หลิวชิงหยู่ ลุกขึ้นจุดบุหรี่ เขาสูบพร้อมเดินไปเดินมาในห้องทำงาน
หลิวชิงหยู่ ตอนนี้กำลังวิเคราะห์สถานการณ์ตำบลกวนซานอยู่ในใจ ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงประโยคหนึ่งที่ว่า อสูรน้อยฟันฝ่าลมกรรโชกกับราชาในบ่อตื้น
ในบ่อตื้นอย่างกวนซาน การที่มีผู้แข็งแกร่งเหล่านี้ปักหลักมันย่อมไม่ง่ายเลยที่เขาจะตั้งหลักยืนหยัดและควบคุมสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ ซือเจิ้นเฉียง มีความได้เปรียบจากการเป็นคนในพื้นที่มาเนิ่นนาน ดังนั้นเขาจำเป็นต้องหาผู้สนับสนุนในการที่จะตอบโต้อีกฝ่าย และมันถึงเวลาแล้วที่เขาจะเคลื่อนไหวไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ทำตามใจชอบเหมือนครั้งก่อนๆ
ที่ผ่านมาเขาสามารถกัดฟันทนได้ก็เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวบ้านในกวนซาน แน่นอนว่าหลังจากนี้เขาไม่จำเป็นที่จะต้องอดทนอีกต่อไป
แต่จากสถานการณ์โดยรวม ณ ตอนนี้
มันนับเป็นอุปสรรคที่ยากลำบาก
เขาควรจะเดินเกมอย่างไรดี?
หลิวชิงหยู่ ครุ่นคิดและวิเคราะห์ เขารู้ดีว่าภูมิหลังของตนเองเหนือกว่า เมิ่งฮวน และ ฉินรุ่ยเจียเป็นสิบเท่าร้อยเท่า แต่ก่อนที่เขาจะตัดสินใจมาเป็นนายกของกวนซาน พ่อของเขาได้กำชับเขาอย่างหนักแน่นว่า หากเขาไปไม่ถึงระดับสภาเทศบาลเมือง ก็จะไม่ให้การสนับสนุนใดๆ เขาจะต้องพึ่งพาตัวเอง ยกเว้นจะมีใครใช้อำนาจเบื้องบนเล่นนอกกติกากับเขา ที่เหลือ ต่อให้เขาตกระกำลำบาก และถูกฝ่ายตรงข้ามบดขยี้ พ่อของเขาก็จะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือแม้แต่น้อย เพราะถ้าเขาไม่สามารถเลื่อนขั้นไต่เต้าไปสู่ระดับสภาเทศบาลเมืองด้วยความสามารถของตัวเอง คอยอาศัยแต่ความช่วยเหลือจากพ่อ เขาก็ยากที่จะผ่านอุปสรรคใหญ่ๆ ด้วยตัวเองได้ เนื่องจากคนในนั้นไม่ใช่เสือกระดาษ พวกเขามักจะทำให้ศัตรูคู่แข่งปวดหัวอยู่เสมอ หากเผชิญกับคนที่แข็งแกร่งเช่นนั้น ทั้งๆ ที่ยังขาดไหวพริบประสบการณ์ เขาก็จะประสบความล้มเหลวอย่างรวดเร็ว
ไม่มีวัน เขาไม่มีทางยอมแพ้แน่นอน! เขาที่เป็นถึงหัวหน้าหน่วยที่อายุน้อยที่สุดในหน่วยรบพิเศษ เอาชีวิตรอดจากศัตรูมากมาย จะมายอมพลาดท่าในเส้นทางการเมืองได้อย่างไร ไม่มีทาง เขา หลิวชิงหยู่ ยอมตาย ดีกว่ายอมแพ้
กล้ำกลืนฝืนทน? เหมือนตกนรกก็ช่าง! เขาที่เติบโตในกองทัพ กระดูกแข็งเหมือนเหล็ก ถ้าไม่ใช่ว่าเพื่อประชาชน ต่อให้เป็นเจ้านรกมาเอง เขาก็จะไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายกดขี่!
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ใจของหลิวชิงหยู่ก็ค่อยๆ สงบลง เขานั่งบนเก้าอี้ลงอีกครั้งพร้อมหยิบกระดาษออกมาแล้วขีดเขียนลงไป
เขาเขียนชื่อของซือเจิ้นเฉียงบนกระดาษ แล้ววาดวงกลมแผนผัง ซึ่งประกอบด้วย ซือเจิ้นเฉียง เลขาธิการพรรคประจำตำบล ตามด้วยบุคลากรภายในหน่วยงานต่างๆ ที่มีอำนาจบริหารส่วนท้องถิ่น เสร็จแล้วเขาก็หันมาเขียนชื่อตัวเองและวาดแผนผัง ในขณะที่คิดจะเขียนจุดแข็งของตนเอง เขาก็พบว่าไม่สามารถเขียนลงไปได้
ทันใดนั้นหลิวชิงหยู่ก็เหลือบไปเห็น เอกสารเกี่ยวกับความรับผิดชอบและอำนาจของนายกที่เขาวางไว้บนโต๊ะ เขาหยิบกระดาษเหล่านั้นขึ้นมาอ่าน ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา เขาหยิบปากกาแล้วเขียน คำสามคำด้านนอกวงกลมที่วงรอบชื่อของเขา อำนาจด้านการเงิน
เขาเป็นนายกเทศมนตรี หน่วยงานกรมการคลังขึ้นตรงกับองค์การบริหารส่วนตำบลจึงอยู่ภายใต้อำนาจนายก ทุกสิ่งต้องให้เขาเป็นผู้อนุมัติ แม้ซือเจิ้นเฉียงจะมีอำนาจจัดการกับบุคลากรในหน่วยงาน แต่เขาก็มีอำนาจด้านการเงิน เขาลืมอาวุธสำคัญตรงจุดนี้ไปได้ยังไง
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ หลิวชิงหยู่ ก็กลอกตาแล้วขบคิดเล็กน้อย เขาโทรเรียก จางหงเซวียน ผู้อำนวยการกรมการคลังของตำบลมาพบในทันที “ผู้อำนวยการจาง คุณจำได้ไหมครั้งที่แล้วผมถามคุณเกี่ยวกับ ขั้นตอนการการทำงานของกรมการคลัง คุณเข้าใจดีใช่หรือเปล่า? "
จางหงเซวียน รีบพยักหน้าแล้วพูดว่า “ผมเข้าใจ ผมเข้าใจเป็นอย่างดี”
จางหงเซวียน คือจิ้งจอกเฒ่า แต่เขาก็รู้ว่าหลิวชิงหยู่เป็นนายกที่แข็งแกร่ง ก่อนหน้านี้เอาสามารถจัดการกับ หานกั๋วชิง จนโดนเด้ง และเขายังได้ยินมาว่าหลิวชิงหยู่ยังกล้าเผชิญหน้ากับเสวี่ยเหวินหลงต่อหน้าผู้คน ดังนั้นเขาจึงต้องฟังที่หลิวชิงหยู่พูดด้วยท่าทีนอบน้อม แต่เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำตามสิ่งที่หลิวชิงหยู่สั่ง
หลิวชิงหยู่ไม่ใช่คนโง่ เขาสามารถคาดเดาความคิดของจางหงเซวียนได้ ดังนั้นเขาจึงพูดออกไปว่า “ผู้อำนวยการจาง ผมรู้ว่าคุณสนิทสนมกับเลขาธิการซือ แล้วเขายังสั่งกำชับให้คุณทำหลายๆ อย่าง แต่เดิมเลขาธิการซือเป็นผู้นำข้าราชการส่วนตำบล ผมจึงไม่พูดอะไรมาก แต่คุณต้องเข้าใจว่า กรมการคลังของคุณเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับองค์การบริหารส่วนตำบล ตามกฎระเบียบ การจะอนุมัติงบการเงินจะต้องมีลายเซ็นของผู้บริหารสูงสุดขององค์การบริหารส่วนตำบลนั้นๆ ดังนั้นผมไม่สนใจว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง แต่ตอนนี้ผมคือนายกเทศมนตรีตำบลกวนซาน ผมหวังว่าขั้นตอนกระบวนการทุกอย่างต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของมัน ถ้าผมพบว่ามีเรื่องที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น หรือว่ามีการจงใจละเมิดกระบวนการทำงาน ผมอาจจะต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเข้ามาจัดการ”
คำพูดของหลิวชิงหยู่เรียบง่ายมาก แต่มันกลับทำให้จางหงเซวียนเสียวสันหลังเขารู้สึกได้ถึงจิตสังหารที่แฝงในคำพูดธรรมดาๆ ของหลิวชิงหยู่ เขาพยักหน้ารับ รีบตอบออกไปว่า “นายกหลิว วางใจได้เลย ผมทำงานมาสิบกว่าปีแล้ว มันจะไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน”
หลิวชิงหยู่พยักหน้า “คุณเข้าใจก็ดีแล้ว อ๋อ จริงสิ ผมต้องบอกคุณเรื่องหนึ่งผมเจอเอกสารที่เกี่ยวข้องซึ่งอนุมัติโดยนายกเทศมนตรีคนก่อนๆ แล้วพบว่ามันมีข้อกำหนดที่ระบุไว้ชัดเจน มันบอกไว้ว่า หากค่าใช้จ่ายไม่เกิน 1000 หยวน ไม่ต้องนำมาให้นายกเซ็น ผมเป็นนายกใหม่ ตอนนี้จะยังไม่ใส่เงื่อนไขอื่นๆ เพิ่มเติม ดังนั้นคุณสามารถอ้างอิงจากข้อปฏิบัติเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ กฎยังระบุว่า ถ้าหากมีการเบิกค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า 1000หยวน แต่มากกว่า 500 หยวน เกินจำนวนห้าครั้ง จะต้องรายงานให้ผมทราบ ผมหวังว่าฝ่ายการเงินของคุณจะรับผิดชอบและเข้มงวดกวดขันกับเรื่องนี้ หากมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น คุณต้องเป็นผู้รับผิดชอบ”
หลังจากที่หลิวชิงหยู่ พูดจบ จางหงเซวียนก็หน้ามืด พร้อมยกถ้วยชาขึ้นซด
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นแล้วขอตัวลาทันที
หลังจากออกจากห้องทำงานของหลิวชิงหยู่ จางหงเซวียนก็หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม คำพูดของหลิวชิงหยู่แม้อาจจะดูเรียบง่าย แต่ก็เป็นการตอบโต้ที่หนักหน่วง ทำให้จางหงเซวียนรู้สึกอับจนหนทาง
เพราะเขารู้ดีว่า แม้เขาจะเป็นผู้อำนวยการกรมการคลัง แต่ซือเจิ้นเฉียงมีอำนาจอิทธิพลมาก นายกเทศมนตรีคนก่อนๆ จึงไม่กล้าก้าวก่ายฝ่ายการเงินเลยแม้แต่น้อย หากซือเจิ้นเฉียงบอกว่าต้องใช้เงิน เขาก็จะได้ใช้ แต่ทางฝั่ง หลิวชิงหยู่ นายกคนปัจจุบันก็ไม่ธรรมดา มันทำให้เขากลัวว่า หลิวชิงหยู่จะทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก หากเป็นเช่นนั้นเขาจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร เพราะหลิวชิงหยู่ กล้าแม้แต่กระทั่งทุบตีผู้ว่าการเทศมณฑล มิหนำซ้ำยังมีรองนายกถัง คอยหนุนหลัง ลำพังเขาย่อมไม่สามารถต่อกรกับหลิวชิงหยู่ได้แน่ แต่เมื่ออยู่ในตำบลกวนซาน เขาก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อคำสั่งของซือเจิ้นเฉียง ที่กุมอำนาจได้
เขากลอกตาไปมาแล้ววิ่งเข้าไปในห้องทำงานของ ซือเจิ้นเฉียง หลังจากเข้ามา เขาก็รายงานสิ่งที่หลิวชิงหยู่พูดทั้งหมดให้กับอีกฝ่าย แล้วกล่าวขึ้นด้วยความลำบากใจ “เลขาธิการซือ ผมควรทำยังไงดี ตอนนี้หลิวชิงหยู่มุ่งเป้ามาที่ท่านอย่างชัดเจน เอ่ยตามตรงปกติแล้วอำนาจทางการเงินมันอยู่ในกำมือเขา คุณต้องหาทางจัดการเรื่องนี้โดยเร็ว”
ซือเจิ้นเฉียง หน้านิ่วคิ้วขมวด เขาไม่คิดว่าหลิวชิงหยู่จะตอบโต้โดยเริ่มจากกรมการคลัง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติอย่างมาก เพราะตามระเบียบแล้วกรมการคลังได้ขึ้นตรงกับหน่วยงานของนายก ถ้าเขายื่นมือเข้าไปแทรกแซงเท่ากับเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ อาจทำให้ถูกตรวจสอบ แต่เนื่องจาก จางหงเซวียน ยังอยู่ตรงหน้า เขาจึงไม่สามารถแสดงสีหน้าผิดธรรมชาติออกไปได้ เขาจึงยิ้มแล้วพูดออกไป “ไม่เป็นไร หลิวชิงหยู่ก็แค่เด็กคนหนึ่ง เราต่างก็รู้กันดีว่าหลิวชิงหยู่ไม่มีทางหนีรอดจากเงื้อมมือผม คุณมั่นใจได้เลย คุณทำงานของคุณไปเถอะ เขาไม่สามารถสั่งปลดหรือมีคำสั่งย้ายคุณไปไหนได้ ท้ายที่สุดแล้ว อำนาจในการจัดสรรบุคลากรในกวนซาน หากไม่ได้รับการอนุมัติจากผม ใครหน้าไหนก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ซือเจิ้นเฉียงพูด จางหงเซวียนก็ใจเย็นลง เขารู้ดีว่า ซือเจิ้นเฉียง และ ซือจิ่งโจว น้องชายของเขากุมอำนาจด้านบุคลากร คนทั่วไปยากจะต่อกรด้วยได้ มันจึงทำให้ความกลัวที่จางหงเซวียนมีต่อหลิวชิงหยู่ลดน้อยลง แต่เขาก็ต้องระวังตัว เขาเชื่อว่าซือเจิ้นเฉียงจะต้องปะทะกับหลิวชิงหยู่ ผ่านเรื่องกรมการคลังแน่นอน
จางหงเซวียน คาดเดาได้ถูกต้อง ทว่าทิศทางมันไม่ถูกต้องนัก เขาคิดว่าซือเจิ้นเฉียง จากนี้คงต้องใช้ความระมัดระวังรอบคอบในการเคลื่อนไหวทำสิ่งต่างๆ แต่มันกลับตรงกันข้าม
ทันทีที่เขาเดินออกมาจากห้อง ซือเจิ้นเฉียงก็เริ่มคิดหาวิธีตอบโต้ หลิวชิงหยู่ และวิธีที่เขาเลือกใช้ก็คือ การตบหน้าอีกฝ่ายตรงๆ สาเหตุที่เขาเลือกใช้วิธีนี้ก็เพื่อจะบอกกับ หลิวชิงหยู่ว่า ในกวนซานใครใหญ่สุด
ดังนั้นหลังจากที่จางหงเซวียนไป ซือเจิ้นเฉียงก็ติดต่อหาผู้อำนวยการสำนักงานข้าราชการ หวางตงหยางมาพบ แล้วสั่งไปว่า “ตงหยาง ไปถอนเงินจากฝ่ายการเงินมา 1500 หยวน รายการแรก และรายการย่อย 600 หยวน จำนวน 5 รายการ”