นิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว**

    Re-new ตอนที่ 39 ตราแสดงความขอบคุณ

    ตอนที่ 39  ตราแสดงความขอบคุณ

     

            หลังจากนั้นหยูไห่ก็อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นตอนที่พวกเขาไปเก็บของที่ทะเลเขาเล่าว่าเขาได้ช่วยชีวิตจวิ๋นอ๋องและส่งเขาออกจากหินโสโครกเยี่ยงไรบ้างตั้งแต่ต้นจนจบหลังจากได้ยินเรื่องนี้แล้วเฒ่าหยูก็พยักหน้าช้า ๆ “ดีแล้วเจ้าพูดถูกทุกอย่าง ช่วยคนจมน้ำเป็นหน้าที่ของพวกเราชาวประมงโชคดีที่ชนชั้นสูงพวกนั้นจำเหตุการณ์นี้ได้ เรามิใช่คนประเภทที่เรียกร้องของตอบแทนสำหรับการทำความดีวันหน้าเราไม่ควรพูดถึงเรื่องนี้อีก”

             

            เสี่ยวเฉาไม่คิดว่าท่านปู่ของนางจะมีหัวคิดเยี่ยงนี้นางรู้สึกว่านางคงต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับชายชราผู้เงียบขรึมและมีอำนาจมากที่สุดในบ้านเสียใหม่ทั้งหมดแล้ว

             

            สีหน้าของหยูต้าชานผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด“ น้องรอง ข้ามิคิดเลยว่าน้องของข้าจะโชคดีได้ช่วยชีวิตของจวิ๋นอ๋องเอาไว้ถึงเราจะมิใช่คนประเภทที่เรียกร้องของตอบแทนจากผู้อื่นแต่เราก็ไม่ควรปฏิเสธความตั้งใจดีของพวกเขา เร็วเข้าสิ เปิดดูสิว่าท่านอ๋องให้ของดีอะไรมางั้นรึ! ”

             

            เฒ่าหยูเองก็จ้องไปที่ห่อผ้าในมือของหยูเสี่ยวเฉาเช่นกัน

             

            นี่คือตราแสดงความขอบคุณที่หัวหน้าขันทีของจวิ๋นอ๋องมอบให้พ่อของนางคนพวกนี้เกี่ยวอะไรด้วยเยี่ยงนั้น ? หยูเสี่ยวเฉารู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ของดี ๆ หากถูกคนนอกครอบครัวเห็นเข้าแล้ว อย่าหวังว่าพวกนั้นจะเหลือไว้ให้พวกเขา

             

            หยูเสี่ยวเฉาแอบถอนหายใจขณะเปิดห่อผ้าออกในนั้นมีก้อนเงิน 10 ก้อนและจี้หยก 1 อัน ดูจากลักษณะแล้วตราขอบคุณนี้ถูกรวบรวมมาอย่างเร่งด่วนแม้ว่าเนื้อหยกจะมิได้แย่ แต่มันก็ไม่ใช่ของชั้นเลิศแต่อย่างใด ของสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มักจะใช้ตบเป็นรางวัลให้พวกคนใช้

             

            “ขุนนางพวกนั้นช่างใจกว้างเสียจริงดูสิ ! พวกเขาให้เงิน 100 ตำลึงมาง่าย ๆ เลย อีกทั้งยังมีจี้หยกนี้อีกอย่างน้อยต้องราคา 180 ตำลึงเป็นแน่ ! ” หยูต้าชานเดาะลิ้น“ดูเหมือนว่าเราจะมีเงินพอจ่ายค่าเล่าเรียนของน้องสามไปอีก 10 ปีเลยมิใช่รึ ! ”

             

            หยูต้าชานรู้สึกเหมือนจะเป็นลมเมื่อมองดูก้อนเงินและจี้หยกพวกนั้นปกติแล้วของพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนในครอบครัวของพวกเขาจะมีวันได้เห็น

             

            หยูเสี่ยวเฉายิ้มหยันเงินนี้ได้มาเพราะพ่อของนางเสี่ยงชีวิตช่วยจวิ๋นอ๋องจากคลื่นลมทะเลที่น่ากลัวเอาไว้แล้วจู่ ๆ เงินพวกนี้จะกลายเป็นค่าเล่าเรียนอีก 10 ปีของอาสามได้เยี่ยงไร ?

             

            เฒ่าหยูเอื้อมมืออันใหญ่โตหยาบกร้านออกมาลูบจี้หยกสีขาวนั่นเบาๆ เขามองลูกชายคนรองแล้วตัดสินใจว่า “จี้หยกอันนี้มิใช่ของที่จะเอามาซื้อขายได้ในวันข้างหน้าไม่ว่าเราจะยากจนถึงเพียงใดก็ห้ามขายมันเป็นอันขาดมันจะเป็นมรดกตกทอดของตระกูลเรา สืบทอดต่อไปยังทายาทคนโตที่เป็นสายเลือดที่แท้จริงของตระกูลหยูและจะเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคต”

             

            สีหน้าของหยูต้าชานแข็งทื่อทายาทคนโตที่เป็นสายเลือดที่แท้จริงของตระกูลหยูงั้นหรือรึ ? นั่นไม่รวมเขามิใช่รึ! ทุกคนในตระกูลต่างก็รู้ว่าเขา หยูต้าชาน นั้นถึงจะเปลี่ยนแซ่แล้ว แต่ก็มิใช่สายเลือดของตระกูลหยู

             

            นางจางเป็นภรรยาคนที่สองของเฒ่าหยูและเป็นลูกพี่ลูกน้องของแม่ที่เสียไปแล้วของหยูไห่ตอนนั้นนางจางเพิ่งจะเป็นม่ายมาใหม่ ๆ นางถูกขับไล่ออกจากตระกูลของสามี  แม่ของหยูไห่รับนางเข้ามาด้วยความเมตตาต่อมาแม่ของหยูไห่ก็เสียชีวิตด้วยอาการป่วย ดังนั้นเฒ่าหยูจึงรับนางจางมาเป็นภรรยาคนที่สอง

             

            ลูกชายคนโตหยูต้าชาน เป็นลูกชายจากการแต่งงานครั้งแรกของนางจางและอายุมากกว่าหยูไห่เพียงแค่2 เดือนเท่านั้น

             

            ทายาทคนโตที่เป็นสายเลือดที่แท้จริงงั้นรึ? เยี่ยงนั้นก็หมายความว่าหยูไห่คือลูกคนโตของตระกูลหยูมิใช่รึไง ?สุดท้ายแล้วจี้หยกอันนี้ก็จะตกไปอยู่ในมือของน้องรองใช่หรือไม่ ?

             

            หยูต้าชานไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นอย่างสุดหัวใจแต่เขาก็ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะคัดค้านได้ ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการที่จี้หยกต้องตกเป็นของหยูไห่ที่ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกับเขาแต่เขารู้ว่าสถานการณ์ไม่ได้เข้าข้างเขาแม้แต่นางจางก็ไม่อาจเปลี่ยนการตัดสินใจของชายชราผู้นี้ได้หยูเสี่ยวเฉารู้สึกโล่งอกเมื่อได้ยินเช่นนั้น ทายาทคนโตที่เป็นสายเลือดที่แท้จริงของตระกูลหยูนั่นก็คือพี่ใหญ่ของนาง ! โชคดีจริง ๆ ทำดีครานี้ไม่เสียเปล่า! อย่างน้อยครอบครัวของนางก็ได้จี้หยกไว้ในครอบครอง

             

            อย่างไรก็ตามเงิน 100 ตำลึงก็ได้หลุดจากมือของเสี่ยวเฉาไป ถ้านางเร็วกว่านี้ล่ะก็ นางคงจะยักยอกเงินเอาไว้สัก2 ก้อนแล้ว หยูเสี่ยวเฉาร้องไห้อยู่ในใจ นั่นเงินตั้ง 100 ตำลึงเลยมิใช่รึไง !

             

            เมื่อทุกคนกลับไปถึงบ้านหยูเสี่ยวเฉาก็เห็นเงินทั้งหมดหายเข้าไปในกระเป๋าของนางจางและทำให้นางรู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาอีกครานางหลิวสังเกตเห็นลูกสาวทำหน้าหงอยจึงเอามือแตะหน้าผากเสี่ยวเฉาด้วยความเป็นห่วงกลัวว่านางจะไม่สบายอีก

             

            สามเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่สบายที่สุดที่นางหลิวได้อยู่มาตลอด7 - 8 ปี  ถึงแม้ปริมาณงานของนางจะไม่ลดลงและนางยังคงถูกตะคอกอยู่ทุกวันแต่ลูกสาวขี้โรคของนางก็ไม่ป่วยเลยสักครั้งในช่วงที่ผ่านมานี้ อีกทั้งลูกสาวของนางยังสามารถวิ่งเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้านได้อีก และถึงขั้นไปเรียนวิชาแพทย์กับท่านหมอโหยวได้อีกด้วย

             

            พวกเขาได้กินจนอิ่มเสมอแม้ว่ามันจะไม่ใช่อาหารแบบที่พวกเขาต้องการนอกจากนี้แล้วลูก ๆ ของนาง ก็ได้เรียนรู้วิธีวางกับดักและจับสัตว์มาได้บ้างเป็นบางครั้ง  พวกเขาจะทำอาหารกินกันข้างนอกบ้านแต่ก็ไม่เคยลืมที่จะเอาเนื้อย่างกลับมาให้แม่และพ่อของพวกเขา

             

            เมื่อเห็นแก้มของลูกๆ เป็นสีชมพูและร่างที่เคยผ่ายผอมของพวกเขาเริ่มมีเนื้อหนังขึ้นมาบ้าง นางหลิวจึงรู้สึกว่าความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นมาบ้างแล้ว

             

            “เมียต้าชานเมียต้าไห่ เช้านี้มีเริ่มมีน้ำแข็งอยู่บนพื้นบ้างแล้ว พรุ่งนี้ก็เก็บมันเทศมาไว้ที่ห้องใต้ดินด้วย”พอได้เงิน 100 ตำลึงมานางจางถึงได้ยิ้มออก

             

            หยูไห่รักภรรยาของเขาเป็นอย่างมากเขาจึงวางถ้วยข้าวลงและพูดขึ้นว่า “เช่นนั้นพวกเราผู้ชายมิต้องออกเรือไปหาปลาแล้วไปเก็บมันเทศแทนเป็นเยี่ยงไร? ”

             

            หลังจากได้ยินข้อเสนอของเขา  สีหน้าของนางจางก็เครียดขึ้นทันที “พวกเรามีที่ดินอยู่เพียงแค่3 แปลง ตอนที่ข้ายังอายุน้อย ๆ ข้าก็เก็บเพียงลำพังคนเดียวได้ เหตุใดจะต้องเลื่อนการหาปลาออกไปด้วย? เจ้าต้องใช้วันที่สามารถออกเรือได้ให้เต็มที่ก่อนที่จะหนาวเกินไปสิ ”

             

            หยูเสี่ยวเฉาลอบมองนางจางจอมงกแล้วคิดว่า‘ยัยแก่นี่ชอบเงินเสียจริง ! เงิน 100 ตำลึงทำให้ครอบครัวอยู่ได้ทั้งปีโดยไม่ต้องออกเรือหาปลาก็ได้ด้วยซ้ำ! นี่มัน เอเบเนเซอร์ สครูจ* เวอร์ชั่นผู้หญิงชัด ๆ ’

             

            เช้าวันรุ่งขึ้นหยูเสี่ยวเฉาที่สวมเสื้อผ้าฝ้ายหนาตื่นขึ้นมาอย่างมึนงงหลังจากโดนนางจางตะโกนปลุก นี่มันเพิ่งจะเดือนสิบเท่านั้นแต่ก็มีน้ำแข็งหนาเกาะอยู่บนพื้นแล้วถ้าเสี่ยวเฉาไม่ได้สวมเสื้อกันหนาวแล้วล่ะก็ ไม่อยากจะคิดเลยว่านางจะทนอากาศที่หนาวถึงเพียงนี้ได้หรือไม่

             

            “น้องสามกลับไปนอนเถอะข้าจะไปช่วยท่านแม่ขุดมันเทศเอง ! ”หยูเสี่ยวเหลียนลุกขึ้นทันทีแต่เมื่อเห็นน้องสาวยังง่วงอยู่ นางจึงรีบผลักน้องสาวกลับลงไปที่เตียง

             

            เตียงและผ้าห่มอุ่นๆ ทำให้ผู้คนไม่อยากลุกจากเตียงในตอนเช้า แต่เด็กหญิง 8ขวบกลับลุกขึ้นจากเตียงเตรียมพร้อมจะไปที่ไร่แล้ว แล้วนางล่ะ วิญญาณของนางเป็นถึงผู้หญิงอายุ30 แล้ว จะเอาแต่นอนเกียจคร้านอยู่บนเตียงได้เยี่ยงไรกัน ?

             

            หลังจากล้างหน้าบ้วนปากเสร็จแล้วหยูเสี่ยวเฉาก็เดินหาวตามนางหลิวไปอย่างเซื่องซึม เสี่ยวเฉาหันหน้าไปมองนางหลี่เล็กน้อยนางหลี่กำลังหาวและขยี้ตาอยู่ เห็นเช่นนั้นแล้วหยูเสี่ยวเฉาก็รู้สึกดีขึ้นทันทีนี่ไง ! ข้ามิใช่คนเดียวที่อยากนอนอยู่บนเตียงเสียหน่อย

             

            ทุกคนเดินไปบนทางแคบคดเคี้ยวที่ตรงไปสู่ไร่หลังจากก็เดินไปอีกประมาณ 2เค่อ หยูเสี่ยวเฉาก็เห็นที่ดินของพวกเขาที่เต็มไปด้วยเครือเถาวัลย์ของมันเทศอันเขียวชอุ่มพืชสีเขียว ท้องฟ้าสีฟ้าและกลิ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ที่มาพร้อมกับอากาศที่หนาวเย็นในทุกครั้งที่เสี่ยวเฉาหายใจเข้าไปมันช่วยทำให้นางตาสว่างขึ้น

             

            “เมียต้าชานเมียต้าไห่ พวกเจ้ามาเก็บมันเทศกันเยี่ยงนั้นรึ ? ” ชายหน้าตาธรรมดาผู้หนึ่งยิ้มทักทายพวกผู้หญิงอย่างอบอุ่น

             

            “อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านลุงสาม ! ท่านลุงก็มาขุดมันเทศเหมือนกันรึเจ้าคะ? ” หยูเสี่ยวเฉามีความประทับใจที่ดีกับลูกพี่ลูกน้องของพ่อผู้นี้ ตอนที่นางย้ายร่างมาที่นี่คราแรกชายผู้นี้เป็นคนแบกนางไปที่บ้าน

             

            หยูเจียงยิ้มและขยี้หัวเสี่ยวเฉาเขาสังเกตเห็นว่านางมีจอบเล็ก ๆ อยู่ในมือด้วยจึงเอ่ยแซวออกมาว่า “ดูสิเสี่ยวเฉาของเราเป็นผู้ใหญ่แล้วบ้านลุงสามขุดมันเทศเสร็จหมดแล้วล่ะ  ประเดี๋ยวพอข้ากวาดพื้นเสร็จแล้วข้าจะมาช่วยพวกเจ้าดีหรือไม่ ? ”

             

            “ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะพวกเรามีที่ดินอยู่เพียงแค่ 3 แปลงเท่านั้นเอง ทำวันเดียวก็เสร็จแล้ว ท่านพี่ทำงานของท่านพี่ต่อเถอะเจ้าค่ะ”นางหลิวปฏิเสธความช่วยเหลือของเขาอย่างนุ่มนวลครอบครัวของเสี่ยวเฉาเองก็มีคนเยอะอยู่แล้ว และทุกคนต่างก็มีงานยุ่งในฤดูนี้จะให้พวกเขาถ่วงคนอื่นให้ชักช้าได้เยี่ยงไร ? นางหลี่มองน้องสะใภ้ปฏิเสธความช่วยเหลือก็หมายความว่านางจะต้องทำงานเหนื่อยขึ้น ถ้าน้องสะใภ้รองเหนื่อยเพียงคนเดียวก็ว่าไปอย่างแต่เหตุใดจะต้องลากนางไปเหนื่อยด้วย ?

             

            หยูเสี่ยวเฉาเห็นมันเทศกองโตที่ผู้อื่นขุดขึ้นมากองอยู่ข้างถนนแล้วนึกถึงอาหารที่ทำจากมันเทศทั้งหมดในชาติก่อนของนางภาพมันเทศอบ, บัวลอยนุ่ม ๆ เหนียว ๆ ที่ทำจากมันเทศ และแพนเค้กมันเทศภาพอาหารเหล่านั้นลอยอยู่ในหัวของนางเด็กหญิงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาจึงหยิบจอบก้าวเข้าไปในไร่อย่างกระตือรือร้นได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้ว !

             

            ขณะที่ท่านแม่และท่านลุงสามของเสี่ยวเฉากำลังพูดคุยกันอยู่นางก็ได้ปัดพวกเถาวัลย์ออกไปและเล็งจอบไปที่ส่วนที่หนาที่สุดเพื่อเริ่มต้นขุด  หลังจากเหวี่ยงจอบแล้ว  นางก็เห็นมันเทศฝังอยู่ในดินครึ่งหัวหยูเสี่ยวเฉาตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น แม้ว่าในชาติก่อนครอบครัวของนางจะมีที่ดินอยู่บ้างแต่พวกเขาก็ปลูกเพียงแค่ข้าวสาลีกับถั่วเหลืองเท่านั้น มิเคยปลูกมันเทศเลยสักคราจะเจอบ้างก็แค่บางคราที่มันขึ้นอยู่ตรงริมไร่ที่ผู้อื่นปลูกไว้เพียงเท่านั้น

             

            หยูเสี่ยวเฉาใช้จอบขุดเอาดินรอบๆ ออกมาอย่างระมัดระวัง และขุดหลุมให้ลึกขึ้นใหญ่ขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ทำให้มันเทศเสียหาย นางจึงทิ้งจอบและขุดดินที่เหลือต่อด้วยมือเปล่าสุดท้ายนางก็รู้สึกว่ามันเทศเริ่มคลายจากพื้นดิน จากมุมมองของนางแล้วมันดูใหญ่เท่าลูกวอลเล่ย์บอลเลยก็ว่าได้เสี่ยวเฉาจับมันเอาไว้และออกแรงดึงด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีในที่สุดมันเทศก็หลุดออกมาจากพื้น

             

            แรงดึงทำให้นางล้มก้นจ้ำเบ้าแต่โชคดีที่เถาวัลย์และดินที่นางขุดเอาไว้ได้กลายเป็นเบาะรองก้นนาง นางเลยไม่รู้สึกเจ็บมากเท่าใดนักเด็กหญิงปัดดินออกจากก้นแล้วหยิบมันหวานที่ขุดเองขึ้นมาพร้อมกับประกาศว่า “ท่านแม่! มาดูนี่เร็วเข้า ! ข้าขุดมันเทศหัวใหญ่ได้ด้วยล่ะ ! ”

             

            ลุงสามก็เข้ามาดูด้วยและทำสีหน้าประหลาดใจ“โอ้ ! เสี่ยวเฉาของเรานี่เก่งจริง ๆ ขุดคราแรกก็ได้มันเทศใหญ่ขนาดนี้แล้ว ! ”

             

            หยูเสี่ยวเฉาดีใจเป็นอย่างมากแต่อยู่ ๆ เสียงของหินศักดิ์สิทธิ์ก็ดังขึ้นมาในหูของนาง

             

            [ เหตุใดต้องตื่นเต้นถึงเพียงนั้นด้วยเล่า? ลืมไปแล้วรึ ? เมื่อ 2 เดือนก่อนเจ้าเอาน้ำอาบของข้าไปผสมกับน้ำแล้วใช้มันรดน้ำที่ไร่ถ้าไม่มีข้าช่วย ที่ดินแห้งแล้งเยี่ยงนี้จะปลูกมันเทศออกมาได้ผลใหญ่ถึงเพียงนี้รึ ?]

             

            “หืม ! เยี่ยงนั้นน้ำแช่หินศักดิ์สิทธิ์ก็ช่วยให้พืชผลโตขึ้นได้ด้วยงั้นรึ ? ”ลูกสาวชาวไร่อย่างหยูเสี่ยวเฉารู้สึกใจเต้นขึ้นมา ในอนาคตหากนางสามารถปลูกพืชนอกฤดูกาลได้นางก็จะสามารถทำเงินได้มากโขเลยมิใช่รึ ?

             

            [ พืชนอกฤดูกาลคืออะไรรึ ? ] หินศักดิ์สิทธิ์รู้สึกแปลกใจกับความคิดประหลาดๆ ของหยูเสี่ยวเฉา

             

            หยูเสี่ยวเฉาขุดมันเทศต่อพร้อมกับตอบว่า“ก็คือ...การปลูกผักฤดูใบไม้ผลิในฤดูหนาว เจ้าเข้าใจหรือไม่ ? ”

             

            [ อ๋อ ! มิได้ยากเย็นสำหรับข้า ตราบใดที่ไม่ใช่พายุหิมะข้าก็สามารถเร่งการเจริญเติบโตของพืชได้ ] ถ้าหินศักดิ์สิทธิ์มีหางมันก็คงจะยาวขึ้นไปถึงบนท้องฟ้าแล้ว ถึงพลังของมันจะกลับมาเพียงเล็กน้อยแต่ก็มากพอที่จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชได้

             

            หยูเสี่ยวเฉาขุดได้มันเทศลูกที่เล็กกว่าใกล้ๆ กับตรงที่นางขุดครั้งแรกและพยายามระงับความดีใจพร้อมกับตอบไปว่า “ถ้าสิ่งที่เจ้ากล่าวมาเป็นความจริงเยี่ยงนั้นข้าก็จะทำให้เจ้าได้ดูดพลังจากสมุนไพรของท่านหมอโหยวอีกเป็นแน่”

             

            *เอเบเนเซอร์สครูจ (EbenezerScrooge) คือตัวละครจากนิทานเรื่อง A Christmas Carol ของชาร์ลส์ ดิกเคนส์ โดยเอเบเนเซอร์ สครูจเป็นนายธนาคารผู้เลือดเย็นและละโมบที่ได้รับการมาเยือนจากวิญญาณของเพื่อนเก่าที่มาเตือนให้ระวังภูติแห่งเทศกาลคริสต์มาส จำนวน 3 ตน ที่จะมาเยือนตัวเขา คือ"ภูติแห่งคริสต์มาสในอดีต" (Ghost of Christmas Past) เป็นภาพชีวิตของสครูจในอดีตเมื่อเริ่มทำงานใหม่ ๆยังยากจนอยู่แต่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีความเอื้ออารีต่อผู้คน, "ภูติแห่งคริสต์มาสในปัจจุบัน" (Ghost of Christmas Present) เป็นภาพชีวิตในปัจจุบันของสครูจ ที่เบียดเบียนผู้คนอย่างเลือดเย็นจนเป็นที่หวาดเกรงและเกลียดชังจากคนรอบข้าง และ"ภูติแห่งคริสต์มาสในอนาคต" (Ghost of Christmas Yet to Come) เป็นภาพของสครูจที่นอนตายอย่างเดียวดายและถูกหัวขโมยเข้ามารุมทึ้งทรัพย์สมบัติ และหลุมฝังศพ

            นิทานจบลงเมื่อสครูจตื่นขึ้นมาในเช้าวันคริสต์มาสสำนึกตัวได้ว่าชีวิตของเขานั้นขาดความรักและความเห็นอกเห็นใจต่อคนรอบข้างเขาใช้เวลาที่เหลืออยู่ในวันนั้นไปกับการแบ่งปันให้กับผู้ยากไร้และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

             

            นวนิยายจบลงเมื่อสครูจตื่นขึ้นมาในเช้าวันคริสต์มาสสำนึกตัวได้ว่าชีวิตของเขานั้นขาดความรักและความเห็นอกเห็นใจต่อคนรอบข้างเขาใช้เวลาที่เหลืออยู่ในวันนั้นไปกับการแบ่งปันให้กับผู้ยากไร้และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

    คล้ายกับเรื่องนิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    นิยาย แฟนตาซี
    3.26M 1036
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    นิยาย แฟนตาซี
    787K 1107
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912