อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 96 ไม่ทราบว่าบ่ายนี้มีธุระไหมครับ

            เออร์วินไม่สนใจปฏิกิริยาการตอบสนองของทั้งสามคน เขาพูดกับเจคว่า

            “แล้วก็คุณเจคครับรบกวนบอกพวกพ้องของคุณหน่อยนะครับว่าคืนนี้ให้นอนเร็วหน่อยจะได้มีแรงไว้สำหรับพรุ่งนี้”

            เจคพยักหน้ารับคำ

            “ครับอาจารย์” ก่อนจะมองสิ่งที่พวกเขาได้สร้างในวันนี้แล้วถามด้วยความสงสัยว่า “ว่าแต่ของที่ให้สร้างนี่คืออะไรครับ”

            เออร์วินมองตามสายตาของเจคยิ้มแล้วพูดออกมาว่า

            “ไอ้นั่นไว้สำหรับฝึกวิ่งปากัวร์ครับ”

            “วิ่งปากัวร์?” เจคทวนคำด้วยความสงสัย เรเวนก็หันมามองเขาเช่นกันในขณะที่โทมัสยังดูมึนงงไม่เข้าใจที่เออร์วินพูดเลยแม้แต่อย่างเดียว

            “เป็นการวิ่งข้ามสิ่งกีดขวางต่างๆ ครับ ข้อดีของมันก็คือทำให้คุณเคลื่อนไหวได้อิสระแม้ว่าจะอยู่ในสถานที่แบบไหน และที่สำคัญการฝึกวิ่งปากัวร์ยังช่วยพัฒนาการตอบสนองทางคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาด้วยครับ เพียงแต่ว่าการจะวิ่งปากัวร์ได้นั้นต้องมีพื้นฐานร่างกายที่แข็งแรงอยู่พอสมควรซึ่งผมได้ปูมันไว้ให้กับทุกคนในระดับหนึ่งแล้วครับ”

            เจคพยักหน้าก่อนจะถามเขาว่า

            “แล้วเรื่องการสั่นไหวของมานาล่ะครับ”

            “ตอนนี้คุณแค่ทำให้คุ้นชินกับการสั่นไหวของมานาในตัวคุณก่อนครับเมื่อถึงเวลาผมจะบอกเองว่าควรจะฝึกมันยังไงต่อ”

            เจคพยักหน้าเข้าใจเออร์วินก็หันไปพูดกับเรเวน

            “พี่สาวครับการฝึกวิ่งปากัวร์อาจจะดูเหนื่อยและลำบากกว่าการวิ่งปกติ แต่ถ้าพี่สาวสามารถทำได้ความเร็วในการตอบสนองที่เคยเป็นจุดอ่อนของพี่สาวจะได้รับการแก้ไขแน่นอนครับ”

            เรเวนนิ่งไปก่อนจะถามเขาว่า

            “แล้วทักษะการต่อสู้ล่ะเมื่อวานนี้ฉันเห็นหุ่นไม้นั่นของเธอเธอก็บอกสองมือแล้วก็สู้เหมือนกับเต้นรำไปด้วยนั่นก็เป็นทักษะการต่อสู้แบบหนึ่งหรอ”

            “อันนั้นเรียกว่ากระบองกาลีครับเป็นศิลปะการต่อสู้รูปแบบหนึ่ง ถ้าพี่สาวสนใจผมสามารถสอนให้ได้นะครับ”

            เรเวนถามเขาอีกว่า

            “แล้วอาวุธปืนลูกโม่นั่นล่ะพวกฉันจะได้ฝึกด้วยไหม”

            เออร์วินยิ้มแล้วตอบเธอว่า

            “ได้ฝึกแน่นอนอยู่แล้วครับ” ก่อนจะพูดเหมือนนึกขึ้นได้ว่า “จะว่าไปให้คุณเดซี่มาฝึกด้วยเลยดีกว่า”

             

            เดซี่ที่กำลังเช็ดรูปปั้นอยู่พลันสะดุ้งโหยงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ขนเธอลุกชี้ชันอย่างไม่ทราบวาเหตุก่อนจะพยายามเหลียวมองซ้ายขวาด้วยความระแวง เบธที่อยู่ใกล้ก็ถามด้วยความเป็นห่วงว่า

            “เดซี่มีอะไรหรือเปล่า”

            เดซี่ตอบทั้งที่ยังคงเหลียวซ้ายแลขวาว่า

            “ไม่รู้เหมือนกันค่ะแต่รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังถูกคนชั่วช้าบางคนเพ่งเล็งอยู่”

            เบธเอียงคอด้วยความสงสัยไม่เข้าใจว่าคนชั่วช้าที่เดซี่พูดนั้นหมายถึงใคร

             

            ที่ค่ายทหารตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยง

            เหล่าทหารต่างก็มาต่อคิวรับอาหารกันลิลลี่เด็กสาวที่มีหูเป็นสุนัขก็กำลังต่อแถวรับอาหารด้วยความตื่นเต้น ความจริงแล้วเธอไม่จำเป็นจะต้องทานอาหารร่วมกับพวกทหารก็ได้ เพราะถึงยังไงเธอก็สามารถให้คนครัวในวังช่วยเตรียมอาหารมาให้เช่นเดียวกับเจ้าหญิงลิลิธ หรือทำแบบกิลเบิร์ตที่กลับไปทานที่คฤหาสน์ของตนก็ยังได้ แต่เธอก็เลือกที่ทานอาหารร่วมกับพวกทหารในโรงอาหาร

            ซึ่งสาเหตุนั้นก็เพราะเธออยากทานอาหารกับมีเรียที่ตอนนี้เหมือนจะกลายเป็นเพื่อนสนิทของเธอไปแล้ว

            “ลิลลี่นี่ชอบทานอาหารจังเลยนะ”

            มีเรียถามลิลลี่ที่กำลังต่อคิวอยู่ข้างหลังเธอ ความจริงลิลลี่จะทำแบบกิลเบิร์ตก็ได้โดยการกลับไปทานมื้อเที่ยงที่คฤหาสน์ และพ่อของเธอเองก็ต้องการให้เธอทำแบบนั้น แต่เธอกลับบอกว่า ‘จะทำแบบนั้นไม่ได้เพราะนี่คือการฝึกฝน’ แล้วเธอก็มาร่วมทานอาหารกับพวกทหารทุกวัน ทำให้แม้ว่าเธออาจจะถูกมาว่าได้เป็นอัศวินฝึกหัดตั้งแต่อายุยังน้อยเพราะใช้เส้น แต่พวกทหารต่างกลับไม่ได้อคติกับเธอเท่าไรนัก ทั้งยังรู้สึกเป็นมิตรกับเธอไม่น้อย

            แล้วตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีใครรู้ที่อคติทางเผ่าพันธุ์ของมีเรียที่มีต่อลิลลี่เหมือนจะถูกลบให้หายไปจนหมดสิ้น เพราะนับวันมีเรียกับลิลลี่กลับยิ่งสนิทสนมกันเรื่อยๆ ปัจจัยส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าทั้งสองคนนั้นมีอายุที่ไล่เลี่ยกัน และนิสัยของลิลลี่ที่มักจะร่าเริงอยู่เสมอและไม่ใช่คนที่คิดเล็กคิดน้อยก็ยิ่งช่วยให้ทั้งสองสนิทกันได้เร็วขึ้น ยิ่งอยู่ด้วยกันมากเท่าไรมีเรียกลับพบว่า นอกจากการที่มีหูกับหางแล้วก็ไม่มีอะไรที่ต่างกับเธอเลย ดังนั้นจึงทำให้มีเรียรู้สึกสงสัยถึงพวกเผ่ามารในนิทานว่าพวกนั้นชั่วร้ายตามที่นิทานบอกไหม

            แต่มันไม่ได้หมายความว่ามันจะช่วยลงอคติที่เธอมีต่อตัวเจ้าชายเออร์วินลง แม้ว่าในสายตาเธอนั้นเขาจะดูดีขึ้นมาหน่อยหนึ่งจากการช่วยลิลลี่กับน้องสาวเธอที่ตลาด แต่นั่นไม่ได้ลบสถานะเจ้าชายขยะในสายตาเธอเพียงแค่เปลี่ยนสถานะเจ้าชายขยะเป็นเจ้าชายขยะที่พอมีประโยชน์อยู่บ้าง

            ลิลลี่พยักหน้าอย่างหนักแน่น

            “อื้ม! ชอบมาก แม่คอยบอกว่าอาหารเป็นสิ่งสำคัญดังนั้นตราบใดที่ยังมีชีวิตจะต้องหมั่นกินให้มากเข้าไว้ แต่รู้ทำไมทั้งพี่ลูซี่และเดซี่กลับกินน้อยมาก”

            มีเรียนึกในใจว่า ‘ฉันว่าคงไม่ใช่เพราะพวกเธอกินน้อยหรอกแต่เป็นเพราะเธอกินจุเกินไปต่างหากล่ะ’ ก่อนจะถามด้วยความสงสัยว่า

            “แล้วแม่ของเธอตอนนี้อยู่ไหนเหรอ” มีเรียสงสัยเพราะเธอรู้ว่าลิลลี่มีน้องสาวที่ชื่อลูซี่ซึ่งเธอได้เห็นในวันนั้น กับลูซี่พี่สาวที่ลิลลี่มักพูดถึงอยู่บ่อยๆ แต่เธอไม่เคยเล่าเรื่องของแม่เธอให้ฟังเลย

            ลิลลี่มีท่าทีเลื่อนลอยก่อนจะตอบว่า

            “น่าจะยังสบายดีอยู่ที่เผ่าล่ะมั้ง”

            มีเรียรู้สึกผิดที่ถามลิลลี่แบบนั้น แต่ก็พบว่าเพียงพริบตาเดียวลิลลี่ก็กลับมาร่าเริงเหมือนเดิมและยังพูดด้วยท่าทีที่เปี่ยมชีวิตชีวาว่า

            “ดีล่ะไว้เดี๋ยวเป็นอัศวินเมื่อไหร่จะกลับไปหาแม่ดีกว่าจะใส่ชุดเการะไปอวดให้แม่ตะลึงไปเลยเมื่อถึงวันนั้นมีเรียก็มาด้วยกันนะ”

            มีเรียยิ้มให้ลิลลี่ก่อนจะพยักหน้า

            “อื้ม! เมื่อถึงวันนั้นพาไปด้วยล่ะ”

            และเมื่อคิวตักอาหารมาถึงลิลลี่เธอก็มองหน้าคนที่ทำหน้าที่ตักอาหารด้วยตาที่เป็นประกายพร้อมกับส่ายหางไปมาแล้วพูดว่า

            “ขอเยอะๆ เลยนะคะ”

            คนที่ทำหน้าที่ตักอาหารมองหน้าเธอแล้วไม่พูดอะไรก่อนจะตอบด้วยการตักอาหารให้เธอเป็นสองเท่าของคนอื่น แล้วพูดว่า

            “ไม่อิ่มก็บอกนะหนูลิลลี่”

            ลิลลี่ตอบมาอย่างร่าเริงว่า

            “ค่า!” ก่อนจะเดินตามมิเรียไป ทิ้งให้คนที่ตักอาหารมองตามหลังเธอพร้อมกับรอยยิ้ม บนใบหน้าจนต้องให้ทหารที่ต่อคิวถัดจากลิลลี่สะเก็ดเพื่อให้เขาตักอาหารให้ตน

             

            ที่คฤหาสน์ของลอร์ดอาร์เทมิส

            กิลเบิร์ตกำลังนั่งทานมื้อเที่ยงคนเดียวเพราะพ่อของเขาไม่ได้อยู่ที่คฤหาสน์  เดิมทีที่เขาเข้าไปเป็นอัศวินฝึกหัดก็เพื่อหาโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับเจ้าหญิงลิลิธ แต่ทว่ามันกลับไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะตั้งแต่แรกเจ้าหญิงก็มักจะทานมื้อเที่ยงร่วมกับบารอนเอเดรียน ไม่เปิดโอกาสให้เขาเข้าไปตีสนิทได้ เมื่อไม่สามารถหาโอกาสทานอาหารร่วมกับเจ้าหญิงได้ ข่าวที่มองว่าตัวเองเป็นถึงลูกหลานของขุนนางก็ไม่มีความจำเป็นที่จะอยู่ทานอาหารร่วมกับพวกทหารหรืออัศวินฝึกหัดคนอื่นๆ

            ขณะที่กิลเบิร์ตกำลังทานอาหารอยู่นั้นสมองเขาก็กังวลที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจ้าหญิงลิลิธไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะมีภาพหญิงสาวผมสีดำตาสีม่วงคนนั้นขึ้นมาในหัว ตั้งแต่ที่เขาได้เจอเธอก็ยากที่จะสลัดภาพเธอออกไปจากความทรงจำเขาได้ ทว่าเธอคนนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับเจ้าหญิงลิลิธ จะผูกความสัมพันธ์กับเธอนั้นไม่ง่ายเลย ด้วยความที่เธอมักจะไปไหนมาไหนกับเจ้าชายขยะ ทำให้เขาที่ต้องฝึกเป็นอัศวินฝึกหัดเพื่อหาโอกาสใกล้ชิดเจ้าหญิงลิลิธจึงยากที่จะหาเวลามาเจอกับเธอคนนั้นได้ และบ่อยครั้งที่เขาได้เจอเธอก็มีเจ้าหญิงลิลิธอยู่ในบริเวณนั้นด้วยทำให้เขาไม่สามารถเข้าไปพูดคุยหรือทักทายเพื่อสร้างความสนิทสนมได้ไม่ว่าจะฝ่ายไหนทำให้เขาได้แค่สงวนท่าทีอยู่เฉยๆ

            เขาทานอาหารไปก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เขารู้สึกว่าทำไมอะไรหลายๆ อย่าง มันก็ติดขัดไปซะหมด ไม่ว่าจะเจ้าหญิงลิลิธผู้หญิงผมสีดำตาสีม่วงที่เป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าชายขยะ หรือแม้แต่ตัวเจ้าชายขยะเองเป้าหมายการผูกสัมพันธ์ของเขาล้วนไม่บรรลุผลเลย แม้แต่คนเดียว ขนาดเพื่อนที่เป็นลูกหลานขุนนางที่ดูแล้วพบว่าอนาคตไกลก็ดันตายไปเสียดาย กิลเบิร์ตถอนหายใจอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับทานมื้อเที่ยงต่อไป

            แต่แล้วก็มีคนวิ่งเข้ามาโดยท่าทีกระหืดกระหอบ กิลเบิร์ตละสายตาจากจานอาหารบน โต๊ะมองไปยังคนที่วิ่งเข้ามาพบว่าเป็นคนใส่ชุดเกราะทั่วทั้งร่าง  เป็นหนึ่งในคนที่พ่อของเขาบ่มเพาะเอาไว้ ชายคนนั้นไม่รอให้หายใจทั่วท้องรีบบอกว่า

            “คุณชายครับ คุณชายเมื่อกี้ข้าเห็นเจ้าชายขยะเข้าไปในคฤหาสน์ของไวเคานต์โรซาลินด์”

            กิลเบิร์ตนิ่งไปทันทีร้องถามว่า

            “อะไรนะ!”

            “ไม่ใช่แค่นั้นนะครับคุณชายผมยังเห็น โทมัสเดินตามเจ้าชายขยะกับผู้หญิงเผ่ามารหูสัตว์ออกจากคฤหาสน์ของไวเคานต์โรซาลินด์ครับ”

            กิลเบิร์ตที่ได้ยินอย่างนั้นก็กำหมัดแน่น

            “หนอยไอ้เจ้าชายขยะนั่นทั้งที่ข้าเป็นฝ่ายเข้าหาแท้ๆ แล้วยังเจ้าหนอนตำราโทมัสนั่นเห็นปกติฝังตัวอยู่แต่ในห้องสมุดแล้วทำไมถึงไปสนิทกับเจ้าชายขยะนั่นได้”

            ในบรรดาลูกหลานขุนนางทั้งหมดคนที่กิลเบิร์ตมองว่าพอที่จะเป็นอุปสรรคของตนได้ ก็มีแต่ลูกชายของบารอนเอเดรียน แต่เพราะว่าเขาได้จากเมืองไปไพร์ล็อกทำให้เขามองว่า อยากทางสะดวก เพราะโทมัสที่เป็นลูกชายของไวเคานต์โรซาลินด์มักแสดงออกอยู่เสมอว่า นอกจากหนังสือตำราแล้วก็ไม่แทบจะสนใจอะไรเลย ทำให้คนนี้เป็นม้านอกสายตาของกิลเบิร์ตอยู่เสมอ แต่ละสายตาไปเพียงแค่แว๊บเดียวสองคนนี้กลับไปสนิทกันในขณะที่ความสัมพันธ์ของเขากลับไม่คืบหน้าไปไหน กิลเบิร์ตไม่เข้าใจว่าเขามองพลาดอะไรไปทำไมถึงโดนอีกฝ่ายแซงหน้าในความสัมพันธ์นี้ได้

            เขาถามชายคนนั้นว่า

            “แล้วรู้ไหมว่าพวกนั้นไปไหน”

            “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะแต่เห็นพวกเขามุ่งหน้าออกไปจากเขตขุนนาง”

            กิลเบิร์ตขมวดคิ้วพึมพำว่า

            “ออกไปจากเขตขุนนางแล้วหรอหรือว่าจะไปที่สลัม...”

            เมื่อคิดถึงตรงนี้กิลเบิร์ตรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ทำลงไปในวันนั้น หากเขาเลือกที่จะผูกมิตรกับพวกเจคเขาก็อาจสามารถใช้คนพวกนั้นเป็นสะพานในการผูกมิตรกับเจ้าชายขยะแล้วใช้เป็นสะพานต่ออีกทีไปหาเจ้าหญิง

             

            เออร์วินหันไปถามโทมัสว่า

            “คนโทมัสครับไม่ทราบว่าบ่ายนี้มีธุระอะไรมั้ยครับ”

            โทมัสที่หลงคิดในใจว่าเออร์วินจะสอนอะไรให้เขาจึงตอบไปตามตรงว่า

            “ไม่มีครับอาจารย์”

            เออร์วินหันไปพูดกับเจคว่า

            “คุณเจคครับเดี๋ยวรบกวนพาคุณโทมัสไปช่วยงานคุณหน่อยนะครับ”

            “ครับ?” เจคสงสัยว่าตัวเองหูฟาด

            “...” เรเวนพูดอะไรไม่ออก ในขณะที่โทมัสนั้นยืนนิ่งไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เจคถามอีกรอบเพื่อความชัวร์

            “เมื่อกี้อาจารย์พูดว่าอะไรนะครับ”

            “ผมให้คุณเจคพาคุณโทมัสไปช่วยงานคุณไงครับ”

            เจคมองหน้าเออร์วินแล้วก็หันกลับไปมองหน้าโทมัส แล้วก็หันกลับมามองเออร์วินแล้วก็หันกลับไปมองโทมัส แล้วก็หันกลับมามองเออร์วินถามเขาว่า

            “แน่ใจเหรอ?”

            เออร์วินตอบไปสั้นๆ ว่า

            “ครับ”

            เจ้พูดอะไรไม่ออกก่อนจะหันไปมองโทมัสที่ยังดูงงๆ แล้วบอกกับเขาว่า

            “ตามมาสิ” ก่อนจะหมุนตัวเพื่อกลับไปทำงานต่อให้เสร็จ แต่เออร์วินพูดว่า

            “เดี๋ยวก่อนครับคุณเจค”

            เจคหยุดแล้วหันหน้ามา

            “ครับ?”

            เออร์วินมองไปยังสิ่งที่เจคทำค้างเอาไว้โดยมีเนียกับแทมมี่กำลังนั่งคุยกันอยู่ใกล้ๆ บอกเขาว่า

            “ผมว่าให้คุณเนียกับคุณแทมมี่ไปเล่นกันดีมั๊ยครับ”

            เจคยิ้มแล้วมองไปทางเด็กสาวทั้งสองก่อนจะพูดว่า

            “ผมก็บอกกับเธอแบบนั้นเหมือนกันครับแต่เนียยืนกรานว่าอยากจะอยู่ทำงานกับทุกคน”

            เออร์วินพยักหน้าแล้วไม่พูดอะไรอีก เจคกลับก็ไปทำงานที่ค้างเอาไว้โดยมีโทมัสเดินตามไปอย่างงงๆ

            “พี่สาวครับเรากลับไปทำงานเดี๋ยวผมจะช่วยด้วย”

            เรเวนมองไปยังงานที่ได้ทำค้างเอาไว้ก็พูดกับเด็กชายว่า

            “นั่นไม่จำเป็น หรอกเพราะว่ามีคนมาทำต่อจนจะเสร็จอยู่แล้ว”

            พูดจบเธอก็ชี้ไปยังงั้นเช่นนั้นพบว่ามีลูกน้องของเจคสองคนมาช่วยทำต่อจนใกล้เป็นรูปเป็นร่าง เรเวนหันไปมองเนี่ยกลับมาช่วยหยิบของให้เจคอีกครั้งก่อนจะแซะเด็กชายว่า

            “ดูเธอจะใจดีกับเด็กคนนั้นมากเลยนะแอบชอบเธอหรอ”

            เออร์วินส่ายหน้าแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาเรเวนจึงหันไปมองโทมัส ที่กำลังจับค้อนด้วยท่าทางแปลกๆ แล้วพลาดตีถูกมือตัวเองจนต้องสะดุ้งโหยงพร้อมร้องโอ้ยออกมา

            “ทำไมเธอต้องดึงโทมัสมาร่วมด้วยทั้งที่ถ้าวางแผนที่จะฆ่าพ่อเขาไม่ใช่เหรอ”

            เออร์วินมองไปยังโทมัสเช่นกันก่อนจะตอบว่า

            “แค่ไว้ชีวิตของขุนนางคนเดียวไม่ได้ทำให้แผนเปลี่ยนไปขนาดนั้นครับ แล้วอีกอย่าง ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากฆ่าขุนนางด้วยซ้ำ”

            เรเวนหันมายิ้มให้เออร์วิน

            “ทำไม? เกิดใจอ่อนรึไง”

            เออร์วินส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า

            “ระยะเวลามันสั้นเกินไปน่ะครับ” เห็นว่าเรเวนไม่พูดอะไรเขาจึงพูดต่อ “หนึ่งในแผนการปฏิรูปของผม คือการสร้างความหวังกับผู้คนให้พวกเขาเชื่อว่าถ้าเขาสู้และดิ้นรนพร้อมกับพัฒนาตัวเองไปด้วยชีวิตพวกเขาจะมีอะไรที่ดีขึ้น เพราะเมื่อประชากรในเมืองเมืองหนึ่งพากันคิดแบบนี้ มันจะกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนและสร้างความเจริญให้กับเมืองครับ และที่ผมต้องการเปลี่ยนระบบการปกครองเป็นแบบรวม ศูนย์โดยการยึดอำนาจคุณนำมาไว้ที่ส่วนกลาง ก็เพื่อเปลี่ยนระบบการสืบทอดตำแหน่งขุนนางไม่ให้เป็นการสืบทอดทางสายเลือดครับ”

            เรเวนก็ถามขึ้น

            “ทำให้สืบทอดทางสายเลือดแล้วจะให้สืบทอดยังไง”

            “การสอบเข้าไงครับที่ผมต้องการสร้างโรงเรียนนั้นก็เพื่อการนี้  ที่ผ่านมาเหล่าขุนนาง หรือพวกชนชั้นสูงมักจะผูกขาดการศึกษา ทำให้ช่องว่างและความเหลื่อมล้ำที่แต่เดิมก็มีอยู่ แล้วให้มันยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิมไปอีก  แต่ถ้าคนทั่วไปสามารถเข้าถึงการศึกษาได้มันจะกลายเป็นรากฐานครับ เพราะการศึกษาสามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้อีกทั้งมันยังทำให้เรามีโอกาสได้ค้นเจอคนที่มีศักยภาพพอที่จะขับเคลื่อนประเทศจากโรงเรียนเหล่านี้ เพียงแต่ว่า อย่างที่บอกไปนะครับว่าระยะเวลามันสั้นเกินไป การจะให้คนที่เพิ่งอ่านออกเขียนได้ไม่กี่ปีมาขับเคลื่อนประเทศ มันเป็นอะไรที่ยากลำบากมากดังนั้นถ้าเป็นไปได้ผมก็ยังไม่อยากจะฆ่าพวกขุนนางตอนนี้ครับ แต่ถ้ารอให้ประเทศพัฒนาไปมากกว่านี้อำนาจของพวกเขาก็คงจะมากเกินจนยุ่งยากยิ่งกว่านี้ เพราะมืออำนาจพวกเขามากขึ้นการจะดึงอำนาจของพวกเขากลับคืนมันจึงเป็นเรื่องยากครับ”

            เรเวนที่ได้ฟังก็พยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่เขาต้อง การจะสื่อ ไม่ว่าจะประเทศไหนในทวีป อาร์เคนัสอำนาจของขุนนางก็เป็นสิ่งที่ต้องจัดการให้ดี ในอีกทางหนึ่งมันมีประโยชน์ในการช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองประเทศ แต่ถ้าจัดการได้ไม่ดีพออำนาจนั้นก็จะกลับมาเล่นงานผู้ปกครองผู้เสียเอง แต่เรเวนกลับสะดุดคำหนึ่งของเขาเข้า

            “เมื่อกี้เธอบอกว่าจะสืบทอดขุนนางผ่านการสอบเข้าสินะ”

            “ใช่ครับ”

            เวลานั้นเรเวนกลับรู้สึกว่านี่มันเป็นเรื่องเหลวไหล ทั้งเพ แต่งตั้งขุนนางด้วย การสอบเข้า เรื่องแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน  แต่ถ้ามันเป็นอย่างงั้นจริงๆ เธอก็มั่นใจได้เลยว่ามันจะต้องเกิดความโกลาหลขึ้นแน่ หากคนสามารถขึ้นมาเป็นขุนนางได้โดยวิธีการสอบมีความเป็นไปได้สูงว่าไม่สิมันเป็นไปได้แน่นอนต่างหาก ที่ผู้คนจะพากันศึกษาและพัฒนาตนเองอย่างเป็นบ้าเป็นหลังโดยเฉพาะผู้คนชนชั้นกลางหรือคนชนชั้นรากหญ้า หรือต่อให้พวกเขาสอบไม่ผ่านแต่ด้วยความรู้ที่เขามีก็สามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตพวกเขาได้ แต่หากจะทำแบบนั้น พวกขุมอำนาจเก่าอย่างพวกขุนนางไม่มีทางยอมเด็ดขาดและวิธีจัดการที่ง่ายที่สุดก็คือการยึดอำนาจจากขุนนางมารวมกันที่ส่วนกลาง

            แต่ถ้าทำแบบนี้ต้องเจอแรงต้านทั้งจากขุนนางที่เป็นฝ่ายตนเองและฝ่ายศัตรู มันทำให้เรเวนอด นึกถึงบารอนเอเดรียน ขึ้นมาไม่ได้เพราะเธอสงสัยว่าแม่ทัพใหญ่ผู้นี้จะทำยังไงถ้ารู้ว่า อำนาจที่ตนมีจะกลายเป็นสิ่งที่สามารถถูกยึดคืนกลับไปได้ทุกเมื่อ

            เสียงร้องโอ้ยๆ พลันดังขึ้นดึงเรเวนตื่นจากภวังค์ความคิด เมื่อเธอหันกลับไปก็พบว่าโทมัสตอกตะปูโดนมือตัวเองอีกแล้ว  


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน