แสงแดดยามเช้าเริ่มสาดส่องข้ามาภายในห้องเฟยซุนลุกขึ้นจากเตียงอย่างเกียจคร้านล้างหน้าด้วยถังน้ำขนาดเล็ก มันหยิบผ้าแห้งผืนเล็กเช็ดหน้าจนแห้งก่อนเร่งรีบออกจากห้องอย่างเร่งรีบ ไม่กี่อึดใจมันยื่นอยู่เบื้องหน้าก่อนทางเข้าห้องโถงท่านอาจารย์เฟยซุนก้าวเดินด้วยเข้าไปด้วยความเงียบสงบ สายตาทั้งสองจับจ้องไปยังชายชราเคราขาวกำลังรินน้ำชาอย่างใจเย็น เฟยซุนคอมกายคำนับอย่างนอบน้อม “ท่านอาจารย์ วันนี้ศิษย์ต้องฝึกซ้อมกับท่านอีกหรือไม่” ท่านอาจารย์เปรยตามองอย่างเกียจคร้าน“ไม่ต้อง” ด้วยความไม่คุ้นชินมันไม่มั่นใจว่าต้องทำอย่างไรต่อไปมันทำได้เพียงอยู่เงียบๆ “ละ…และศิษย์ต้องทำเช่นไรต่อไป” ด้วยเวลาเจ็ดวันที่ผ่านมันต้องเผชิญหน้ากับการฝึกฝนอันโหดร้ายทบทวีขึ้นทุกชั่วโมงท่านอาจารย์เดิมที่เคยเรียบสงบยามอยู่ในฐานะผู้ฝึกกลับกลายดั่งราชันแห่งการลงทัณฑ์ แต่วันนี้มันกลับก็ไม่ต้องกระทำสิ่งใดมันทำใดร่างกายมันกับไม่คุ้นชินอย่างที่สุด “มั่วยืนทำอะไร…กลับไปร่วมตัวกับเหล่าศิษย์ใหม่ซะ” ท่านอาจารย์โบกมือไล่เฟยซุนอย่างเบื่อหน่าย“ศะ…ศิษย์กลับไปได้แล้วใช่ไหม” ดวงตาของเฟยซุนเบิกกว้างเต็มไปด้วยความตกตะลึง“ไปฝึกฝนร่วมกับเหล่าศิษย์ใหม่ตามปกติเมื่อการฝึกตามกำหนดการแล้วเสร็จ ข้าจะให้ศิษย์พี่เจ้าไปตาม แต่ตอนนี้เจ้าออกไปได้” เฟยซุนค้อมกายคารวะ “ศิษย์ขอลา” น้ำเสียงที่เต็มไปดด้วยความเคารพก่อนพลันหันหลังก้าวเดินออกไป ใบหน้าท่านอาจารย์พลันปรากฏรอยยิ้มอย่างชื่นชมเพียงชั่วครู่‘เฟยซุนการซึมซับความรู้อย่างรวดเร็วและความอดทนเกินวัย ล้วนแต่ทำให้ข้าประหลาดใจเสมอ อนาคตของเจ้าจะเป็นเช่นไรต่อไปยากที่จะคาดเดาจริงๆ’
เฟยซุนยืนทอดกายอยู่ด้านหน้าตำหนัก “ข้าต้องไปที่ไหนก่อน” น้ำเสียงกดลงต่ำแฝงไปด้วยความลังเล มันยืนหลับตาครุ่นคิดอยู่หลายอึดใจก่อนตัดสินใจมุ่งไปยังทิศทางที่คุ้นเคย “ข้าไม่ได้เข้าร่วมฝึกหลายวัน…กลับไปตั้งหลักที่หอตำราเทพยุทธ์ก่อน น่าจะดีกว่า” มันก้าวเดินไปช้าๆด้วยท่าทีผ่อนคลายทว่าระหว่างทางมันกลับต้องพบสายตาหลายคู่จ้องมองมันราวกับพบเจอภูติผี แต่ความประหลาดใจรั้งอยู่ไม่นานด้วยความที่มันไม่รู้จักมักคุ้นเคยกับคนพวกนั้น มันทำได้เพียงครุ่นคิดภายในใจระหว่างกลับที่พัก‘ที่พวกมันมองข้าเป็นดั่งตัวประหลาดเพราะเรื่องที่ข้าไปมีเรื่องกับเจ้าหนานจิ้งหรือปล่าว?’
เฟยซุนพลันเร่งรีบฝีเท้าหวังลัดเลาะไปตามทางหวังหลบเลี่ยงสายตาประหลาดจากคนเหล่านั้นระยะทางระหว่างตำหนักท่านอาจารย์กับหอตำราเทพยุทธ์ถูกย่นระยะทางเข้ามาเรื่อยๆไม่กี่อึดใจมันกำลังออกจากอุโมงค์พฤกษา สิ่งแรกที่ปรากฎสู่สายตามันคือปราสาทหินขาวที่คุ้นเคยมันใช้สองมือผลักประตูเข้าไปอย่างช้าๆ พบบุรุษสตรีกว่าห้าคนกำลังจับกลุ่มสทนาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดสายตาทุกคู่ของพวกมันหันไปยังทิศทางที่ประตูไม้กำลังเปิดออก วินาทีที่พวกมันเห็นใบหน้าอันคุ้นเคยดวงตาพวกมันกลับเบิกกว้างเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจอย่างที่สุดด้วยสิ่งที่พวกมันเห็นกับตาตัวพวกมันเองว่าบุคคลด้านหน้ามันได้ตกตายภายใต้พลังยุทธของศิษย์พี่หนานจิ้งกลับยืนประจันหน้ากับพวกมัน เฟยซุนที่ตลอดทางมันต้องพบเจอสายตาประหลาด ครานี้ด้วยความเป็นศิษย์รวมรุ่นที่คุ้นเคยผ่านตาอยู่บ้างมันได้เอ่ยปากออกถามด้วยความสงสัยภายในใจอย่างล้นเหลือ “เหตุใด พวกเจ้ามองข้าราวกับพบเจอภูตผีใบหน้าข้ามีอะไรติดอยู่อย่างงั้นหรือ”
“เจ้าคือฮุ่ยซุนจริงๆใช่ไหม” ชายหนุ่มรูปร่างผอมแห้งเอ่ยปากถ่ายอย่างไม่แน่นใจ“ใช่…มีเรื่องอันใดหรือเปล่า” เฟยซุนตอบกลับด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย “มะ…ไม่มี” ชายรูปร่างผอมบางเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีอย่างมีพิรุจแต่ด้วยสัมผัสที่เฟยซุนคาดเดามันต้องมีเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับตัวมันเกิดขึ้นอย่างแน่นนอน ทว่าไม่กลับไม่ได้ไต่ถามเพิ่มเติมใดๆต่อ “พวกเจ้ารู้หรือไม่หลิ่งอี้ตอนนี้อยู่ที่ใด” เฟยซุนขัยบเท้าก้าวเดินไปหาทั้งห้าคนอย่างช้าๆ คนกลุ่มพวกนั้นมิได้ตอบมันทำได้เพียงแต่จับพิรุจใบหน้าชายที่อยู่เบื้องหน้าพวกมันถึงอย่างนั้นมีหญิงสาวที่ปกปิดใบหน้าภายในกลุ่มชี้ไปยังประตูบ้านสีทองที่หลิ่งอี้ครอบครองเฟยซุนมองไปยังทิศทางที่นางชี้เพียงชั่วครู่ก่อนลอบแอบมองหญิงสาวผู้นี้ ใช้ผ้าคลุมขาวบางปกปิดใบหน้าครึ่งซีกไม่อาจระบุได้ว่านางคือผู้ใดทว่าเสี้ยวความทรงจำกลับปรากฎภาพหญิงสาวในมุมมืดที่เคยลอบบอกข้อมูลที่อยู่ของหลิ่งอี้อย่างลับๆคราที่พวกมันอยู่หอมังกรพฤกษาห้าวตี้ “ขอบคุณ” เฟยซุนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนก่อนมุ่งหน้าไปยังประตูมิติของหลิ่งอี้
ปัง ปัง
เฟยซุนใช้มือเคาะประตูมิติสีทองของหลิ่งอี้เกิดเสียงดังสนั่นใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจกลับมีน้ำเสียงอันเกรี้ยวกราดตวาดออกมาอย่างดุดัน “ใคร…ใครกันใครมันบังอาจมาเคาะประตูมิติของข้า”กลุ่มควันพุ่งพวยออกมาจากประตูมิติเป็นสัญญาที่หลิ่งอี้เริ่มเข้าใครทางออกเฟยซุนเห็นท่าไม่ดี มันตัดสินใจอย่างฉับพลันขยับเท้าถอยหลังมาเพียงสองเก้ากลุ่มศิษย์ทั้งห้ายังคงจ้องมองกระทำของเฟยซุนอย่างไม่ละสายตา ภาพที่มันเห็นก็อดประหลาดใจมิได้ระยะใกล้เพียงนั้นมันจะหลบเลี่ยงพลังยุทธ์ของหลิ่งอี้ที่กำลังเกรี้ยวกราดพ้นเยี่ยงไร“ฮุ่ยซุนรีบถอยออกมาเร็ว” หญิงสาวที่เฟยซุนแอบลอบมองหลุดปากเผลอตระโกนออกมาอย่างสุดเสียง
ครืน ครืน…
พลังปราณเริ่มพุงพวยไหลออกตามขอบประตูจนโก่งง่อปังง ประตูมิติในที่สุดก็ถึงขีดจำกัดระเบิดพลังออกมาอย่างน่าหวาดหวั่นพลังยุทธ์อันพิสดารพุ่งพวยออกมาจากประตูมิติจำนวนมากเฟยซุนที่สัมผัสได้ถึงระยะอันตรายมันได้คาดคำนวณอย่างชำนาญ สัมผัสมันถูกลับให้คมตลอดการฝึกสุดโหดตลอดเจ็ดวันกับท่านอาจารย์โดยการเปลี่ยนแปลงนี้มันก็ยังไม่ทันรู้ตัว เฟยซุนที่ยืนอยู่มันสัมผัสได้ถึงสายลมอันเกรี้ยวกราดหอบใหญ่พัดผ่านตัวมันไปจนเสื้อผ้าหน้าผมโบกสบัดพริ้วไหวไปกับสายลมโดยมันยังไม่ได้รับอันตรายจากพลังยุทธ์ของหลิ่งอี้แม้แต่น้อย
หลายอึดใจผ่านไปกลุ่มควันจากปราณที่เสียดสีกับอากาศปิดบังภาพเบื้องหน้าชายหนุ่มทั้งสองค่อยๆลอยจางไปเฟยซุนขมวดคิ้วเป็นปมราวกับไม่เข้าใจเหตุผลที่หลิ่งอี้ต้องลงมือเกรี้ยวกราดปานนี้ “นี้…นี้…ไม่พบหน้ากันไม่กี่วัน เจ้าไปโมโหใครมา” หลิ่งอี้จดจ้องทั่วร่างเฟยซุนด้วยดวงตาตกตะลึงสุดขีด“จะ…เจ้ายังไม่ตาย…เจ้ายังไม่ตายจริงๆใช่ไหม” หลิ่งอี้ขยับเข้าไปใกล้มันใช้มือขวาบีบท่อนแขนซ้ายเฟยซุนอย่างแรง ใบหน้าเฟยซุนบิดเบี้ยวไปเต็มด้วยความเจ็บปวดเพียงชั่วครู่“นี้…นี้…ข้าจะตายเพราะว่าเจ้าบีบแขนข้าแรงเกินไปนี้ละ” เฟยซุนแกะนิ้วมือหลิ่งอี้ออกที่ละนิ้ว“มา…เจ้ามาคุยในมิติของข้าก่อน” หลิ่งอี้รีบลากเฟยซุนที่ยังไม่ทันเอ่ยปากตอบรับกลับถูกหลิ่งอี้พาหายลับไปในประตูมิติของมัน
“นะ…นี้มันเรื่องอันใดกันฮุ่ยซุนยังมิได้ตกตาย ถ้าศิษย์พี่หนานจิ้งล่วงรู้เข้าละก็ คงต้องเห็นศิษย์พี่คลั่งอีกครั้งเป็นแน่น” เหล่าศิษย์กว่าห้าคนแลกเปลี่ยนประเด็นสนทนาใหม่อย่างเผ็ดร้อนทว่าสตรีที่ใช้ผ้าขาวบางปกปิดใบหน้ากลับไม่กล่าวพูดคำใดๆออกมาอีกนับตั้งแต่เฟยซุนปรากฎตัว“อวิ้นเหมยเจ้าเป็นอะไร ตั้งแต่พบหน้าฮุ่ยซุน เจ้าไม่ได้กล่าวคำใดๆอีกเลย” อวิ้นเหมยเอ่ยขึ้นด้วยดวงตาที่เหม่อลอย“ข้าเพียงสับสนไปชั่วครู่ข้าไม่คาดคิดว่าเขาสามารถรอดจากพลังยุทธ์ทัณฑ์อัสนีอันบ้าคลั่งของศิษย์พี่หนานจิ้งไปได้” อวิ้นเหมยเอ่ยขึ้นด้วยดวงตาอันเปียกชื้น“นี้…เจ้ากำลังร้องไห้อย่างนั้นเหรอ” อวิ้นเหมยผินหน้าหนี “เปล่า…ข้าไม่ได้ร้อง” อวิ้นเหมยพลันเดินหายออกไปด้านนอกอย่างเร่งรีบไม่รั้งรอสหายนางแต่อย่างใด
ภายในมิติสีทองของหลิ่งอี้เฟยซุนและหลิ่งอี้ยืนอยู่ชั้นสองริมระเบียงของปราสาทสีทองทั้งสองกำลังทอดมองไปเบื้องหน้ามองแหล่งน้ำที่เงียบสงบทว่าสายตาของหลิ่งอี้ยังคงจ้องมองเฟยซุนอย่างไม่ละสายตา “เจ้ามองข้าด้วยสายตาแบบนี้หมายความเช่นไร” เฟยซุนขมวดคิ้วเป็นปม “เกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากันแน่นเล่าให้ข้าฟังเดียวนี้” หลิ่งอี้กล่าวขึ้นด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง“เรื่องมันยาวจริงแต่ตอนนี้ข้าอยากรู้เรื่องภายนอกระหว่างที่ข้าหายตัวไปมันมีเรื่องเกิดอะไรขึ้นกันแน่น ศิษย์คนอื่นเมื่อพบข้า พวกมันจ้องมองข้าเป็นดั่งภูติผี” เฟยซุนพ่นคำถามในใจออกหลายคำ “เฮ้อ…เจ้านี้นะ…ทำให้คนอื่นเป็นห่วงหายไปหลายวันยังมีหน้ามาอยากรู้เรื่องราวภายนอกอีก” หลิ่งอี้ลอบถอนหายใจเบาๆพลันหันนั่งลงบนเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ “ได้…ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังทั้งหมด แต่เจ้าต้องสัญญาก่อนห้ามบิดพริ้วต้องเล่าสิ่งที่เกิดกับตัวเจ้ามาให้ข้าหฟังหมดทุกถ้อยคำ” เฟยซุนชะงัดไปเพียงครู่ก่อนด้วยท่าทางครู่คิดหลิ่งอี้พลันสังเกตใบหน้าสหายมันอย่างพินิจ “ถ้าเจ้าไต่ถามคนอื่นอาจไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วน…เจ้าลองครุ่นคิดอีกครั้ง” หลิ่งอี้เลิกคิ้วสูงยั่วยุให้สหายมันติดกับเฟยซุนหลุดจากการไตร่ตรองพลันรับปากอย่างจนใจ“เจ้านี้มัน…จริงๆเลย …ได้ข้าสัญญา” หลิ่งอี้พลันเผยรอยยิ้มของผู้ชนะใครการต่อรองในครั้งนี้
“เรื่องมันมีอยู่ว่าวันที่เจ้าประลองกับเจ้าพี่หนานจิ้ง ศิษย์ทุกคนเห็นกลับตาภายใต้วิชายุทธ์อัสนีร่วงหล่นของเจ้าหนานจิ้งไม่เห็นร่างเจ้าทุกคนได้คิดว่าเจ้านั้นตกตายไปเสียแล้ว” เฟยซุนที่ยืนรับฟังเงียบพลันพยักหน้าทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่ละน้อย“เมื่อเจ้าหนานจิ้งคิดว่าเจ้าได้ตกตายภายใต้พลังยุทธ์ของมันในตอนนั้นเองมันฉวยโอกาสจากการตกตายของเจ้าภายใต้พลังยุทธ์มัน พวกมันประกาศจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรหนานจิ้งศิษย์ใหม่จำนวนมากที่อยู่รอบบริเวณสามารถรับรู้ความร้ายกาจของโดยตรงเกือบทั้งหมดได้ตัดสินใจเข้าร่วมกับกลุ่มพวกมันจนเกือบหมด” เฟยซุนลอบกลืนน้ำลายมันไม่คาดคิดว่าการที่มันตกตาย ยังมีคนที่สามารถใช้ประโยชน์นี้เพื่อสร้างฐานอำนาจให้แก่มัน หลิ่งอี้มองเฟยซุนอย่างพินิจ “เจ้ารู้หรือไม่…อธิพลของเจ้าหนานจิ้งในยามนี้มีมากมายกว่าที่เจ้าคาดคิดเมื่อวานนี้เองกลุ่มของเจ้าหนานจิ้งถึงกับหาญกล้าท้าประลองกับหัวหน้ากลุ่มลมทมิฬที่ก่อตั้งมานับสิบปีนำโดยจอมพลังชานหลง โดยผลการประลองจบลงที่เจ้าหนานจิ้งสามารถเอาชัยชานหลงได้อย่างราบคาบกลุ่มวายุทมิฬในยามนั้นเปรียบเสมืองมังกรที่ไร้หัว เจ้าหนานจิ้งถือโอกาสแสดงพลังฝ่ามือมังกรพิชิตอัสนี จนเหล่าสมาชิกวายุทมิฬรู้ซึ้งถึงความต่างชั้นความหวาดกลัวได้เข้าปกคลุมใจจิตพวกมัน เพียงไม่กี่อึดใจให้หลังพวกมันต่างร้องขอเข้าร่วมกลุ่มกับเจ้าหนานจิ้งอย่างบ้าคลั่งเจ้าหนานจิ้งถือโอกาสนี้ประกาศจัดตั้งกลุ่มภายใต้ชื่อใหม่ มังกรพิชิตอัสนี” หลิ่งอี้ที่กำลังอธิบายความเป็นมาของเจ้าหนานจิ้งมันเหลือบตาจ้องใบหน้าสหายของมันกลับทำให้โทสะพุ่งขึ้นในทันได้ “นี้…เจ้าฟังสิ่งที่ข้าเล่าอยู่หรือเปล่า” หลิ่งอี้ยืนขึ้นอย่างไม่พอใจ “ข้าฟังอยู่” เฟยซุนเอ่ยขึ้นทั้งที่มันยังคงนอนราบอยู่กับพื้นมันค่อยดันตัวขึ้นมานั่งอย่างช้าๆ“ข้าแค่ยืนนานแล้วมันเมื่อยเลยขอนอนฟังเฉยๆ…ที่แท้พวกมันคิดว่าข้าได้ตกตายไปข้าเข้าใจแล้ว ! เหตุใดพวกมันยามเจ้าข้าถึงแสดงสีหน้าราวกับพบภูติผี” เฟยซุนกล่าวขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ยังมีหน้าหัวร่ออีกเจ้าไม่กังวลเรื่องเจ้าหนานจิ้งมีอธิพลเพิ่มขึ้นอย่างนั้นหรือ” หลิ่งอี้ลอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ
“อย่างที่เจ้าก็เห็นแล้วตัวข้ามิได้ตกตายด้วยพลังยุทธ์ตามที่พวกมันเข้าใจ…ข้าไม่กังวลหรอกปล่อยให้มันคิดลำพองใจคิดว่ากำจัดข้าไปได้แล้วอย่างงั้นดีแล้วพอถึงเวลาข้าจะเอาคืนมันอย่างสาสม” เฟยซุนลุกขึ้นยืนสายตาทอดไปเบื้องหน้าด้วยสายตาอันเย็นเหยียบ“แต่เท่าที่ข้าสังเกต..เจ้าไม่เรียกเจ้าหนานจิ้งว่าศิษย์พี่แล้ว” เฟยซุนเหล่ตามองอย่างเจ้าเล่ห์ “นับตั้งแต่วันที่มันหาเรื่องข้าโดยไม่มีเหตุผลข้าหาได้มีความจำเป็นต้องเคารพมันอีกต่อไป ก่อนจากมาท่านพ่อข้าเคยกล่าวไว้ว่า ‘หากมันผู้นั้นอวดดีต่อเจ้าก็กำจัดมันทิ้งเสีย’ ” เฟยซุนสดับฟังเสียงหลิ่งอี้อย่างชัดเจนขนมันลุกชูชั่นไปทั่วร่าง “ฮ่า ฮ่า” หลิ่งอี้ที่จ้องมองเฟยซุนพลันหลุดระเบิดหัวร่อออกมาคำโตจนเฟยซุนรีบพลันเปลี่ยนสีหน้าอย่างเร่งรีบ “ท่านพ่อเจ้า…ดูแล้วชั่งเป็นคนที่น่ากลัวเสียจริงๆ” หลิ่งอี้พยายามสะกดกั้นต่อปฎิกิริยาของเฟยซุนที่แสดงออกอย่างทรมาณ“ฮ่า ฮ่าหากมีเวลาว่างเมื่อใด ข้าจะพาเจ้าไปพบท่านพ่อข้าสักครั้ง” เฟยซุนส่ายหน้าตอบรับอย่างเร่งรีบ พลันกล่าวเปลี่ยนหัวข้อสนทนาใหม่ในทันใด
“ท่านย่าข้าเคยกล่าวไว้‘ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก…หากมีใครที่ยืนมือเข้าช่วยเรา…เจ้าจงรักษาความมิตรต่อคนผู้นั้นไว้’ ตอนเกิดเรื่อง…มีใครหรือไม่ ที่ยื่นมือมาช่วยเจ้า” เฟยซุนพยายามวิเคราะห์ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น“คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยข้านั้นตอนนี้ข้าก็ยังไม่รู้ว่ามันเป็นมิตรหรือศัตรู มันคือคนที่ทำให้ข้าประหลาดใจกับการกระทำมันมากที่สุดภายนอกดูเหมือนมันเย็นชา ทว่ามันกลับเข้ามาสอดมือช่วยเหลือข้าในคราวที่เจ้าประมือกับเจ้าหนานจิ้ง” หลิ่งอี้ยืนพิงระเบียงอย่างครุ่นคิด “เป็นผู้ใดกัน” เฟยซุนขมวดคิ้วเป็นปม “เจียงซวนอี้” หลิ่งอี้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวลใจ