แน่จริงก็เข้ามา! หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าจะสั่งสอนขยะอย่างพวกเจ้าเอง

    บทที่ 36 นักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิด

            “เสิ่นจื่อโยว!เจ้ากล้าทำร้ายท่านพี่และท่านพี่จวินฉายจนบาดเจ็บสาหัส ตระกูลไป๋และตระกูลอู๋ไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”

            ไป๋รั่วเจียตะโกนด้วยเสียงสะอึกสะอื้นสายตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

            ผู้ที่ทำร้ายไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉจนบาดเจ็บสาหัสคือซูเฟยอวี่ทว่าไป๋รั่วเจียกับรู้สึกขัดตากับท่าทางโอหังหยิ่งผยองของเสิ่นจื่อโยว

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ใช่เพราะเสิ่นจื่อโยวแล้วซูเฟยอวี่จะทำร้ายพวกพี่ชายจนบาดเจ็บสาหัสได้อย่างไร

            ดังนั้นทั้งหมดทั้งปวงนี้ล้วนเป็นความผิดของเสิ่นจื่อโยว!

            เสิ่นจื่อโยวตอบรับสายตาสังหารของไป๋รั่วเจียด้วยความสงบนิ่งนางปรบมือกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่เลวหนิ ไป๋รั่วเจียความคิดที่ไม่รู้จักแยกแยะถูกผิดแกร่งกล้าขึ้นอีกแล้วตั้งแต่เมื่อครู่นี้ผู้ที่หาเรื่องก่อนก็คือพวกเจ้ามิใช่หรือผู้ที่ลงมือก่อนก็เป็นพวกเจ้า? กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมือของพี่เฟยอวี่ยังไม่ได้ขยับมีแต่พวกเจ้าที่ประเมินความสามารถของเขาผิดไปจนถูกกำลังภายในของเขากระแทกออกมาความสามารถมิอาจเทียบผู้อื่น เช่นนี้แล้วพวกเจ้าจะโทษผู้ใดได้”

            “เจ้า!” ไป๋รั่วเจียเดือดดาลทรวงอกกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง นางถลึงตาจ้องมองเสิ่นจื่อโยวอย่างโกรธเกรี้ยวกล่าวด้วยน้ำเสียงเข่นฟัน “ข้าไม่สน! ในเมื่อเจ้ากล้าทำร้ายท่านพี่และท่านพี่จวินฉายเช่นนั้นพวกเจ้าก็อยู่รอความตายเสีย!ท่านพ่อกับท่านปู่อู๋ต้องไม่ปล่อยพวกเจ้าไปเป็นแน่!”

            “ย่อมได้ในเมื่อแม้แต่หนังหน้าพวกเจ้าตระกูลไป๋และตระกูลอู๋ต่างก็ไม่ต้องการแล้วเช่นนั้นพวกเราก็มาทำให้เรื่องราวเอิกเกริกมากขึ้น ให้ลุกลามไปถึงฝ่าบาทดูสิว่าพระองค์จะทรงตัดสินโทษอย่างไรพวกเจ้าอย่าลืมเสียเล่าว่าตระกูลซูเป็นขุนนางสำคัญมาหลายราชสำนัก ถึงแม้ยามนี้จะตกอับแต่อย่างไรญาติผู้พี่เฟยอวี่ก็มีคุณงามความดีด้านการสู้รบอยู่กับตัวส่วนพวกเจ้าสองลูกหลานผู้ลากมากดีแห่งตระกูลไป๋และตระกูลอู๋กลับไร้ซึ่งคุณงามความดีใดๆ จะถูกหรือผิดข้าเชื่อว่าฮ่องเต้ย่อมทรงมีพระวินิจฉัยของพระองค์”

            เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วพลางกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกมาแม้จะถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมหน้าแต่ผู้อื่นก็สามารถคาดเดาถึงสีหน้าภายใต้ผ้าคลุมหน้าได้ว่าไม่ยี่หระชวนให้ทำร้ายเพียงใด

            ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลที่โม่จื่อเซวียนจะถูกดึงดูดโดยเสิ่นจื่อโยวโดยพื้นฐานแล้วพวกเขาทั้งสองคนถือเป็นคนประเภทเดียวกันล้วนเป็นคนที่ทำให้ผู้คนต้องกระอักเลือดตายเพราะความโกรธ

            ดวงตาของไป๋รั่วเจียถลึงจนแทบจะถลนออกจากกระบอกตาแล้ว

            นางคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเสิ่นจื่อโยวจะยกเรื่องคุณงามความดีทางด้านทหารของซูเฟยอวี่ขึ้นมากล่าว

            ทว่าสิ่งนี้ถือว่ามีประสิทธิผลยิ่งนัก...ตามกฎหมายของแคว้นหลิวหั่วผู้ที่มีคุณงามความดีทางด้านทหารก็ราวกับมีตราละเว้นความตายอยู่ชั้นหนึ่ง ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าเรื่องนี้เดิมทีไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉก็เป็นผู้ที่ลงมือก่อนหรือต่อให้ซูเฟยอวี่เป็นผู้ลงมือก่อนแต่หากมีเหตุผลมากพอ ตระกูลไป๋และตระกูลอู๋ก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้

            อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่สามารถทำร้ายซูเฟยอวี่อย่างเหิมเกริมเช่นนี้นี่มีแต่จะนำมาซึ่งความไม่พอพระทัยของฝ่าบาทและการโจมตีของขุนนางฝ่ายตรงข้าม

            ไป๋รั่วเจียโกรธจนกัดริมฝีปากล่างแน่นนางมองไปยังเสิ่นเชียนซีและเสิ่นเฉี่ยวเหลียนด้วยสายตาร้องขอความช่วยเหลือ

            นางคลับคล้ายคลับคลาว่าเสิ่นเฉี่ยวเหลียนเคยกล่าวไว้ว่าเสิ่นอี้กวงได้เชิญผู้บำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดมาคนหนึ่งเพื่อจัดการเสิ่นจื่อโยวหญิงสารเลวนางนี้เป็นการเฉพาะ

            งานนี้คงต้องให้นักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดปรากฏตัวพวกนางจึงจะสามารถกู้หน้ากลับมาได้

            เสิ่นเฉี่ยวเหลียนมองนางด้วยสายตาสงบนิ่งก่อนแค่นเสียงหัวเราะออกมาเสียงหนึ่งนางเยื้องย่างออกมาแล้วกล่าว “เสิ่นจื่อโยวหากกล่าวถึงการต่อปากต่อคำไม่มีผู้ใดสามารถหาญเทียบเจ้าได้จริง ๆทว่าเจ้าจงอย่าได้ลืมว่าตัวเองก็เป็นเพียงคนสามัญธรรมดาไร้คุณงามความดีทางทหารพวกเราไม่อาจแตะต้องซูเฟยอวี่แต่มีรึจะแตะต้องเจ้าไม่ได้”

            เสิ่นจื่อโยวมองนางด้วยสีหน้าสงบนิ่งก่อนกล่าว“อ้อ?หรือเจ้าอยากจะลองเข้ามาประลองกับข้าด้วยตนเอง? ย่อมได้ มาสิ” กล่าวแล้วเสิ่นจื่อโยวก็กระดิกนิ้วเรียกนางเข้ามา

            นัยน์ตาของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนหรี่แคบโดยพลันภาพในคราก่อนที่นางถูกยันต์แผ่นหนึ่งระเบิดจนทำให้หมดสติปรากฏขึ้นจากความทรงจำส่วนลึก

            ทว่ายามนี้นางมีสิ่งให้พึ่งพิงแล้วนางไม่ต้องกลัวเสิ่นจื่อโยวหญิงสารเลวผู้นี้อีกต่อไป!

            เสิ่นเฉี่ยวเหลียนคิดแล้วก็แค่นเสียงหัวเราะออกมา“เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนโง่หรือ มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่ายามนี้เจ้าเสิ่นจื่อโยวอาศัยว่าตนเองเป็นผู้ใช้ยันต์ถึงได้ไม่กลัวฟ้ากลัวดินแต่พลังสูงสุดของยันต์ของเจ้าทำร้ายได้ถึงนักบำเพ็ญเพียรระดับแก่นปราณทองคำเท่านั้นข้าอยากรู้นักว่าหากเจ้าต้องเผชิญหน้ากับนักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิด เจ้าจะทำอย่างไร!”

            เสิ่นเฉี่ยวเหลียนกล่าวจบก็ก้าวถอยไปหนึ่งก้าวเผยให้เห็นชายร่างเตี้ยหน้าตาน่าสะพรึงกลัวด้านหลังคนหนึ่ง

            ชายคนนี้มิได้มีเพียงร่างเล็กเตี้ยเท่านั้นแต่หน้าตายังอัปลักษณ์ยิ่งนักที่สำคัญเล็บมือของเขายังแหลมคมเป็นอย่างยิ่งบนนั้นวาววับด้วยแสงสีม่วงราวกับเคลือบด้วยยาพิษ

            ไม่!เห็นได้ชัดว่ามันถูกเคลือบด้วยยาพิษ!

            นัยน์ตาของเสิ่นจื่อโยวหรี่เล็กลงโดยพลันนางเกิดความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับระดับ ‘ความชั่วช้า’ ของบิดาชั่วผู้นั้นอีกครา

            นี่ใช่เรื่องที่สามารถกระทำกับเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองได้หรือ? มีเพียงเรื่องเกี่ยวกับศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่สามารถอยู่ร่วมฟ้าผืนเดียวกันได้เท่านั้นที่จะเชิญยอดฝีมือเหี้ยมโหดเช่นนี้มาจัดการฝ่ายตรงข้าม?

            เสิ่นจื่อโยวดึงแขนเสื้อของซูเฟยอวี่เพื่อให้เขาย่อตัวลงนางกระซิบข้างหูเขา “พี่เฟยอวี่เล็บของคนผู้นั้นเคลือบยาพิษไว้ท่านต้องระมัดระวังให้ดีข้าจะแปะยันต์คุ้มกายสองสามแผ่นไว้บนร่างท่าน คงพอจะป้องกันการโจมตีได้บ้าง”เสิ่นจื่อโยวกล่าวจบก็ลอบยัดยันต์สองสามแผ่นลงในมือของซูเฟยอวี่

            “ยังมีอีกเรื่องพลังบำเพ็ญเพียรของท่านเพิ่งถึงจุดคอขวดท่านก็ถือว่านี่เป็นคู่ฝึกปรือฝีมือของท่าน พวกเราอย่าได้ฝืนจนเกินไปหากสู้ได้ก็สู้ หากสู้ไม่ได้พวกเราก็วิ่ง...”

            แต่ไรมาเสิ่นจื่อโยวก็ไม่เคยรู้สึกว่าการวิ่งหนีระหว่างการต่อสู้จะเป็นปัญหาอันใด

            อยู่ในเขาชิงซานไม่ต้องกังวลเรื่องไร้ฟืนเผา[1]แต่หากไร้ชีวิตแล้วการฝืนรั้งไปจะมีประโยชน์อันใด

            ด้วยเหตุนี้ในแหวนเก็บสมบัติของนางจึงมีคัมภีร์ย้ายมวลสารที่ซื้อไว้เป็นจำนวนมากล้วนมีไว้เพื่อการหลบหนี!

            เสิ่นจื่อโยวกล่าวจบก็ขยิบตาให้กับซูเฟยอวี่อย่างซุกซน

            ราวกับลมหายใจสดชื่นร้อนระอุของเสิ่นจื่อโยวยังคงรดรินอยู่ข้างหูพาให้หัวใจของซูเฟยอวี่เต้นระส่ำไม่หยุด

            เขารู้ว่าเสิ่นจื่อโยวมองเขาในฐานะญาติสนิทคนหนึ่งเท่านั้นสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากความสนิทสนมที่น้องสาวมีต่อพี่ชายทว่าเขากลับไม่อาจหักห้ามหัวใจของตนเอง

            ซูเฟยอวี่ดึงเสิ่นจื่อโยวเข้ามาโอบไว้พูดด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังกล่าวคำปฏิญาณ “วางใจเถิด ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”

            ที่สำคัญยังมีบุรุษผู้นั้นอยู่...

            ซูเฟยอวี่หันไปทางชั้นสองของหอน้ำชาก็พบกับโม่จื่อเซวียนที่กำลังนั่งด้วยท่าทีเกียจคร้านอยู่ริมหน้าต่างเจ้าตัวรินน้ำชาอย่างแช่มช้าก่อนจะยกชูขึ้นมาทางเขาพลางแกว่งไกวเบา ๆท่วงท่าผ่อนคลายก่อนจะดื่มลงไปช้า ๆ ด้วยอากัปกิริยาสง่างาม

            เมื่อครู่ในขณะที่ไป๋รั่วเจียกำลังก่นด่าเสิ่นจื่อโยวอย่างโมโหโม่จื่อเซวียนก็ปรากฏตัวขึ้น

            เขาปรากฏตัวอย่างไร้สุ้มเสียงไม่มีผู้ใดทันสังเกตถึงการมีตัวตนของเขาซูเฟยอวี่เองก็ค้นพบเขาที่อยู่บนชั้นสองของหอน้ำชาโดยบังเอิญ

            มีบุรุษผู้นี้อยู่เสิ่นจื่อโยวย่อมปลอดภัย

            ถึงแม้เขาไม่อยากจะยอมรับเป็นอย่างยิ่งแต่ในชั่วขณะนี้ซูเฟยอวี่กลับรู้สึกยินดีกับการปรากฏตัวของโม่จื่อเซวียน

            ด้วยความสามารถระดับแก่นปราณทองคำของเขาหากต้องต่อกรกับนักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดก็เหมือนกับเรื่องในนิทานปรัมปราหนึ่งพันราตรี

            “เข้ามา” ซูเฟยอวี่ปล่อยเสิ่นจื่อโยวในขณะที่เขาหันไปประจันหน้ากับนักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดที่ทั้งเตี้ยและอัปลักษณ์ผู้นั้นแววตาก็พลันเปล่งประกายสังหารเข้มข้น

            “เหอะ ๆๆข้าชอบประลองกับพวกตุ๊กตาตัวน้อยผิวบางเนื้อนุ่มแต่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเช่นพวกเจ้ามากที่สุด”นักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดเลียมุมปากแล้วกล่าว“ใช้กรงเล็บอันแหลมคมของข้าฉีกเนื้อนุ่ม ๆ ของพวกเจ้าให้ขาดเป็นเศษเล็กเศษน้อยความรู้สึกนี้ต้องวิเศษมากเป็นแน่! หึ ๆๆ”

            เมื่อนักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดกล่าวจบก็พุ่งตัวเข้าโจมตีซูเฟยอวี่ทันที!


    [1] สำนวนจีน มีความหมายว่าตราบใดที่ยังมีชีวิตย่อมมีหนทาง

    คล้ายกับเรื่องแน่จริงก็เข้ามา! หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าจะสั่งสอนขยะอย่างพวกเจ้าเอง ที่คุณอ่าน