"วางใจเถิดท่านพ่อ ข้ารู้ดี" อวิ๋นเม่าเหอตอบรับ
ทั้งสองคนเดินออกมาในลานเรือน หวังซื่อนำตะกร้าเปล่าคืนให้อวิ๋นเฉิงเฟิง อวิ๋นเม่าเหอเห็นเข้าก็รู้ทันทีว่าภรรยาตนเองรับของของผู้อื่นมาอีกแล้ว
ยามปกติเมื่อชาวบ้านมีเื่มาขอร้องมักจะนำไข่ไก่ ถั่วเมล็ดพืช หรือของตอบแทนประเภทนี้ติดมือมาด้วย อวิ๋นเม่าเหอไม่ยินยอมให้หวังซื่อรับของกำนัล หากเขาเห็นเข้าจะสั่งให้นางนำไปคืนเสมอ ทว่าหวังซื่อเป็พวกตาโตยามเห็นเงินทอง แอบรับของกำนัลลับหลังอวิ๋นเม่าเหออยู่ไม่ใช่น้อย นานวันเข้าอวิ๋นเม่าเหอจึงไม่อาจทำสิ่งใดได้ ได้แต่หลับตาข้างหนึ่งเปิดตาข้างหนึ่ง ตราบใดที่ไม่ก่อเื่ราวใหญ่โตก็ปล่อยนางไป
"ผู้หญิงคนนี้ ของของพี่เม่าซานก็ยังจะรับอีก!" อวิ๋นเม่าเหอเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน "รีบนำออกมาคืนไป!"
"ท่านน้าเม่าเหอขอรับ เป็เพียงเห็ดป่าที่เก็บมาจากบนเขาเท่านั้น ไม่ได้มีมูลค่าอันใด ไม่เป็ไรหรอกขอรับ" อวิ๋นเฉิงเฟิงรีบเอ่ยอธิบาย
"ไปหยิบไข่ไก่มาห้าฟอง ให้เฉิงเฟิงนำกลับไปด้วย" อวิ๋นเม่าเหอสั่งหวังซื่อ
แม้หวังซื่อจะไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่กล้าเผชิญหน้ากับอวิ๋นเม่าเหอโดยตรง ทำได้เพียงเดินกลับเข้าครัว หยิบไข่ไก่ห้าฟองออกจากโอ่งใส่ลงในตะกร้าใบเล็กที่อวิ๋นเฉิงเฟิงถือมา
"ไอ้หยา! ท่านน้าเม่าเหอ ทำเช่นนี้เกรงใจแย่เลยขอรับ นำกลับไปท่านแม่ต้องดุแน่นอน" อวิ๋นเฉิงเฟิงเอ่ยปฏิเสธ ทำเช่นนี้มิใช่ฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้อื่นหรือ ไข่ไก่ห้าฟองขายได้ตั้งสามสี่อีแปะเชียวนะ
"เอาไปเถิด นำกลับไปต้มให้ท่านพ่อของเ้าบำรุงร่างกาย" อวิ๋นเม่าเหอตบไหล่อวิ๋นเฉิงเฟิง แล้วเดินออกจากประตูเรือนไป
อวิ๋นเฉิงเฟิงทำได้เพียงถือตะกร้าเดินตามไป ไม่กล้าหันไปมองสีหน้าของหวังซื่อที่ก่นด่ากัดฟันกรอดอยู่ข้าง ๆ เลยแม้แต่น้อย
ตลอดทางไร้เสียงพูดจา ไม่นานนักทั้งสองก็เดินมาถึงบ้านของอวิ๋นเม่าซาน
"พี่เม่าซาน ท่านดูดีขึ้นมากเลยนะ!" อวิ๋นเม่าเหอเห็นอวิ๋นเม่าซานไม่ได้นอนอยู่บนเตียง ทว่านั่งอยู่ข้างโต๊ะในเรือนหลัก ดูท่าทางฟื้นตัวดีขึ้นมากแล้ว
"ใช่แล้ว คราวนี้นับว่าข้าผ่านประตูนรกมาหนหนึ่ง อันตรายยิ่งนัก" พอเอ่ยถึงเื่าเ็ อวิ๋นเม่าซานยังคงรู้สึกหวาดหวั่นไม่หาย
"ท่านต้องดูแลรักษาตัวให้ดี หากทิ้งโรคเรื้อรังไว้จะยุ่งยากเอา" อวิ๋นเม่าเหอมองดูสีหน้าของอวิ๋นเม่าซาน ไม่ได้ซีดขาวเหมือนตอนที่ถูกแบกกลับมาแรก ๆ ทว่ามีเืฝาดแดงระเรื่อเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเฉินซื่อดูแลเขาอย่างดียิ่ง
"จริงสิ ท่านหาข้ามีธุระอันใดหรือ?" อวิ๋นเม่าเหอเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
แม้ยามปกติทั้งสองจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แต่อวิ๋นเม่าซานกลับน้อยนักที่จะมีเื่มาขอร้องเขา โดยเฉพาะหลังจากที่เขารับ่ดูแลงานหัวหน้าหมู่บ้านต่อจากบิดา ก็ไม่เคยรบกวนเขาเพราะเื่ส่วนตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว
"อ้อ เื่เป็เช่นนี้ สถานการณ์ในบ้านข้าเ้าก็รู้อยู่แล้ว เมื่อหลายปีก่อนเพื่อหาเงินจ้างหมอมารักษาและจ่ายค่ายาให้แม่ลูกซิ่วเอ๋อร์ จึงได้นำที่ดินในบ้านจำนองชำระหนี้ไปหมด เมื่อไร้ผลผลิตเสบียงอาหาร หลายปีมานี้จึงต้องพึ่งพาข้าขึ้นเขาลงห้วยล่าสัตว์ป่ามาประทังชีวิต"
อวิ๋นเม่าซานถอนหายใจเอ่ยยิ้มขื่นว่า "สภาพการณ์ในยามนี้เ้าก็เห็นแล้ว พอข้าาเ็ลง บ้านก็แทบพังทลาย หากปราศจากที่ดินทำกิน ก็ไร้ที่พึ่งพิงโดยแท้"
อวิ๋นเม่าเหอขมวดคิ้ว เอ่ยลองเชิงว่า "พี่เม่าซาน แล้วยามนี้ท่านตั้งใจจะทำอย่างไรเล่า?"
เมื่อนึกถึงยามที่เฉินซื่อให้กำเนิดบุตร อวิ๋นเม่าซานไม่ยินยอมรับความช่วยเหลือจากเขา ทว่าไปกู้ยืมเงินดอกเบี้ยโหดจากเศรษฐีเหอในหมู่บ้าน ดอกเบี้ยทบต้นจนสุดท้ายไม่มีปัญญาชำระคืน จำต้องนำที่ดินชั้นดีสิบกว่าหมู่ในบ้านไปจำนองชำระหนี้ ยามนี้หากคิดจะนำกลับคืนมาคงไม่ง่ายดายเลย
อวิ๋นเม่าซานดูความคิดของอวิ๋นเม่าเหออก เขาโบกมือเอ่ยว่า "เื่ที่นำไปจำนองชำระหนี้แต่ก่อนไม่ต้องไปคิดถึงมันแล้ว ข้าเพียงอยากถามว่าคนในหมู่บ้านมีใคร้าขายที่ดินบ้างหรือไม่ ข้าอยากจะซื้อสักห้าหกหมู่ วันหน้าชีวิตความเป็อยู่จะได้มีความมั่นคงบ้าง"
"อ้อ เื่นี้นี่เอง" อวิ๋นเม่าเหอถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก "ข้าจะกลับไปลองสืบดูว่ามีใครขายบ้าง อย่างมากที่สุดก็แบ่งขายที่ดินของหมู่บ้านให้ท่านสักสองสามหมู่"
"เช่นนั้นเื่นี้ต้องรบกวนเ้าแล้ว ช่วยหาที่ดินดอนให้ก่อนสักสองสามหมู่ก็พอ ปีหน้าฟ้าใหม่ยามเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิค่อยซื้อที่ดินนาอีกสองสามหมู่ เ้าช่วยใส่ใจให้หน่อยนะ" อวิ๋นเม่าซานประสานมือคารวะ
"พวกเราสองคนยังต้องเกรงใจอะไรกันอีก!" อวิ๋นเม่าเหอเอ่ยอย่างไม่ถือตัว "เงินทองในมือพอหรือไม่? หากไม่พอทางข้ายังพอแบ่งออกมาให้หมุนเวียนได้บ้างนะ"
เขาหยุดชั่วครู่แล้วเอ่ยเสริมว่า "ทว่าอย่าได้ไปกู้เงินดอกเบี้ยโหดอีกเด็ดขาด สิ่งนั้นสร้างความเดือดร้อนให้คนมานักต่อนักแล้ว!"
"ใช่แล้ว กู้หนี้กู้สินหนเดียวก็เข็ดขยาดไปจนตายแล้ว" อวิ๋นเม่าซานก้มหน้าเอ่ยด้วยความละอายใจ
ยามนั้นเขาดึงดันไม่ยินยอมรับความช่วยเหลือจากญาติมิตรซึ่งรวมถึงอวิ๋นเม่าเหอ จนต้องกู้หนี้นอกระบบดอกเบี้ยสูง สุดท้ายต้องสูญสิ้นทรัพย์สินหมดตัว หลายปีมานี้จึงไม่อยากเอ่ยถึงเื่นี้อีก
ยามนี้นึกถึงเื่ในยามนั้นขึ้นมาก็ราวกับผ่านพ้นไปคนละภพคนละชาติเลยทีเดียว