กู่เทียนหลงยกยิ้มอย่างพึงพอใจให้กับศิษย์อย่างเฟยหรงอย่างถึงที่สุด ศิษย์ที่มีพร์เช่นนี้ทำไมเขาจะไม่รับไว้กันละ กล่าวตามจริงที่เขาพูดไปเมื่อครู่ก็แค่กล่าวออกไปลอยๆเท่านั้น ใครจะไปคิดว่าเฟยหรงจะยอมคาราวะเขาเป็อาจารย์ง่ายๆเช่นนี้กันละ ในเวลาเช่นนี้หากกู่เทียนหลงไม่ขว้าโอกาสได้ศิษย์ที่เป็เลิศเอาไว้ก็เห็นทีว่าเขาคงจะบ้าไปแล้วอย่างแน่นอน
"อยู่กลางป่าเช่นนี้ก็ไม่ดีเท่าไรนักอาจารย์เรากลับบ้านกันดีกว่า"เฟยหรงลุกขึ้นพร้อมกล่าว กู่เทียนหลงพยักหน้ารับอย่างยินดีในเวลาแบบนี้ต่อให้เ้าศิษย์คนนี้จะให้ทำอะไรเขาก็ยอมทั้งนั้น
หนึ่งคนหนึ่งวิญญานค่อยๆเดินกลับมาที่ตระกูลเฟยไม่ได้รีบร้อนอะไรมากมาย พวกเขาค่อยๆพูดคุยทำความรู้จักกันให้มากขึ้นเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากนับจากนี้ทั้งสองจะต้องอยู่ด้วยกันอีกนานเท่านานดังนั้นหากรู้จักตัวตนของอีกฝ่ายมากขึ้นก็ถือว่าดีไม่น้อย แน่นอนทางด้านกู่เทียนหลงนั้นรู้จักเฟยหรงเป็อย่างดีทั้งสองชาติภพเนื่องจากความทรงจำทางสายเืที่ติดมาหลังปลดผนึก ดังนั้นแล้วเมื่อเขารับรู้ความเป็มาของศิษย์ตนเองมากเช่นนี้กู่เทียนหลงเองก็ไม่คิดคดโกงและบอกไปถึงอดีตที่ตนเองให้กับชายหนุ่มได้รับรู้
กู่เทียนหลงเล่าว่าเขาเกิดมาในตระกูลกู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์และเป็ถึงนายน้อยของที่นั่น แต่ด้วยเส้นลมปราณของเขาบกพร่องโดยกำเนิดทำให้ไม่มีใครในตระกูลยอมรับในตัวเขา เมื่ออายุ 15 ปีกู่เทียนหลงจึงหลบหนีออกจากตระกูลและผจญภัยไปทั่วพิภพอันกว้างใหญ่จนในที่สุดเขาก็ได้เจอเข้ากับอาจารย์ระดับจักรพรรดิเทวะอยู่ท่านหนึ่งและได้สอนการเป็ผู้ฝึกตนพลังวิญญานให้กับกู่เทียนหลง และเมื่อเขาได้เรียนรู้ถึงวิถีแห่งพลังวิญญานกู่เทียนหลงรับรู้ได้ว่านี่คือพร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขา
แม้ว่าพลังวิญญานจะไม่ได้โดดเด่นทางด้านการต่อสู้เหมือนกับพลังปราณแต่มันกลับใช้ประโยชน์ได้หลากหลายกว่าอย่างเช่นการปรุงยา การหลอมอาวุธ รวมไปถึงวิถีแห่งค่ายกลต่างๆเองก็ด้วย ดังนั้นเมื่อเข้าสู่การฝึกตนพลังวิญญานกู่เทียนหลงจึงได้มุ่งเน้นความสามารถไปในทางด้านการปรุงยาเสียส่วนใหญ่และจากนั้นหนึ่งแสนปีเขาก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็ 'เทวะโอสถ' ชื่อนี้มีเกียรติอย่างยิ่งเพราะมันคือตำแหน่งที่ดำรงอยู่เหนือเหล่านักปรุงยาทุกคนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์และทุกคนต่างให้การยอมรับในตัวเขาในฉายานี้
เมื่อเขาได้รับฉายา 'เทวะโอสถ' มาแล้ว กู่เทียนหลงยังไม่พอใจแค่นั้นในระยะเวลาหนึ่งล้านปีเขายังฝึกฝนตบะพลังวิญญานของตนไปจนถึงระดับ 'วิญญานศักดิ์สิทธิ์' ซึ่งมันมีพลังเทียบเท่าระดับจักรพรรดิเทวะ และในระหว่างที่เขากำลังผ่านด่านเคราะห์นั้นร่างกายเต็มไปด้วยอาการาเ็และกำลังฟื้นฟูขึ้นมาอย่างช้าๆอนิจจาเขากลับโดนสหายคนสนิทแทงข้างหลังจนวิญญานหลุดออกจากร่างและถูกผนึกวิญญานเอาไว้ พอเล่ามาถึงตรงนี้น้ำเสียงของกู่เทียนหลงเต็มไปด้วยความแค้นเคืองในใจอย่างเห็นได้ชัด
"เอาละข้ารู้แค่นี้ก็เพียงพอแล้วเรามาถึงบ้านพอดี"เมื่อเห็นว่ากู่เทียนหลงรู้สึกไม่ค่อยที่ดีจะเล่ามันออกมาเฟยหรงก็อยากจะซักถามให้มากความ เขาเดินเข้าบ้านไปในทันทีพร้อมทั้งเดินเข้าห้องไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะกล่าวถามอาจารย์ "อาจารย์หากข้า้าจะปรุงยาจำเป็ต้องฝึกฝนพลังวิญญานหรือไม่ ข้าััได้แม้ว่าพลังวิญญานของข้าจะมากมายแต่กลับยังไม่ได้เข้าสู่วิถีการฝึกอย่างที่ควร"
กู่เทียนหลางพยักหน้าพร้อมตอบ "ถูกต้องแม้พลังวิญญานของเ้าจะมากมายเนื่องจากมันติดตัวเ้ามาตอนที่เ้าจุติแต่กลับไม่ได้รับการขัดเกลาและบ่มเพาะพลังอย่างถูกต้อง ดังนั้นเราต้องมาเรียนรู้พื้นฐานของการเป็ผู้ฝึกตนวิญญานกันก่อน ในการเป็ผู้ฝึกตนวิญญานนั้นก็คล้ายๆกับการเป็ผู้ฝึกตนลมปราณนั่นแหละแต่จุดรวมพลังจะต่างกัน ผู้ฝึกตนลมปราณนั้นจะกักเก็บพลังไว้ที่จุดตันเถียนบริเวรกลางอก ส่วนผู้ฝึกตนวิญญานนั้นจะกักเก็บพลังเอาไว้บริเวณระหว่างคิ้วของตน และระดับพลังเองก็จะสอดคล้องกับผุ้ฝึกตนลมปราณโดยเริ่มจาก 1.ก่อเกิดวิญญาน 2.รวบรวมลมปราณ 3.หลอมรวมวิญญาน 4.แก่นแท้วิญญาน 5.ทะเลวิญญาน 6.วิญญานปฐี 7.วิญญานนภา 8.วิญญาน์ 9.มหันตภัยวิญญาน 10.ภัยพิบัติวิญญาน 11วิญญานเทวะ 12.วิญญานจอมเทวะ และ 13.วิญญานศักดิสิทธิ์ซึ่งเป็ตบะที่ข้าเคยไปถึงและเทียบเท่ากับจักรพรรดิเทวะ นอกจากนี้มันยังมีอีกหนึ่งระดับซึ่งเป็ตำนานที่แม้แต่ข้าก็ได้แต่เพ้อฝันนั่นคือ ขั้นวิญญานมหาวิถีที่มีพลังเทียบเท่ากับมหาเทวะ"
เฟยหรงได้ยินดังนั้นก็พลันตาโตนี่คือสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนแม้จะเป็ชีวิตที่แล้วของเขาก็ตาม เนื่องจากที่ดินแดน์ในโลกก่อนมีเพียงเขาที่เป็เทพาและจักรพรรดิ์ที่มีตบะเพียงราชันเทวะเท่านั้นที่เป็ใหญ่และไม่คิดว่ามันจะมีขั้นพลังที่เหนือไปกว่านั้นด้วย ชายหนุ่มตั้งใจฟังข้อมูลเหล่านี้อย่างตั้งใจ พร้อมทั้งกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
'หากข้าสำเร็จการบ่มเพาะทั้งลมปราณและพลังวิญญานจะเย้ย์ได้ถึงเพียงไหนกันนะ'เฟยหรงคิดในใจพร้อมมองไปที่กู่เทียนหลงด้วยแววตาเป็ประกายจนวิญญานหนุ่มถึงกับขนลุก "เ้าหยุดจ้องข้าเช่นนั้นนะ เห็นข้าหล่อเหล่าและงดงามเฉกเช่นนี้แต่ข้าก็ชมชอบสตรีนะ"
กู่เทียนหลงกล่าวออกมาเช่นนั้น เฟยหรงพลันทำสีหน้าเหยเกในทันที ให้ตายสิอาจารย์คนนี้ช่างหลงตัวเองเสียจริง
"อาจารย์ในเมื่อข้าเป็ศิษย์ท่านแล้วท่านควรจะให้วิชาบ่มเพาะกับข้าใช่หรือไม่ มาๆข้าพร้อมแล้ว"เฟยหรงปรับอารมณ์พร้อมกล่าว และนั่งตัวตรงรอรับวิชาสืบทอด
"เ้าปีศาจน้อยแค่วันเดียวเ้าก็ปล้นอาจารย์คนนี้เสียแล้ว"กู่เทียนหลงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม เขาลอยมาอยู่ตรงหน้าของเฟยหรงเอานิ้วมือมาััที่ระหว่างคิ้วของชายหนุ่มทันใดนั้นทักษะบ่มเพาะพลังวิญญานที่กู่เทียนหลงเคยใช้ก็ได้ถูกถ่ายทอดให้กับเฟยหรงจนหมดสิ้น เฟยหรงที่ได้รับวิชาบ่มเพาะมานั้นเขาก็พลันค่อยๆทำความเข้าใจมันช้าๆจนในที่สุดสองชั่วยามผ่านไปเขาก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม
"เ้าทำความเข้าใจวิชาได้เร้วกว่าที่ข้าคาดเอาไว้มาก หากจะกล่าวให้ถูกเ้าคงจะเป็อัจฉริยะในการฝึกวิชาเป็แน่แท้"กู่เทียนกลงกล่าวอย่างพึงพอใจ เฟยหรงรีบขอบคุณอาจารย์ของเขาในทันทีพร้อมทั้งลองกลั่นพลังวิญญานที่มากเกินไปของเขามาอยุ่ในรูปแบบของตบะพลังวิญญานอย่างรวดเร็วจนในที่สุดเวลาผ่านไปถึงหนึ่งวันเต็มๆเฟยหรงก็พลันตื่นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมออร่าสีแดงฉานที่ล้อมรอบตัว ระหว่างคิ้วมีสัญลักษณ์รูปเปลวเพลิงสีฟ้าครามเล็กๆเกิดขึ้นมาส่งผลทำให้เขาดูหล่อเหลาขึ้นมาอีกเล็กน้อย
"ยอดเยี่ยม!!แค่วันเดียวเ้าก็กลั่นพลังวิญญานของตนเองได้ถึงสามส่วนและอยู่ในระดับหลอมรวมวิญญานแล้ว ข้าไม่รู้จะหาคำใดมานิยามการฝึกฝนของเ้าดีในเวลานี้เ้ามันยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดเสียอีก"กู่เทียนหลงกล่าวพร้อมถอนหายใจ เป็ศิษย์อาจารย์กันได้แค่คืนเดียวเ้าเด็กนี่ก็ทำให้เขาตกตะลึงมากมายถึงเพียงนี้ต่อไปในวันข้างหน้าหากเฟยหรงเติบโตขึ้นคงจะมีอะไรน่าตื่นเต้นให้เขาดูอีกไม่น้อยเลยทีเดียว
"เป็เพราะวิชาที่อาจารย์ให้มานั้นยอดเยี่ยม ข้าขอถามได้หรือไม่ว่ามันคือวิชาอะไร"เฟยหรงกล่าวถาม
"วิชานี้ถูกขนานนามว่าทักษะเพลิงวิญญานเก้าภพ เป็วิชาบ่มเพาะวิญญานระดับเทวะที่อาจารย์ของข้าได้มอบให้และด้วยทักษะนี้เมื่อเ้าบรรลุถึงขั้นแก่นแท้ของมันพลังวิญญานของเ้าจะเพิ่มขึ้นสูงราวกับนำพลังของทั้งเก้าภพชาติมารวมกันและนี่คือความพิศวงของมันอย่างแท้จริง"เฟยหรงที่ได้ยินดวงตาของเขาพลันเปร่งประกายอย่างช่วยไม่ได้ วิชาบ่มเพาะวิญญานแถมยังเป็ระดับเทวะนี่มันยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับเขาเลยก็ว่าได้
วิชาบ่มเพาะปราณระดับมหาวิถีเทวะ แถมวิชาบ่มเพาะพลังวิญญานระดับเทวะ ในตอนนี้เฟยหรงเหมือนตัวตนที่เกิดมาเพื่อเย้ย์และสยบทั้งพิภพเลยก็ว่าได้ และนี่ดูเหมือนว่ามันจะยังไม่ใช่จุดจบของเื่อย่างแน่นอน
"หญ้าหมอกม่วง 10 ต้น ดอบบัวแดง 2 ดอก แกนอสูรระดับสามธาตุไฟ2 ชิ้น จงไปหามาแล้วข้าจะปรุงยาวิญญานเปลวเพลิงเพื่อให้เ้าเพื่อที่จะให้เ้าสำแดงพลังทักษะบ่มเพาะพลังวิญญานได้มากยิ่งขึ้น"กู่เทียนหลงกล่าวออกมาเช่นนั้นเฟยหรงที่ได้ฟังก็ตอบตกลงและเดินออกไปในทันที ด้านหน้าห้องของเขาในเวลานี้แน่นอนว่าต้องมีเฟยหลินและเฟยเหลียงนั่งเฝ้าอยู่เช่นเดิม
"เฟยหลิน เฟยเหลียง ไปกันเถอะวันนี้ข้าจะพาเ้าออกไปฝึกในป่า"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้นทำให้สองพี่น้องต้องผงะในทันที ฝึกฝนในป่าหรือนั่นก็เท่ากับการต่อสู้จริงเลนะสิ พอสองพี่น้องคิดได้ดังนั้นแน่นอนว่าพวกเขาพากวิ่งไปหยิบกระบี่ของตนเองด้วยความตื่นเต้น และพากันเดินตามเฟยหรงไป
ทั้งสามเดินกันมาจนถึงชายป่าใกล้กับเขตติดต่อของตระกูลเฟย เฟยหรงไม่รอช้าเขารีบพุ่งตัวนำเฟยหลินกับเฟยเหลี่ยงไปในทันที ไม่นานพวกเขาก็มาถึงเขตอันตรายของป่าและเป็ที่ที่มีสัตว์อสูรมากมาย
"เอาละพวกเ้าทั้งสองคน เวลานี้ได้เวลาที่จะสอนพวกเ้าเกี่ยวกับการเป็มือกระบี่แล้ว"เฟยหรงกล่าวออกมาพร้อมกับหักกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆมาหนึ่งกิ่ง ส่วนเฟยหลินกับเฟยเหลียงนั้นพวกเขาต่างจับจ้องมาที่เฟยหรงอย่างตั้งใจ
"มือกระบี่นั้นความจริงแล้วจะถูกแบ่งระดับออกเป็ห้าขั้นใหญ่ๆ เริ่มจากขั้นแรกคือปราณกระบี่ขั้นแรกนี้จะเกิดจากการฝึกฝนจนชำาญจนเ้าสามารถใช้ออกด้วยวิชาใดๆได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็วจนเกิดปราณที่แหลมคมฟาดฟันสิ่งต่างๆ"เฟยหรงกล่าวพร้อมใช้ออกด้วยการรำกระบี่อย่างงดงาม ดุดัน และฟาดฟันปราณกระบี่ไปรอบๆ
"ขั้นที่สองคือจิตกระบี่เมื่อพวกเ้าชำนาญในกระบวนท่าของตนเองจนทำให้ร่างกายจดจำและเคยชิน ในขั้นนี้เ้าจะใช้ออกด้วยท่วงท่าเ่าั้โดยสัญชาตญานเพียงเท่านั้น"
"ขั้นที่สามคือสรรค์สร้างวิถี ทุกอาวุธที่เ้าฝึกไม่ว่าจะเป็อะไรก็แล้วแต่เ้าล้วนมีเป้าหมายในการฝึกของตนเองและมีวิถีทางของตนเอง ดังนั้นเมื่อถึงขั้นนี้พวกเ้าจะต้องสร้างวิถีแห่งกระบี่ของตนเองขึ้นมาให้ได้ เมื่อผ่านขั้นนี้เ้าถึงจะเรียกตัวเองว่ามันมือกระบี่ได้อย่างแท้จริง"
"ขั้นที่สี่คือแก่นแท้กระบี่ เมื่อพวกเ้าฝึกมาถึงขั้นนี้นั่นย่อมแสดงว่าเ้าชำนาญวิถีกระบี่ของตนเองจนไปถึงแก่นแท้ของมันแล้ว และเมื่อนั้นทุกสิ่งรอบกายเ้าจะคือกระบี่"
"ส่วนขั้นที่ห้านั้นคือเทพกระบี่ ในขั้นนี้ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันคืออะไรเพราะตัวข้าบรรลุแค่สี่ขั้นเท่านั้นในเวลานี้"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้น เฟยหลินและเฟยเหลียงที่ได้ฟังพลันดวงตาเป็ประกาย ในทวีประดับต่ำเช่นนี้เพียงแค่เก่งในกระบวนท่าก็ถูกเรียกว่ามือกระบี่ได้แล้วแต่ข้อมูลที่พวกเขาได้รับในวันนี้กลับทำให้พวกเขาได้เปิดโลกใบใหม่และมองเฟยหรงด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง
แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่านายน้อยของพวกเขาไปเอาความรู้เล่านี้มาจากที่ใดแต่พวกเขาก็มั่นใจว่าทุกคนพูดของนายน้อยคนนี้ล้วนแต่เป็เื่จริงเพราะนอกจากเฟยหรงจะอธิบายอย่างชัดเจนแล้วเขายังสาธิตให้พวกตนได้ประจักษ์แก่สายตาอีกด้วย
"เอาละพวกเ้าฝึกอยุ่แถวนี้ก่อนแล้วกันเริ่มจากเข้าสู่ปราณกระบี่ให้ได้ภายในสองเดือนนี้ ส่วนข้าขอไปหาสมุนไพรแถวนี้เสียหน่อย"กล่าวจบเฟยหรงก็ไม่ได้รอให้พวกเขาไถ่ถามอะไรและพุ่งทยานออกไปราวกับลูกธนูด้านหลังหากมีคนที่ตบะสูงกว่านิพพานผ่านมาจะเห็นว่าเขามีร่างวิญญานตามไปด้วย
"หุหุ เ้าปีศาจน้อยคิดไม่ถึงว่าจะถึงกับชี้แนะการเป็มือกระบี่ให้กับผุ้อื่นด้วยเห็นทีคงต้องมองเ้าเสียใหม่"กู่เทียนหลงกล่าวขึ้นมาเช่นนั้น เฟยหรงที่ได้ยินพลันมองไปที่ร่างวิญญานก่อนจะกล่าว "ทั้งสองเป็เหมือนกับสหายของข้า และสหายของข้าก็จะอ่อนแอไม่ได้และอีกเหตุผลหนึ่งก็อย่างที่ท่านรู้ข้าไม่อาจจะรั้งอยู่ในทวีปแห่งนี้ได้ตลอดไปการทำให้ตระกูลแข็งแกร่งขึ้นก็ถือว่าทำให้ข้าเบาใจได้ไม่น้อย"
"แต่ว่านะอาจารย์สมุนไพรที่ท่านให้ข้าหาเนี้ยข้าเหมือนจะเคยได้ยินว่ามันไร้ค่ามากเลยนะ มันจะใช่จริงๆหรืิอ"เฟยหรงกล่าวถาม
"เหอะ ไร้ค่าบ้านเ้าสิหญ้าหมอกม่วงแม้จะมีพิษอยู่เล็กน้อยแต่หากนำมันมากลั่นอย่างถูกวิธีแล้วละก็มันสามารถใช้ปรุงโอสถระดับหนึ่งถึงระดับสามได้ตั้งหลายแขนงด้วยกัน อย่างเช่นโอสถรักษา โอสถเพิ่มปราณ หรือแม้แต่โอสถเสริมวิญญานมันก็สามารถทำได้ ที่เ้าเห็นว่ามันไร้ค่าก็เพราะในทวีปนี้มีความรู้ด้านการปรุงโอสถน้อยเกินไปอย่างไรละ ไม่ต้องพูดมากแล้วหาไปและเดี๋ยวคืนนี้ข้าจะแสดงการปรุงยาที่มหัศจรรย์ที่สุดให้เ้าได้ชม"กู่เทียนหลงกล่าวออกมาเช่นนั้น เฟยหรงที่ได้ยินพลันบุ้ยปากมองบนในทันทีอาจารย์ของเขาคนนี้ช่างดูเหมือนจะหลงตัวเองเกินไปจริงๆ