ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 156 คาดไม่ถึง

            เขาแลบลิ้นออกมาลิ้มรสเลือดสดที่เปรอะเปื้อนอยู่บนใบหน้าของตัวเองอย่างบ้าคลั่งดูเขาจะกำลังเพลิดเพลินกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่อย่างสุดซึ้งจากนั้นก็แสยะยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องรีบ ข้าจะส่งพวกเจ้าไปพร้อมกันเอง”

            คำพูดของเขานั้นเย็นชาไร้ความรู้สึก

            และสิ่งที่เขากำลังจะทำต่อจากนี้เองก็ยิ่งจะโหดร้ายบ้าบิ่นยิ่งกว่าเดิม

            ตูม

            ปีศาจร้ายอันน่าหวาดกลัวตนนี้พลันกระทืบเท้าลงไปบนพื้นทีหนึ่งอย่างรุนแรงมันรุนแรงเสียจนสามารถบดขยี้เวทีที่สร้างขึ้นจากศิลาเขียวขนาดหนึ่งพันตารางเมตรให้แตกกระจายเป็นเพียงเศษหินกองหนึ่งเท่านั้นพลังอันน่าหวาดกลัวของมันนั้นราวกับสามารถสั่นสะเทือนไปทั่วปฐพีได้ก็ไม่ปาน

            “จงชดใช้ซะเถอะ อาณาจักรโล่ยื่อ!”

            วูเถี่ยประกาศคำพิพากษาของเทพแห่งความตายออกมาอย่างเลือดเย็นเหล่าเศษหินจำนวนมหาศาลที่กองอยู่บนพื้นนั้น ไม่ว่าจะขนาดเล็กใหญ่เพียงใดต่างก็ลอยตัวขึ้นมาบนอากาศ หลังจากนั้นก็มีเสียงดีดนิ้วดังขึ้นเบาๆเศษหินทั้งหลายพลันพุ่งทะยานออกไปทั่วทุกสารทิศของอัฒจันทร์รอบเวทีนี้

            สวรรค์

            นี่มันมหันตภัยวันสิ้นโลกชัดๆ

            เศษหินที่แตกออกจากเวทีศิลาเขียวนั้น อย่างต่ำๆ ก็น่าจะมีหลายแสนก้อนพอมันลอยขึ้นมาแล้วก็เหมือนกับพายุแห่งความตายทรงกลมสายหนึ่ง

            ยิ่งไปกว่านั้นพลังที่ใช้ผลักเศษหินเหล่านี้เองก็รุนแรงจนน่ากลัวเหมือนกันเกรงว่าแม้แต่ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนเองก็อาจจะถูกพุ่งใส่จนทะลุร่างกายไปเลยก็ได้อย่าว่าแต่เหล่าประชาชนคนธรรมดาที่อยู่ด้านล่างนั้นเลย

            มันแสดงเจตจำนงชัดเจนว่าต้องการจะทำลายล้างชีวิตนับแสนทิ้งเปลี่ยนงานเทศกาลรื่นเริงให้กลายเป็นทะเลโลหิตแห่งความตาย

            ความโหดเหี้ยมอำมหิตอย่างไรปรานีขนาดนี้มันไม่เหลือความเป็นมนุษย์อยู่เลยแม้แต่น้อย

            “ไอ้ชาติชั่ว หยุดนะ!!”

            บนที่นั่งชั้นพิเศษที่อยู่สูงขึ้นไปนั้นพลันมีเสียงโกรธเกรี้ยวระเบิดดังขึ้นหลายเสียง

            เหล่ายอดฝีมือที่อยู่ในนี้นั้นคิดจะลงมือตั้งแต่ที่วูเถี่ยเหยียบเวทีศิลานั่นจนแตกแล้วแต่พวกเขาเองก็ไม่คิดว่าไอ้ชั่วนั่นมันจะบ้าคลั่งป่าเถื่อนมากถึงเพียงนี้ถึงกลับคิดที่จะฆ่าล้างบางทั้งสนามเลยทีเดียว

            “ปกป้องประชาชนก่อน!!”

            เซียวหยันที่เป็นถึงผู้นำประเทศนั้นระดับฝีมือย่อมไม่ด้อยไปกว่าใคร

            เขาเป็นคนแรกที่เริ่มลงมือเข้าไปสร้างม่านพลังป้องกันจากพลังฟ้าดินขึ้นที่บริเวณฝั่งทิศตะวันตก

            หลังจากนั้นหลานห่ายและจีหยูยี่ก็พุ่งไปที่อีกสองทิศทางพร้อมกับใช้พลังระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายสร้างม่านพลังป้องกันขึ้นเช่นกันส่วนบนฟ้าก็มีคมดาบอันแข็งกร้าวสายหนึ่งถูกฟาดฟันลงมาอย่างฉับพลันสกัดกั้นเศษหินที่พุ่งไปยังทิศทางสุดท้ายเอาไว้

            ต้วนเทียนหยาย่อมต้องลงมือในจังหวะที่สำคัญที่สุดอยู่แล้ว

            ตูมตูมตูม!

            เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นอย่างต่อเนื่องราวกับมีปืนใหญ่กำลังระดมยิงเข้ามา

            เศษหินจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งชนม่านพลังป้องกันทั้งสี่สาย

            แต่เรื่องที่น่ากลัวที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้

            พวกหลานห่ายนั้นแต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายกันแล้วแต่ว่าม่านพลังป้องกันที่พวกเขาใช้พลังทั้งหมดสร้างขึ้นมานั้นกลับไม่สามารถสกัดกั้นเศษหินธรรมดาๆที่พุ่งเข้ามาได้หมด

            นอกจากฝั่งของต้วนเทียนหยาที่ไม่มีเศษหินหลุดรอดไปได้เลยแม้แต่ก้อนเดียวแล้วแต่ฝั่งอื่นๆ ที่เหลืออีกสามฝั่งนั้น มีเศษหินอย่างต่ำๆ สามส่วนที่สามารถทะลุม่านพลังป้องกันไปได้จากนั้นมันก็พุ่งทะลวงเข้าใส่ฝูงชนที่อัดกันอยู่อย่างแน่นขนัดนั่นโดยไร้ซึ่งความปรานี

            “อ๊าก!!”

            “ไม่นะ!!”

            “แม่จ๋า ฮือฮือ... แม่จ๋า...”

            “ไอ้บ้าเอ๊ย อั่ก! ข้ายังไม่อยากตายนะ!!”

            พริบตานั้นเองทั่วทั้งสนามประลองก็เกิดการบาดเจ็บล้มตายครั้งใหญ่ขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

            ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ไหนเลยจะสามารถป้องกันการโจมตีของยอดฝีมือสุดแข็งแกร่งขนาดนี้ได้

            แค่เศษหินก้อนเล็กๆ ก็สามารถใช้เป็นอาวุธในการเจาะร่างกายผู้คนจนทะลุเป็นรูกลวงๆได้อย่างง่ายดาย เศษหินราวๆ หมื่นก้อนที่สามารถทะลวงเข้าไปได้นั้นพริบตาเดียวก็ได้พรากชีวิตของชาวบ้านธรรมดาไปมากกว่าสองถึงสามหมื่นชีวิต

            เลือดสดๆ จำนวนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลดุจสายธาร

            เสียงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังระงมจนสะท้อนไปมาทั่วบริเวณ

            ชิ้นส่วนร่างกายที่กระจายอยู่เต็มพื้นซากศพอันเย็นเยียบที่นอนเกลื่อน มันช่างโหดร้ายและเย็นชาเกินจะบรรยาย

            เด็กตัวน้อยๆ ที่ตามหาคนใกล้ตัวไม่เจอ จึงได้แต่ยืนร้องไห้ดังระงมอยู่ท่ามกลางฝูงคนที่กำลังโกลาหลสุดขีดเสียงร้องของพวกเขานั้นทิ่มแทงบาดลึกเข้าไปในจิตใจของผู้คน

            “ไอ้เดรัจฉานชาติชั่ว!!”

            พระราชาเซียวหยันนั้นเป็นผู้นำที่รักใคร่เอ็นดูประชาชนดุจลูกในไส้แต่ละชีวิตที่สูญเสียไปนั้นทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่ามีมีดกรีดหัวใจเขาสดๆ ก็ไม่ปาน

            เขาตะโกนกู่ก้องอย่างโกรธแค้นแต่ก็ไม่กล้าขยับเข้าใกล้มากกว่านี้

            เพราะว่าการโจมตีด้วยเศษหินเมื่อครู่นี้มันน่ากลัวเกินไปเหล่ายอดฝีมือทั้งหลายล้วนเห็นถึงความแตกต่างของพลังฝีมือกันอย่างชัดเจน

            ไอ้วูเถี่ยนี่ไม่ใช่ตัวจริงแน่ๆ น่าจะเป็นยอดฝีมือด้านพลังจิตระดับสูงคนหนึ่งที่กำลังควบคุมมันอยู่

            “ท่านเป็นใครกันแน่? กล้าก่อกรรมทำชั่วได้อย่างร้ายกาจอำมหิตขนาดนี้หรือว่าท่านไม่กลัวจะถูกสวรรค์ลงโทษเลยรึ!”

            หลานห่ายส่งเสียงถามออกไปด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมสีหน้าเขาเองก็ดูบูดบึ้งสุดขีดเช่นกัน

            ความแข็งแกร่งของคนตรงหน้านี้มันอยู่ในระดับที่คนทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้ไปแล้ว

            “ฮ่ะฮ่ะ...ลงโทษ? สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นี่แหละคือการลงโทษที่พวกเจ้าราชอาณาจักรโล่ยื่อสมควรโดนที่ทะเลสาบเมฆาอัสนี ตอนที่พวกเจ้ารุมกันรังแกคนของลัทธิหมื่นวิญญาณเราพวกเจ้าก็ไม่ได้คิดเรื่องจะโดนแก้แค้นคืนบ้างเลยรึ?”

            ลัทธิหมื่นวิญญาณ!!

            สีหน้าของผู้คนทั้งหลายพลันเย็นชาขึ้นมาหลายส่วน

            ปีศาจร้ายที่หลบซ่อนอยู่ในรังนั่นในที่สุดก็ยื่นคมเขี้ยวของมันออกมาแล้วอย่างนั้นรึ?

            แต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าการแก้แค้นของลัทธิหมื่นวิญญาณมันจะอำมหิตขนาดนี้มันไร้ซึ่งความเมตตาของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง

            และในตอนนั้นเอง เหล่าทหารองครักษ์ของราชสำนักก็เริ่มรู้สึกถึงความวุ่นวายแล้วจึงได้พุ่งเข้ามาภายในสนามแห่งนี้จากด้านนอกทันทีจากนั้นก็กระจายกำลังกันเข้าไปปกป้องเหล่าชาวบ้านตาดำๆ ทั้งหลาย

            ทหารองครักษ์เหล่านี้นั้น แต่ละคนล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสิ้นพวกเขาช่วนกันแบกหามเหล่าประชาชนออกไปจากสนามประลองแห่งนี้เพียงไม่นานพวกเขาก็สามารถอพยพผู้คนจำนวนมหาศาลออกไปจากภัยร้ายนี้ได้แต่สำหรับชาวเมืองนับหมื่นคนที่ตายไปแล้ว พวกเขาเองก็ไม่มีอำนาจพอจะฝืนธรรมชาติได้

            วูเถี่ยไม่ได้สนใจความเคลื่อนไหวรอบข้างเลยสักนิดเขามองไปที่บริเวณที่นั่งพิเศษที่อยู่สูงขึ้นไปเหนืออัฒจันทร์นั่น

            ตรงนั้นเป็นที่ๆ เหล่าขุนนางชั้นสูงทั้งหลายนั่งอยู่เมื่อครู่นี้แต่ตอนนี้พวกเขาได้หนีจากไปแล้วเหลือแต่เพียงเงาร่างของคนไม่กี่คนที่ยังคงอยู่และมองมาที่เขาด้วยสีหน้าเย็นชา

            “เจ้าน่ะรึ ราชาแห่งอาณาจักรชูอวิ๋น?” วูเถี่ยมองไปทางหลินเฮ่ายวน “พ่อของไอ้หลินหยางนั่น?”

            เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายพลันหันขวับขึ้นไปมองที่เดียวกันมองไปที่หลินเฮ่ายวนที่เป็น “คนธรรมดา” ที่ดูท่าทางเตรียมพร้อมจะต่อสู้อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

            “พวกเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณ...ไม่สมควรมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้อีก”

            “เจ้าว่าอะไรนะ? ฮ่าฮ่านี่เป็นเรื่องตลกที่ข้ารู้สึกขำมากที่สุดในรอบหลายวันมานี้เลย”

            วู่เถี่ยรู้สึกขำจนหัวเราะลั่นเพราะคำพูดของหลินเฮ่ายวน

            ร่างกายของเขาพลันเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างน่ากลัว

            ร่างกายของเขาค่อยๆ พองตัวขึ้นจากนั้นรูปร่างของเขาก็แปรเปลี่ยนไปเป็นอีกคนโดยสมบูรณ์ในเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่นาทีราวกับปั้นดินน้ำมันอย่างไรอย่างนั้น

            ผมยาวสีดำสนิท ดวงตาสองข้างที่ดูชั่วร้ายอำมหิตมุมปากที่แสยะยิ้มอย่างเย็นชา จิตสังหารอันแสนชั่วร้ายแผ่ออกมาอย่างน่าหวาดกลัว

            คนตรงหน้านี้ก็คือร่างแยกเงาอีกตัวหนึ่งของเมี่ยชางเซิงนั่นเอง!

            แต่ว่าทั่วทั้งร่างกายเขานั้นสัมผัสไม่ได้ถึงพลังชีวิตเลยแม้แต่น้อยเหมือนกับซากศพที่เดินได้ก็ไม่ปานมีพวกดวงตาทั้งสองข้างของมันเท่านั้นที่ยังมีประกายอันชั่วร้ายอำมหิตที่เป็นสัญลักษณ์เฉพาะของเมี่ยชางเซิงอยู่

            เขาชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้วจากนั้นก็ชี้ขึ้นไปทางหลินเฮ่ายวนที่อยู่บนชั้นลอยนั่นว่า “ฮ่าฮ่า อย่างนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าใครกันแน่ที่จะต้องหายไปจากโลกนี้”

            ซูมม

            ทั่วทั้งร่างของมันพลันระเบิดพลังงานอันชั่วร้ายปริมาณมหาศาลออกมาความแข็งแกร่งของพลังนั่นมันเหนือกว่าพลังของระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดอย่างสิ้นเชิงทำเอาผู้คนรู้สึกเครียดจนยากจะหายใจ

            “พะ โพ่ไห่?”

            เซียวหยันส่งเสียงตกใจออกมาด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

            ส่วนคนอื่นๆ เองก็หน้าถอดสีไปตามๆ กัน

            ระดับโพ่ไห่ ในทวีปชี่อู่นี้มันเป็นตัวตนอันไร้เทียมทานระดับตำนานไปแล้วเหล่ายอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงเมื่ออยู่ต่อหน้าเมี่ยชางเซิงก็ไม่มีโอกาสตอบโต้อะไรได้อีก

            “ฮ่าฮ่า จงหวาดกลัวเสียเถอะ...จงสิ้นหวังเสียเถอะ...นี่แหละคือสีหน้าที่ข้าอยากเห็น...”

            เมี่ยชางเซิงแสยะยิ้มอย่างเย็นชา เสพสุขกับสีหน้าหวาดกลัวของเหล่ามดปลวกทั้งหลายอย่างสุดซึ้งแต่เขาคาดไม่ถึงเลยว่า ผู้คนทั้งหมดนั้นแสดงสีหน้าตกใจออกมาได้แค่ไม่กี่วิเพียงครู่เดียวก็ก็กลับมาเป็นปกติดังเดิม

            เหมือนอีกฝ่ายจะรู้สึกแค่ว่า โอ้ ระดับโพ่ไห่ละ สุดยอดไปเลย!

            ซึ่งพวกมันไม่ได้สิ้นหวังหรือหวาดกลัวเหมือนกับที่เมี่ยชางเซิงคาดหวังไว้เลยสักนิด

            คนพวกนี้ มันโง่รึเปล่า?

            ในจังหวะที่เมี่ยชางเซิงกำลังอึ้งอยู่นั่นเองพวกของเซียวหยันก็ได้กระโดดกลับไปที่ชั้นลอยตรงที่นั่งพิเศษนั่นพวกเขารู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ แต่สีหน้าของพวกเขาก็ไม่ได้ดูหวาดกลัวอะไรเสียอย่างนั้น

            “เสด็จพ่อเพคะ ลูกได้เรียก ‘หน่วยองครักษ์เทวะสีเงิน’ มาแล้ว”

            องค์หญิงเซียวเซียงพลันลุกขึ้นรายงานสถานการณ์ให้กับเซียวหยัน

            “หึ ดีมาก!” เซียวหยันพยักหน้ารับอย่างพอใจจากนั้นก็ชี้ไปทางเมี่ยชางเซิงว่า “ไปจับตัวมันมาซะ!!”

            อะไรนะ?

            เมี่ยชางเซิงคิดว่าตัวเองหูฝาดไป

            อะไรคือเทวะเงิน?

            จะมาจับตัวข้าอย่างนั้นรึ?

            คนพวกนี้มันบ้าไปแล้วใช่ไหมหรือว่าพวกมันจะไม่รู้จักความหมายของระดับโพ่ไห่กันแน่?

            สิ้นเสียงออกคำสั่งแล้ว

            บนท้องฟ้าพลันปรากฏประกายแสงสีเงินแวววับสิบสายขึ้น ฟึบฟึบฟึบเพียงพริบตาเดียว จอมยุทธ์สุดแกร่งที่สวมใส่ชุดเกราะสีเงินเอาไว้จำนวนสิบคนก็กระโดดลงมาตรงด้านหน้าของชั้นลอยพิเศษนี้จนเหมือนกับว่ามีกำแพงสีเงินสายหนึ่งถูกสร้างขึ้นตรงหน้าในเสี้ยวพริบตา

            นั่นมัน...

            เมี่ยชางเซิงขมวดคิ้ว

            ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดสิบคนอย่างนั้นหรือ?

            เป็นไปได้อย่างไร?

            เมี่ยชางเซิงทราบข่าวมาว่าอาณาจักรโล่ยื่อนั้นเป็นเพียงราชอาณาจักรระดับสองเท่านั้นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดที่มีอยู่ในมืออย่างมากสุดก็มีไม่เกินสามคนเทียบไม่ได้กับพวกมหาอำนาจอย่างราชอาณาจักรเทียนฉาง หรือว่าเผ่าฝูโปเลยแม้แต่น้อย

            แต่นี่ทำไมอยู่ๆ พวกมันก็มียอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดเพิ่มขึ้นมาเยอะขนาดนี้ได้เล่า?

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน