ด้วยใจ” เจียงหวู่เฉินได้ยินก็เดินเข้ามาใกล้ๆฉินหงเฉินก่อนจะล้วงถุงเงินออกมา

       “พี่สาวฉินจะไปแล้ว? นี่เป็นค่าจ้างที่นำพวกเรามาส่ง” ฉินหงเฉินยิ้ม มือไม่ได้รับถุงเงิน

       “เจ้าเก็บไว้เถอะถ้าข้าเก็บเงินเจ้า ข้าจะยังเป็นพี่สาวเจ้าอีกได้อย่างไร? อีกทั้งเป็นจอมยุทธ์ซูที่เป็นคนจัดการอสูรนั่นด้วย”

       “แต่ว่า...”

       “ไม่มีแต่เป็นเพาะพวกเจ้าเราก็ได้สมบัติมามากมาย แค่นี้ก็พอแล้ว”

       “พี่สาว...แล้วเราจะเจอกันอีกมั้ย?”ฉินหงเฉินหัวเราะรอยยิ้มของนางดูงดงามเจิดจรัสดุจดวงอาทิตย์

       “เด็กน้อยข้าก็อยู่ที่เมืองชุนหนิว ไม่ไกลจากหุบเขาไผ่เขียวมากถ้าเจ้าคิดถึงพี่สาวก็มาหาพี่สาวได้ตลอดเวลา เดี๋ยวพี่สาวจะพาเจ้าไปเที่ยวให้ทั่วเมืองเลย”

       “เสี่ยวไป๋ก็จะไปด้วยได้มั้ย?”

       “ย่อมแน่นอน!”

    ...........................

       หลังจากแยกกับพวกฉินหงเฉินซูเฉินก็พาเด็กทั้งสองนั่งกระถางยักษ์บินข้ามทะเลขุนเขามากมายที่เบื้องล่างภูเขานั้นเต็มไปด้วยต้นไผ่นับไม่ท้วนจนสุดลูกหูลูกตาพวกมันเดินทางไม่นานก็มาถึงยอดเขาลูกหนึ่ง

      บนยอดเขามีสิ่งก่อสร้างที่ดูเป็นเหมือนสำนักอยู่บนยอดสำนักดูไม่ใหญ่มากแต่เมื่อรวมกับทิวทัศน์รอบด้าน ดูเหมือนดินแดนเซียนที่เร้นลับจากทางโลก

       พอมาถึงสำนักซูเฉินพาพวกมันไปหาคนผู้นึงคนผู้นั้นเป็นชายชราผมสีเกาลัด แต่งกายด้วยชุดขาว ท่าทางดูนิ่งขรึมองอาจ มันสำรวจมองหน้าเสี่ยวไป๋ก็มีหยาดน้ำตาปากกฎออกมา

       มันคือซูเทียนเจ้าสำนักสำนักไผ่เขียวคนปัจจุบัน พ่อแท่ๆของซูรั่วซาน

       “ชั่งเหมือนเสี่ยวซานยิ่งนัก”

       “เด็กน้อยเจ้าคือเสี่ยวไป๋?”

        “อื้ม”

        “ดีข้าคือตาของเจ้า”

        “ท่านตา?”

       “ถูกแล้ว หลังจากนี้ท่านตาจะดูแลเจ้าเองไม่ต้องเป็นห่วง”

       “แล้วท่านแม่?”

      ซูเทียนไม่ตอบคำทำได้แต่ถอนหายใจในใจหวู่เฉินสำรวจโดยรอบที่นี้จะเป็นที่ที่มันได้เริ่มต้นฝึกฝนเส้นทางยุทธ์ในหลายปีต่อไปนี้บางที ไม่กี่ปีต่อไปนี้มันอาจจะได้เป็นยอดฝีมือแห่งยุทธภพ? มีปัญญาปกป้องคนของตัวเอง