ตอนที่ 118 แปรผลให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
หลังจากที่เมอร์ลินทำการส่งวิทยานิพนธ์ของตนเองออกไป เขาก็ไม่ได้สนใจมันอีกเลย
เขายังคงใช้ชีวิตปกติ นั่นคือการเข้าห้องสมุด เข้าห้องเรียนบ้างเป็นบางครั้งพอให้อาจารย์ที่บรรยายหน้าห้องเห็นหน้า จากนั้นก็ออกไปเที่ยวเล่นกับเคลบี้บ้างบางครั้ง
ตอนนี้มาร์เทลเริ่มสนิทกับเคลบี้แล้ว เขาได้รับการแนะนำจากคุณชายตกอับผู้นี้
อย่างไรก็เคลบี้ก็เป็นถึงนักเวทชั้นกลาง นักเวทชั้นต้นอย่างมาร์เทลย่อมยินดีที่จะรับคำแนะนำจากเขา
เมอร์ลินเองก็ร่วมฟังการบรรยายของเคลบี้ด้วย เขาสังเกตได้ว่าตอนนี้เคลบี้เริ่มที่จะพูดอะไรที่เป็นหลักการบ้างแล้ว
ซึ่งโดยปกติแล้วเคลบี้นั้นจะเป็นอัจฉริยะนักเวทที่เก่งแต่ภาคปฏิบัติ เขาสามารถใช้เวทมนตร์และบ่มเพาะพลังได้ดี แต่กลับไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ นั่นทำให้ผลการเรียนวิชาภาคทฤษฎีของเขามักจะคาบเส้นอยู่เสมอ
แต่หลังจากที่ได้เรียนกับเมอร์ลิน เคลบี้ดูเหมือนจะสามารถจัดการความคิดตัวเองได้บ้างแล้ว เขาอาศัยการซึมซับการสอนของเมอร์ลินแล้วเริ่มถ่ายทอดความรู้ของตนเองให้ออกมา
ผู้คนมากมายที่คิดได้แต่ทำออกมาไม่ได้ แม้จินตนาการจะยิ่งใหญ่แค่ไหน หากไม่ลงมือทำมันก็เป็นสิ่งไร้ค่า
แน่นอนว่าหากทำลงไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง อย่างน้อยก็ได้เริ่มที่จะทำ
เคลบี้ก็เช่นกัน เขาต้องการเป็นอย่างเมอร์ลินที่จะถ่ายทอดความรู้ของตนเองให้กับคนรอบข้าง แต่แน่นอนว่าเขาไม่สามารถทำทำได้เหมือนเมอร์ลิน แต่เขาก็พอที่จะแสดงความสามารถของตนเองออกมาได้
“เป็นไงการรวบรวมพลังเวทแบบนี้ทำได้ง่ายกว่าเดิมไหม?” เคลบี้กล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ
“ก็พอเข้าใจบ้างครับ” มาร์เทลยิ้มแหย่ๆ ออกมา
หลังจากที่เขาได้ฟังเคลบี้บรรยายก็พอจะจับจุดได้บ้าง แต่ก็ยังมึนงงกับคำพูดของอีกฝ่าย นั่นเพราะทักษะการสอนของเคลบี้ยังไม่ถึงขั้นที่จะเป็นอาจารย์ใคร บางอย่างเขาสามารถทำได้ง่าย แต่ก็ใช่ว่าคนอื่นจะสามารถทำได้เหมือนเขา
ตอนนั้นเองมาร์เทลก็อดที่จะหันไปทางเมอร์ลินไม่ได้
เด็กน้อยที่ได้รับสายตาขอความช่วยเหลือก็อดที่จะถอนหายใจไม่ได้
“คืออย่างนี้ ... จุดสำคัญของการรวบรวมพลังเวทคือการกำหนดลมหายใจและพลังจินตนาการ ...” เมอร์ลินเริ่มแปลความหมายคำพูดของเคลบี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
คำพูดของเขาสามารถทำให้คนธรรมดาเข้าใจได้ง่าย เหมือนตอนที่เขาเขียนวิทยาพนธ์ฉบับนั้น
การแปลความหมายนี้แม้แต่เคลบี้ที่เป็นคนพูดเองก็ต้องดวงตาเบิกกว้าง
“ใช่ มันเป็นแบบนั้นแหละ นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการจะบอก” เคลบี้กล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ
มาร์เทลยิ้มแหย่ๆ แล้วหันไปขอบคุณเมอร์ลิน
เคลบี้คืออัจฉริยะนักเวทอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมอร์ลินนั้นเป็นอัจฉริยะด้านวิชาการที่ยอดเยี่ยม โดยทั่วไปแล้วพวกที่มีความรู้มากๆ มักจะคุยกับคนธรรมดาไม่รู้เรื่อง ทว่าเมอร์ลินนั้นต่างออกไป เพราะเขาสามารถแปลสาส์นให้คนธรรมดาง่ายต่อการเข้าใจ
ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับการอ่านหนังสือของเขา เพราะถ้าหากเขาเอาแต่อ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องแต่วิชาการ เขาจะไม่ต่างไปจากนักวิชาการเหล่านั้น แต่ก่อนหน้านี้เขาอ่านหนังสือทั้งหอสมุดประชาชนเมืองวินเซน หนึ่งในหนังสือจำนวนนั้นเกือบครึ่งหนึ่งเป็นหนังสือทั่วไป มันมีทั้งหนังสือนิทาน หนังสือนิยาย หนังสือพัฒนาตนเอง ชีวประวัติ เรื่องเล่า เรื่องจิปะถะมากมาย
เนื่องจากมันเป็นหอสมุดประชาชน คนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ไม่ได้มีแค่นักวิชาการหรือหนอนหนังสือ แต่มันมีไว้บริการคนธรรมดาหรือเหล่านักเวทที่ไม่สันทัดเรื่องวิชาการด้วย
เมอร์ลินไม่ได้อ่านหนังสือเหมือนคนทั่วไป ความจำของเขาไม่มีทางลืมได้ง่ายๆ อีกทั้งยังสามารถตีความและทำความเข้าใจหนังสือได้ทุกครั้งที่อ่านจบ
ดังนั้นหนังสือจิปาถะเหล่านั้นล้วนถูกเมอร์ลินทำความเข้าใจมาหมดแล้วทั้งสิ้น
ภาษาที่สวยและทำความเข้าใจได้ง่ายจึงเป็นผลพลอยได้จากการอ่านหนังสือเหล่านั้น เพราะเหตุนี้เมอร์ลินจึงมีความสามารถแปรผลให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ
หลังจากที่เมอร์ลินกลับมาที่บ้าน เขาก็นำความรู้ของเคลบี้มาปรับใช้
ต่อให้เขามุ่งหน้าทางวิชาการ แต่เขาก็ยังฝึกฝนเคล็ดวิชาพลังสมาธิของออสตินอย่างต่อเนื่อง
ในคืนนี้เองเมอร์ลินก็สามารถก่อขุมพลังที่สี่ได้สำเร็จ
ตึง!
โลกภายในของเมอร์ลินกู่ก้องอย่างรุนแรง
แม้มันจะไม่ได้ส่งเสียงดังออกไปภายนอก แต่ก็ทำให้เมอร์ลินรู้สึกสะท้าน
“สำเร็จแล้ว! ในที่สุดก็บ่มเพาะพลังเวทสี่จุดได้สำเร็จ” เมอร์ลินกล่าวด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
เขาพึ่งจะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเจเฮริสได้ไม่ถึงสองเดือนด้วยซ้ำ แต่ก็สามารถบ่มเพาะพลังเวทจุดที่สี่ได้สำเร็จแล้ว
“แบบนี้ภายในสิ้นปีบางทีฉันอาจจะมีคุณสมบัติท้าทายวงเวทที่สองได้”
เมอร์ลินคำนวณความเป็นไปได้ของตนเอง
หากเขาทำมันได้สำเร็จ ความสามารถทางด้านพลังเวทของเขาจะไม่ต่างไปจากชิม่อนที่เป็นหลานของนายกเทศมนตรีนายาฟเลย เพราะปีหน้าเมอร์ลินก็จะอายุสิบสองขวบเช่นกัน
สำเร็จเป็นนักเวทสองวงเวทได้ในอายุสิบสอง ไม่ว่ามองไปทางใดก็ต้องกล่าวว่าเป็นอัจฉริยะนักเวทอย่างแน่นอน
แม้เมอร์ลินจะมีปณิธานมุ่งหน้าสายวิชาการก็เถอะ แต่หากเขาประสบความสำเร็จในด้านบ่มเพาะพลังเวท เขาก็อดที่จะภูมิใจไปกับมันไม่ได้
“เห็นทีวันพรุ่งนี้ฉันคงจะต้องรีบหาวัสดุเวทสำหรับคาถาเวทคัดลอกซะแล้ว”
เมอร์ลินรู้ดีว่าวัสดุเวทสำหรับคาถาเวทคัดลอกนั้นหาได้ไม่ยาก นั่นเพราะมันเป็นที่นิยมมากสำหรับนักเวท ยิ่งเป็นนักเวทที่เป็นนักวิชาการด้วยแล้ว มันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเวทที่จำเป็นต้องมีติดตัวเลยล่ะ
เพราะเป็นที่นิยมนี้เอง ราคาของวัสดุเวทสำหรับทำพิธีจึงไม่ได้ถูกเลย
เมอร์ลินพอจะรู้ราคาตลาดของวัสดุเวทของเวทคัดลอกว่าขายกันอยู่ที่ชุดละหนึ่งแสนวอยส์ ราคาของมันนั้นแพงเสียจนน่ากลัว อย่างไรก็ตามนักเวทส่วนใหญ่ย่อมไม่สามารถจารึกเวทสำเร็จภายในครั้งเดียว ดังนั้นพวกเขาล้วนต้องเสียเงินค่าวัสดุเวทที่มากกว่าหนึ่งแสนวอยส์อย่างแน่นอน
ต้องรู้ไว้ว่านี่เป็นวัสดุเวทของเวทคัดลอกระดับหนึ่งเท่านั้น หากเป็นวัสดุเวทของเวทคัดลอกที่ระดับสูงกว่านี้ราคาของมันย่อมน่ากลัวมากกว่าเดิม
ในวันรุ่งขึ้นเมอร์ลินเตรียมตัวจะเดินทางไปที่สมาคมนักเวทเพื่อซื้อวัสดุเวท แต่ตรานักศึกษาของเขากลับมีสัญญาณแจ้งเตือนขึ้นมาก่อน
“หืม? คณบดีสาขารูนศาสตร์เรียกฉันเข้าพบอย่างนั้นหรอ?” เมอร์ลินอ่านข้อความที่เขาได้รับมา
ตรานักศึกษาของเขานอกจากบันทึกข้อมูลนักศึกษาแล้วยังสามารถส่งข้อความให้กับนักศึกษาได้ด้วย
ตอนแรกเมอร์ลินตั้งใจจะโดดเรียน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าคณบดีวิวเกอร์ฟอร์ดจะไม่อนุญาตให้เขาทำแบบนั้น