.....
"ของสิ่งนี้อยู่กับข้ามานานมากแล้ว แต่ว่าตอนนี้มันกลับไม่มีความจำเป็ต่อข้าอีกแล้ว.."
มาร์เวลเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความสุข เมื่อเขานึกถึงเื่ราวเมื่อครั้งในอดีต เมื่อตอนที่ตัวเขาและสิ่งของตรงหน้านี้ ยังร่วมเป็ร่วมตายด้วยกันอยู่ มาร์เวลค่อยๆยื่นคฑาสีทองขนาดเล็ก ที่เต็มไปด้วยลวดลายแกะอันสวยงาม และบนคฑาสีทองอันสวยงาม ยังถูกประดับไว้ด้วยอัญมณีประจำธาตุ ถึงสามธาตุด้วยกัน ซึ่งได้แก่ ธาตุไฟ ธาตุดิน และธาตุลม
"คฑาเวทย์ทองคำ!!?? อาวุธเวทย์ระดับสี่!!!???"
ชาร์ลและแพนเตอร์ะโออกมาทันที่ เมื่อมองเห็นสิ่งของตรงหน้าอย่างชัดเจน ตอนนี้บนใบหน้าของชาร์ลและแพนเตอร์ ต่างเต็มไปด้วยความโลภและความกระหาย เพราะสิ่งของตรงหน้านี้หากให้เทียบกับระดับของผู้ใช้เวทย์ มันก็คงจะมีพลังไม่ด้อยไปกว่านักเวทย์ ในขั้นอัศวินเวทย์เลยทีเดียว
และอีกอย่างตอนนี้ทั้งชาร์ลและแพนเตอร์ ต่างก็มีพลังอยู่ในระดับ นักรบเวทย์แล้ว แต่ว่าทั้งคู่ก็ยังไม่มีโอกาสได้ใช้อาวุธเวทย์ระดับสี่เลย เพราะอาวุธเวทย์ระดับสี่ขึ้นไป มันมีราคาที่สูงและใช้งานได้ยากมากๆ
ส่วนอาวุธเวทย์ในต่างโลกนี้ถูกแบ่งออกเป็ระดับๆ ตามพลังและความสามารถของพวกมัน ซึ่งแต่ละระดับ และแต่ละชนิดก็มีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งพวกมันแต่ละชิ้นล้วนถูกสร้างขึ้นมาตามความ้าของช่างทำอาวุธเวทย์
หรืออีกชื่อที่ผู้คนรู้จักก็คือผู้รังสรรค์ ดังนั้นมันจึงไม่มีกฏตายตัวว่าไอเทมระดับเดียวกัน จำเป็ต้องมีพลังและความสามารถที่เท่ากันเสมอไป
"มันจะดีเหรอท่านอาจารย์มาร์เวล? อาวุธเวทย์ระดับสูงขนาดนี้.."
ชาร์ลถามออกมาด้วยความไม่เข้าใจ เขาไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่า อาจารย์ของเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ถึงได้ตัดสินใจมอบอาวุธเวทย์ระดับสูงขนาดนี้ให้แก่ภาคิน เพราะอาวุธเวทย์ยิ่งมีระดับที่สูงมากเท่าไหร่ พวกมันก็จะสามารถควบคุมได้ยากมากขึ้นเท่านั้น และหากผู้ที่ใช้มันมีพลังที่ไม่มากพอ คนๆนั้นก็จะไม่สามารถใช้งานมันได้ แถมยังจะเป็อันตรายต่อตัวของผู้ใช้อีกด้วย
"ไม่ต้องกังวลไปชาร์ล เ้าก็เห็นแล้วนิว่าท่านภาคินสามารถทนรับแรงกดดัน จากนักรบเวทย์ ได้อย่างง่ายดายหรือเ้าจะคิดว่าด้วยอาวุธเวทย์ระดับสี่ชิ้นนี้ มันจะยากเกินความสามารถของท่านภาคิน..."
มาร์เวลเอ่ยถามออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อได้ยินคำถามของชาร์ล หลังจากที่ทั้งสี่คนพูดคุยกันเป็เวลานานจนตะวันลับขอบฟ้า ในที่สุดพวกเขาก็แยกย้ายกัน เพราะพวกเขาไม่มีเื่สำคัญที่ต้องคุยกันแล้ว ส่วนมาร์เวลก็ขอตัวกลับไปยังเมืองหลวงเพนดราก้อนทันที หลังจากที่ทุกอย่างลงตัวแล้ว
แต่ก่อนกลับมาร์เวล ยังได้ย้ำกับชาร์ลและแพนเตอร์ว่าให้ดูแลภาคินให้ดีที่สุด และห้ามให้ใครรู้ฐานะที่แท้จริงของ ภาคินเด็ดขาด เพราะมันยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องเปิดเผยเื่พวกนี้ เมื่อมาร์เวลสั่งงานให้กับศิษย์ทั้งสองเสร็จ เขาจึงเริ่มออกเดินทางกลับไปยังโรงเรียนจอมเวทย์ศักสิทธิ์ทันที
และแล้วก็ผ่านไปอีก1วันอย่างรวดเร็ว...
"อืมไหนดูสินี้เหรออาวุธเวทย์.. และนี้ก็หนังสือนิยายเวทย์มนตร์ ขอลองดูหน่อยละกัน.."
ภาคินค่อยๆหยิบคฑาเวทย์ขนาดเล็กออกมาจากแหวนมิติ และทำการสำรวจมันอย่างละเอียดอีกครั้ง คฑาที่อยู่ด้านหน้าของเขาในตอนนี้ ถูกสร้างขึ้นมาจากทองคำเกือบทั้งหมด แถมมันยังถูกแกะสลักด้วยลวดลายอักขระแปลกๆที่ดูสวยงามอีกด้วย
และนอกจากลวดลายที่สวยงามแล้ว บนด้ามจับของมันยังถูกประดับไว้ด้วยอัญมณีแห่งธาตุที่ทรงพลังถึงสามธาตุด้วยกัน ซึ่งในความคิดของภาคินแล้ว คฑาตรงหน้านี้ไม่สมควรถูกเรียกว่าอาวุธเวทย์ด้วยซ้ำ
เพราะมันช่างสวยงามและดูเปราะบางจนดูเหมือนเป็ของเล่นมากกว่า แทนที่จะถูกเรียกว่าอาวุธ ภาคินไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า หากมันถูกดาบของศัตรูฟันเข้า ผลที่ออกมาจะเป็อย่างไร
"ทำใจให้สงบและรับรู้ถึงพลังงานเวทย์มนตร์ที่มีอยู่รอบๆตัว "
ภาคินเริ่มอ่านบทเวทย์ และรายละเอียดของเวทย์มนตร์ในหนังสือนิยายไปเรื่อยๆ เล่มแล้วเล่มเล่า และทำการคัดลอกเอาแต่เนื้อหาที่้าออกมา จากหนังสือที่มากมายเหล่านี้
"ตัวข้าคือสายลมที่เงียบสงบ.... สายลมที่พัดผ่านจงกลายมาเป็คมดาบให้กับข้า.....?"
ภาคินอ่านบทเวทย์ในหนังสือนิยายออกมาเรื่อยๆ บทแล้วบทเล่า แต่บทเวทย์ที่มากมายเหล่านี้ กลับไม่สามารถช่วยอะไรเลย มันจึงทำให้รู้สึกปวดหัวอยู่ไม่น้อย เพราะเขาไม่รู้ว่าบทเวทย์ไหนใช้ได้ และบทไหนที่ใช้ไม่ได้ ดังนั้นภาคินจึงพยายามอ่าน และศึกษาพวกมันต่อไปเรื่อยๆ จนไม่รู้วันรู้เวลา
และแล้วก็ผ่านมาอีกหนึ่งเดือน หนึ่งเดือนที่ภาคินเอาแต่ขังตัวเองเอาไว้ในห้องปิดตาย โดยไม่ก้าวเท้าออกมาจากบริเวรห้องเลย เขายังคงทำกิจวัตรเดิมๆเหมือนเช่นทุกวัน นั่นก็คือการศึกษาตำราเวทย์มนตร์ และหาบทเวทย์ที่เข้ากับตัวเองมากที่สุด
ณ. ห้องพักของนักเรียนชั้นปี 1...
"บ้าเอ้ยทำไมกัน!! ทำไมถึงเป็แบบนี้นะ นี้มันอาจจะดูแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ ธาตุในตำนานบ้าบออะไรกัน.."
ภาคินอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาอย่างหัวเสีย เพราะตรงหน้าของเขาในตอนนี้ มันเต็มไปด้วยกองหนังสือมากมาย ที่เขาซื้อมาจากโลกปัจจุบัน แต่ไม่ว่าเขาจะศึกษาพวกมันยังไง สุดท้ายพวกมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี
และยิ่งธาตุมืดที่ภาคินเพิ่งได้รับมา แทนที่มันจะทรงพลังอำนาจเหมือนชื่อธาตุพิเศษ แต่มันกลับกันอย่างสิ้นเชิง เพราะั้แ่ได้รับมันมา มันยิ่งทำให้ภาคินอ่อนแอลงๆ และเป็สาเหตุหลักที่ทำให้เขาขังตัวเองอยู่ในห้องแบบนี้ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เขาตั้งใจจะเก็บตัวแค่ ่ระยะเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
แต่หลังจากธาตุมืดได้หลอมรวมกับร่างกายภาคินกลับไม่สามารถใช้งานมันได้ แถมธาตุไฟที่เคยใช้ได้อย่างสะดวกสบายก็พลอยเดือดร้อนไปด้วยหรือจะบอกว่า..ก่อนหน้านี้ภาคินยังสามารถใช้งานธาตุไฟได้ตามปกติ ถึงแม้อัญมณีจะหายเข้าไปในรูปดาวแปดแฉกแล้วก็ตาม แต่เมื่อตื่นขึ้นมาอีกวัน การเรียกใช้ธาตุไฟกลับไม่ได้สะดวกสบายเหมือนเก่า เนื่องจากปัญหาเดิมๆนั่นก็คือเ้าธาตุมืดที่อยู่ภายในร่างจะคอยขัดขวางทุกๆครั้งที่ตัวเขาเริ่มใช้เวทย์มนตร์
ในขณะที่ภาคินกำลังสิ้นหวังและท้อแท้อยู่ จู่ๆก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เกี่ยวกับการกระทำของธาตุมืดที่มักจะทำอย่างเดิมซ้ำๆ ในทุกๆครั้งที่เริ่มรวบรวมพลังเวทย์จากธรรมชาติ
"เวลาเราหยิบยืมพลังเวทย์จากธรรมชาติมา ทุกครั้งมันจะโดนธาตุมืดที่อยู่ในร่างขัดขวาง หรือไม่ก็กลืนกินจนสลายไปสิน่ะอืม?"
ภาคินกำลังคิดถึงความเป็ไปได้ หลังจากที่เขาลองผิดลองถูกอยู่นานนับเดือน เขาก็สามารถมองเห็นปัญหาของตัวเองได้ นั่นก็คือเวลาที่ทำการหยิบยืมพลังเวทย์จากรอบๆตัวเข้ามาในร่างกาย ธาตุมืดที่อยู่ในตัวก็จะกลืนกินพวกมันอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถที่จะใช้พลังธาตุเ่าั้ได้อย่างเต็มที่
และเพราะแบบนี้ๆเอง ที่ทำให้การช้เวทย์ธาตุไฟได้ลำบากมากขึ้น เพราะกว่านจะทำการร่ายเวทเสร็จ พลังเวทย์ที่หยิบยืมมาก็ถูกธาตุมืดในร่างกลืนกินไปจนใกล้จะหมดแล้ว ดังนั้นมันจึงเหลือเพียงแค่พลังเวทย์เหลือๆให้ภาคิน ซึ่งมันไม่เพียงพอต่อการร่ายเวทย์เลยด้วยซ้ำ
"ไหนลองดูอีกทีละกัน...."
ภาคินเริ่มหยิบยืมพลังงานเวทย์มนตร์ธาตุไฟ ที่มีอยู่รอบๆตัว เข้ามาในร่างกายของตัวเองอย่างรวดเร็ว และมันก็เกิดเหตุการณ์เดิมๆขึ้นอีกครั้ง เมื่อธาตุมืดที่แสนจะตรรกระ ได้เริ่มทำการดูดกลืนพวกมันอย่างรวดเร็ว
"หนอยยย ชักจะโมโหแล้วนะเ้าตัวโลภมาก!!!"
ภาคินเริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เพราะธาตุมืดมักจะคอยขัดขวางเขามาโดยตลอด ภาคินจึงเกิดความคิดแปลกๆขึ้น เมื่อจู่ๆเขาก็้าแก้แค้นธาตุมืดจอมตรรกละ โดยเริ่มรวบรวมธาตุไฟมาอีกครั้ง และบังคับให้พลังธาตุมืดในตัวพุ่งออกมา แล้วหลอมรวมเข้ากับธาตุไฟที่เพิ่งจะเรียกมา โดยที่พลังเวทย์ธาตุไฟในตอนนี้ยังไม่ถูกกกลืนกิน
"เป็ไง ความรู้สึกเวลาโดนธาตุอื่นกิน..."
ภาคินเรียกธาตุมืดออกมาเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ธาตุไฟกลืนกินมันเพื่อเป็การแก้แค้น แต่แล้วเหตุการณ์ตรงหน้ากลับไม่เป็ไปตามที่ภาคินคิด ทันทีที่ธาตุมืดได้เข้าไปหลอมรวมกับเวทย์ธาตุลม เื่แปลกๆก็เกิดขึ้นมาทันที เมื่อเปลิวเพลงสีแดงอมส้มที่เห็นได้ทั่วไป กลับเปลี่ยนเป็เปลิวเพลิงที่มีสีดำสนิท เปลิวเพลิงสีดำสนิทเหมือนก่อนหน้านี้ได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
"เห้ยไฟสีดำ...?" ภาคินะโออกมาด้วยความใ เพราะทันทีที่ธาตุทั้งสองหลอมรวมกัน จู่ๆความสามารถในการควบคุมธาตุไฟก็กลับคืนมาซะงั้น
"คมดาบเปลวเพลิง!!!" ภาคินที่กำลังตื่นเต้นและดีใจที่ตนสามารถควบคุมธาตุตรงหน้าได้ จึงทำการร่ายบทเวทย์ที่แสนจะี้เี และเป็เอกลักษณ์ของตัวเองออกมาทันที
ชิ้ง.... ฉับ....
เมื่อบทเวทย์ถูกร่ายออกมา เปลิวเพลิงสีดำที่ลอยอยู่เบื้องด้านหน้า ก็พลันเปลี่ยนสภาพเป็ใบมีดขนาดใหญ่ ที่มีเพลิงสีดำลุกท่วมมันแผ่ความร้อนอันน่าหวาดหวั่นออกมา ก่อนจะพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง จนทำให้ฝาผนังห้องที่ถูกเสริมด้วยเวทย์มนตร์อันแข็งแกร่ง ของนักเวทย์ระดับนักรบเวทย์ ถึงกับเกิดรอยตัดขนาดใหญ่ขึ้นมาทันที
"บ้าน่านี้มันเกิดอะไรขึ้น....?"
ภาคินในตอนนี้กำลังใช้สมองอันน้อยนิดของตัวเอง คิดถึงความเป็ไปได้อย่างรวดเร็ว จนในที่สุดเขาก็สามารถจับจุดสำคัญของมันได้ แม้จะเพียงแค่น้อยนิดก็ตาม
การค้นพบโดยบังเอิญในครั้งนี้ เป็สิ่งที่นักเวทย์ทุกคนไม่สามารถจะทำได้ นั่นก็เพราะสิ่งที่ภาคินกำลังทำอยู่ในตอนนี้ มันถูกเรียกว่าการผสานเวทย์ การผสานเวทย์คือบทเวทย์ในตำนาน ที่ใช้ได้เฉพาะจักพรรดิเวทย์ขึ้นไป หรือนักเวทย์ที่เชี่ยวชาญในการใช้ธาตุเท่านั้น เพราะถ้าไม่สามารถใช้ธาตุได้อย่างชำนาญ ก็จะไม่ทีทางผสานเวทย์ได้อย่างเด็ดขาด
ยกตัวอย่างเช่น ธาตุดิผสานธาตุไฟ ก็ตะกำเนิดพลังที่เหนือขึ้นไปอีกขั้นนั่นก็คือ พลังที่มีความร้อนแรงยิ่งกว่าเปลิวเพลิง หรือชื่อที่หลายๆคนรู้จักก็คือลาวา หรือยกตัวอย่างอีกธาตุก็คือ ธาตุลมผสานกับธาตุน้ำ ก็จะได้ธาตุที่สามก็คือธาตุน้ำแข็ง
แต่ว่าตอนนี้การผสานเวทย์ที่นักเวทย์ทุกคนล้วนใฝ่ฝัน กลับมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าของชายหนุ่มคนหนึ่ง และที่สำคัญชายหนุ่มคนนี้ ยังเป็เพียงแค่นักเวทย์ฝึกหัดอีกด้วย
และเื่ที่สำคัญที่สุดอีกเื่หนึ่งก็คือ เวทย์ผสานของภาคินยังไม่เหมือนใคร เพราะเขามีธาตุมืดในตำนานเป็ตัวผสานชั้นเยี่ยม ดังนั้นมันจึงแตกต่างไปจากจักพรรดิเวทย์ทั่วไปอย่างแน่นอน
หากในอานาคตหากภาคินสามารถควบคุมพวกมันได้อย่างชำนาญ และสามารถเพิ่มธาตุมืดเข้าไปในธาตุอื่นๆได้มากกว่านี้ไม่แน่ว่าในอานาคตภาคินอาจจะสามารถใช้ เวทย์ลมสีดำ เปลวไฟสีดำ หรือแม้แต่สายฟ้าสีดำ ก็เป็ได้..
หลังจากที่ค้นพบวิธีผสานเวทย์ได้โดยบังเอิญ เขาก็เริ่มใช้ที่เหลือ ฝึกการผสานเวทย์อย่างบ้าคลั่ง จนเขาสามารถจับใจความสำคัญของมันได้ในที่สุด นั้นก็คือทันทีที่ภาคินหยิบยืมพลังงานเวทย์มนตร์จากธรรชาติมา เขาจะทำการส่งธาตุมืดในตัว เข้าไปหลอมรวมกับธาตุที่หยิบยืมมาทันที เพราะการทำแบบนี้จะสามารถหยุดการกลืนกินได้
แถมภาคินยังสามารถควบคุมธาตุต่างๆได้ดีกว่าเดิมอีกด้วย เพราะเขาจะใช้ธาตุมืดที่เป็ธาตุประจำตัวเป็ตัวบังคับ ควบคุม และคงสภาพของธาตุต่างๆที่หยิบยืมมา
ตอนนี้ภาคินสามารถผสานธาตุมืดลงไปในธาตุไฟได้เพียง5%เท่านั้น ดังนั้นธาตุมืดที่ผสานลงไปในเวทย์ธาตุไฟ จึงมองเห็นได้ไม่ชัดนักหรือแทบจะมองไม่เห็นเลย ถ้าไม่นับครั้งแรกที่ภาคินทำได้โดยบังเอิญ...
"ธาตุไฟแพ้ธาตุน้ำ แล้วธาตุไฟผสานธาตุมืดจะกลายเป็ธาตุอะไร..เพลิงทมิฬ?" ภาคินบ่นพึมพัมออกมาเบาๆ
"ช่างมันก่อนละกัน.. ตอนนี้ขอลองเวทย์อัญเชิญก่อน อยากลองร่ายมานานแล้ว.." หลังจากภาคินสามารถควบคุมธาตุของตัวเองได้ เขาก็ตัดสินใจใช้บทเวทย์ที่ตัวเองชอบที่สุดก่อนทันที
ภาคินหยิบเอาหนังสือที่ได้คัดลอกเอาไว้ขึ้นมาอ่านใหม่อีกครั้ง เพราะเขามั่นใจแล้วว่า ครั้งนี้เขาจะต้องทำได้อย่างแน่นอน ก่อนจะเริ่มร่ายบทเวทย์อัญเชิญ พร้อมกับใช้พลังธาตุมืดและลมเป็หลัก ในการร่ายบทเวทย์ในครั้งนี้
ทันทีที่เริ่มร่ายบทเวทย์ออกมา จู่ๆพลังงานเวทย์มนตร์ที่มีอยู่รอบๆตัว ก็เกิดการปั่นป่วนขึ้นมาพลังเวทย์มากมายมหาศาล เริ่มพุ่งเข้ามาในร่างอย่างบ้าคลั่ง ขนาดธาตุมืดที่แสนจะตรรกระก็ยังไม่สามารถที่จะกลืนกินพวกมันได้ทัน
และทันทีที่เหตุการณ์แปลกประหลาดนี้เกิดขึ้นกับภาคิน ทั่วทั้งอาณาจักแพนดราก้อนก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดเช่นกัน เมื่อมวลอากาศที่แสนจะสดชื่นและผ่อนคลาย กลายเป็หนักอึ้งขึ้นมา บนฟากฟ้าที่สดใสและเต็มไปด้วยแสงสว่าง ก็เริ่มปรากฏกลุ่มเมฆสีดำสนิท เข้ามาปกคลุมแทนที่จนทั่วทั้งแผ่นฟ้า ทำให้อาณาจักรแพนดราก้อน เริ่มถูกความมืดกลืนกินอย่างช้าๆ
สิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรแพนดราก้อน ไม่ว่าจะเป็สัตว์อสูรสายพันธุ์ไหน เผ่าพันธุ์ใด พวกมันทุกตัวต่างพากันเงยหน้าขึ้นไปบนฟ้า พร้อมกับขู่คำรามออกมาด้วยเสียงที่ดังสนั่น ทำให้อาณาจักรแพนดราก้อนในตอนนี้ ต่างเต็มไปด้วยเสียงร้องที่หวยโหยของสัตว์อสูรมากมาย
และจากเหตุการณ์แปลกประหลาดในครั้งนี้ ทำให้นักเวทย์และนักรบระดับสูงมากมาย ถูกเรียกตัวกลับมาประจำการที่เมืองหลวงแพนดราก้อนทันที ส่วนทางพระราชวังซึ่งเป็ที่พำนึกของาาไลแซนเดอร์ าาของอาณาจักรแพนดราก้อน ก็ได้ออกมาประกาศสถานการณ ฉุกเฉิน และเริ่มอพยพผู้คนไปยังที่ปลอดภัยอย่างเร่งด่วน
"ท่านแม่นี้มันเกิดอะไรขึ้น ข้ากลัว!!!"
ตอนนี้ผู้คนของอาณาจักรแพนดราก้อน ต่างตกอยู่ในความสิ้นหวังและหวาดกลัว เพราะสถานการณ์ตอนนี้ มันช่างน่ากลัวเป็อย่างมาก พวกเขาได้ยินเสียงร้องของสัตว์อสูร ที่ดังสนั่นหวั่นไหว
เสียงร้องของพวกมันแต่ละตัวนั้น มันช่างเต็มไปด้วยความหึกเหิมและบ้าคลั่ง การแสดงออกของพวกมันเหมือนกำลังจะรอคอยอะไรบางอย่าง ที่กำลังจะโผล่ออกมาจากฟากฟ้า และสิ่งที่กำลังจะปรากฏออกมานั้นจะต้องเป็สิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังอำนาจ จนอยากจะคาดเดาอย่างแน่นอน
ในขณะที่ผู้คนกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัว ตอนนี้พวกนักรบและนักเวทย์ระดับสูง เริ่มััได้ถึงอะไรบางอย่างที่บนท้องฟ้าแล้ว
เปรี้ยง!!!!!!!!!!
จู่ๆก็เกิดสายฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นที่บนท้องฟ้า ถึงจะเป็่เวลาสั้นๆ แต่ทุกคนก็สามารถมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน ถึงสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่กำลังแหวกว่ายอยู่บนนั้น
"เฮือก!!!!!"
เพียงชั่วพริบตาที่ผู้คนมองเห็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ที่กำลังแหวกว่ายอยู่บนท้องฟ้า ร่างของพวกมันก็แข็งทื่อ และหายใจเข้าออกอย่างรุนแรง ส่วนบางคนที่มีจิตใจอ่อนไหวง่าย ก็ถึงกับสิ้นใจตายทันที เมื่อมองเห็นร่างของสิ่งมีชีวิตที่แสนจะน่ากลัวนั้น....
.......