เออร์วินไม่สนใจปฏิกิริยาการตอบสนองของทั้งสามคน เขาพูดกับเจคว่า
“แล้วก็คุณเจคครับรบกวนบอกพวกพ้องของคุณหน่อยนะครับว่าคืนนี้ให้นอนเร็วหน่อยจะได้มีแรงไว้สำหรับพรุ่งนี้”
เจคพยักหน้ารับคำ
“ครับอาจารย์” ก่อนจะมองสิ่งที่พวกเขาได้สร้างในวันนี้แล้วถามด้วยความสงสัยว่า “ว่าแต่ของที่ให้สร้างนี่คืออะไรครับ”
เออร์วินมองตามสายตาของเจคยิ้มแล้วพูดออกมาว่า
“ไอ้นั่นไว้สำหรับฝึกวิ่งปากัวร์ครับ”
“วิ่งปากัวร์?” เจคทวนคำด้วยความสงสัย เรเวนก็หันมามองเขาเช่นกันในขณะที่โทมัสยังดูมึนงงไม่เข้าใจที่เออร์วินพูดเลยแม้แต่อย่างเดียว
“เป็นการวิ่งข้ามสิ่งกีดขวางต่างๆ ครับ ข้อดีของมันก็คือทำให้คุณเคลื่อนไหวได้อิสระแม้ว่าจะอยู่ในสถานที่แบบไหน และที่สำคัญการฝึกวิ่งปากัวร์ยังช่วยพัฒนาการตอบสนองทางคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาด้วยครับ เพียงแต่ว่าการจะวิ่งปากัวร์ได้นั้นต้องมีพื้นฐานร่างกายที่แข็งแรงอยู่พอสมควรซึ่งผมได้ปูมันไว้ให้กับทุกคนในระดับหนึ่งแล้วครับ”
เจคพยักหน้าก่อนจะถามเขาว่า
“แล้วเรื่องการสั่นไหวของมานาล่ะครับ”
“ตอนนี้คุณแค่ทำให้คุ้นชินกับการสั่นไหวของมานาในตัวคุณก่อนครับเมื่อถึงเวลาผมจะบอกเองว่าควรจะฝึกมันยังไงต่อ”
เจคพยักหน้าเข้าใจเออร์วินก็หันไปพูดกับเรเวน
“พี่สาวครับการฝึกวิ่งปากัวร์อาจจะดูเหนื่อยและลำบากกว่าการวิ่งปกติ แต่ถ้าพี่สาวสามารถทำได้ความเร็วในการตอบสนองที่เคยเป็นจุดอ่อนของพี่สาวจะได้รับการแก้ไขแน่นอนครับ”
เรเวนนิ่งไปก่อนจะถามเขาว่า
“แล้วทักษะการต่อสู้ล่ะเมื่อวานนี้ฉันเห็นหุ่นไม้นั่นของเธอเธอก็บอกสองมือแล้วก็สู้เหมือนกับเต้นรำไปด้วยนั่นก็เป็นทักษะการต่อสู้แบบหนึ่งหรอ”
“อันนั้นเรียกว่ากระบองกาลีครับเป็นศิลปะการต่อสู้รูปแบบหนึ่ง ถ้าพี่สาวสนใจผมสามารถสอนให้ได้นะครับ”
เรเวนถามเขาอีกว่า
“แล้วอาวุธปืนลูกโม่นั่นล่ะพวกฉันจะได้ฝึกด้วยไหม”
เออร์วินยิ้มแล้วตอบเธอว่า
“ได้ฝึกแน่นอนอยู่แล้วครับ” ก่อนจะพูดเหมือนนึกขึ้นได้ว่า “จะว่าไปให้คุณเดซี่มาฝึกด้วยเลยดีกว่า”
เดซี่ที่กำลังเช็ดรูปปั้นอยู่พลันสะดุ้งโหยงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ขนเธอลุกชี้ชันอย่างไม่ทราบวาเหตุก่อนจะพยายามเหลียวมองซ้ายขวาด้วยความระแวง เบธที่อยู่ใกล้ก็ถามด้วยความเป็นห่วงว่า
“เดซี่มีอะไรหรือเปล่า”
เดซี่ตอบทั้งที่ยังคงเหลียวซ้ายแลขวาว่า
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะแต่รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังถูกคนชั่วช้าบางคนเพ่งเล็งอยู่”
เบธเอียงคอด้วยความสงสัยไม่เข้าใจว่าคนชั่วช้าที่เดซี่พูดนั้นหมายถึงใคร
ที่ค่ายทหารตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยง
เหล่าทหารต่างก็มาต่อคิวรับอาหารกันลิลลี่เด็กสาวที่มีหูเป็นสุนัขก็กำลังต่อแถวรับอาหารด้วยความตื่นเต้น ความจริงแล้วเธอไม่จำเป็นจะต้องทานอาหารร่วมกับพวกทหารก็ได้ เพราะถึงยังไงเธอก็สามารถให้คนครัวในวังช่วยเตรียมอาหารมาให้เช่นเดียวกับเจ้าหญิงลิลิธ หรือทำแบบกิลเบิร์ตที่กลับไปทานที่คฤหาสน์ของตนก็ยังได้ แต่เธอก็เลือกที่ทานอาหารร่วมกับพวกทหารในโรงอาหาร
ซึ่งสาเหตุนั้นก็เพราะเธออยากทานอาหารกับมีเรียที่ตอนนี้เหมือนจะกลายเป็นเพื่อนสนิทของเธอไปแล้ว
“ลิลลี่นี่ชอบทานอาหารจังเลยนะ”
มีเรียถามลิลลี่ที่กำลังต่อคิวอยู่ข้างหลังเธอ ความจริงลิลลี่จะทำแบบกิลเบิร์ตก็ได้โดยการกลับไปทานมื้อเที่ยงที่คฤหาสน์ และพ่อของเธอเองก็ต้องการให้เธอทำแบบนั้น แต่เธอกลับบอกว่า ‘จะทำแบบนั้นไม่ได้เพราะนี่คือการฝึกฝน’ แล้วเธอก็มาร่วมทานอาหารกับพวกทหารทุกวัน ทำให้แม้ว่าเธออาจจะถูกมาว่าได้เป็นอัศวินฝึกหัดตั้งแต่อายุยังน้อยเพราะใช้เส้น แต่พวกทหารต่างกลับไม่ได้อคติกับเธอเท่าไรนัก ทั้งยังรู้สึกเป็นมิตรกับเธอไม่น้อย
แล้วตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีใครรู้ที่อคติทางเผ่าพันธุ์ของมีเรียที่มีต่อลิลลี่เหมือนจะถูกลบให้หายไปจนหมดสิ้น เพราะนับวันมีเรียกับลิลลี่กลับยิ่งสนิทสนมกันเรื่อยๆ ปัจจัยส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าทั้งสองคนนั้นมีอายุที่ไล่เลี่ยกัน และนิสัยของลิลลี่ที่มักจะร่าเริงอยู่เสมอและไม่ใช่คนที่คิดเล็กคิดน้อยก็ยิ่งช่วยให้ทั้งสองสนิทกันได้เร็วขึ้น ยิ่งอยู่ด้วยกันมากเท่าไรมีเรียกลับพบว่า นอกจากการที่มีหูกับหางแล้วก็ไม่มีอะไรที่ต่างกับเธอเลย ดังนั้นจึงทำให้มีเรียรู้สึกสงสัยถึงพวกเผ่ามารในนิทานว่าพวกนั้นชั่วร้ายตามที่นิทานบอกไหม
แต่มันไม่ได้หมายความว่ามันจะช่วยลงอคติที่เธอมีต่อตัวเจ้าชายเออร์วินลง แม้ว่าในสายตาเธอนั้นเขาจะดูดีขึ้นมาหน่อยหนึ่งจากการช่วยลิลลี่กับน้องสาวเธอที่ตลาด แต่นั่นไม่ได้ลบสถานะเจ้าชายขยะในสายตาเธอเพียงแค่เปลี่ยนสถานะเจ้าชายขยะเป็นเจ้าชายขยะที่พอมีประโยชน์อยู่บ้าง
ลิลลี่พยักหน้าอย่างหนักแน่น
“อื้ม! ชอบมาก แม่คอยบอกว่าอาหารเป็นสิ่งสำคัญดังนั้นตราบใดที่ยังมีชีวิตจะต้องหมั่นกินให้มากเข้าไว้ แต่รู้ทำไมทั้งพี่ลูซี่และเดซี่กลับกินน้อยมาก”
มีเรียนึกในใจว่า ‘ฉันว่าคงไม่ใช่เพราะพวกเธอกินน้อยหรอกแต่เป็นเพราะเธอกินจุเกินไปต่างหากล่ะ’ ก่อนจะถามด้วยความสงสัยว่า
“แล้วแม่ของเธอตอนนี้อยู่ไหนเหรอ” มีเรียสงสัยเพราะเธอรู้ว่าลิลลี่มีน้องสาวที่ชื่อลูซี่ซึ่งเธอได้เห็นในวันนั้น กับลูซี่พี่สาวที่ลิลลี่มักพูดถึงอยู่บ่อยๆ แต่เธอไม่เคยเล่าเรื่องของแม่เธอให้ฟังเลย
ลิลลี่มีท่าทีเลื่อนลอยก่อนจะตอบว่า
“น่าจะยังสบายดีอยู่ที่เผ่าล่ะมั้ง”
มีเรียรู้สึกผิดที่ถามลิลลี่แบบนั้น แต่ก็พบว่าเพียงพริบตาเดียวลิลลี่ก็กลับมาร่าเริงเหมือนเดิมและยังพูดด้วยท่าทีที่เปี่ยมชีวิตชีวาว่า
“ดีล่ะไว้เดี๋ยวเป็นอัศวินเมื่อไหร่จะกลับไปหาแม่ดีกว่าจะใส่ชุดเการะไปอวดให้แม่ตะลึงไปเลยเมื่อถึงวันนั้นมีเรียก็มาด้วยกันนะ”
มีเรียยิ้มให้ลิลลี่ก่อนจะพยักหน้า
“อื้ม! เมื่อถึงวันนั้นพาไปด้วยล่ะ”
และเมื่อคิวตักอาหารมาถึงลิลลี่เธอก็มองหน้าคนที่ทำหน้าที่ตักอาหารด้วยตาที่เป็นประกายพร้อมกับส่ายหางไปมาแล้วพูดว่า
“ขอเยอะๆ เลยนะคะ”
คนที่ทำหน้าที่ตักอาหารมองหน้าเธอแล้วไม่พูดอะไรก่อนจะตอบด้วยการตักอาหารให้เธอเป็นสองเท่าของคนอื่น แล้วพูดว่า
“ไม่อิ่มก็บอกนะหนูลิลลี่”
ลิลลี่ตอบมาอย่างร่าเริงว่า
“ค่า!” ก่อนจะเดินตามมิเรียไป ทิ้งให้คนที่ตักอาหารมองตามหลังเธอพร้อมกับรอยยิ้ม บนใบหน้าจนต้องให้ทหารที่ต่อคิวถัดจากลิลลี่สะเก็ดเพื่อให้เขาตักอาหารให้ตน
ที่คฤหาสน์ของลอร์ดอาร์เทมิส
กิลเบิร์ตกำลังนั่งทานมื้อเที่ยงคนเดียวเพราะพ่อของเขาไม่ได้อยู่ที่คฤหาสน์ เดิมทีที่เขาเข้าไปเป็นอัศวินฝึกหัดก็เพื่อหาโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับเจ้าหญิงลิลิธ แต่ทว่ามันกลับไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะตั้งแต่แรกเจ้าหญิงก็มักจะทานมื้อเที่ยงร่วมกับบารอนเอเดรียน ไม่เปิดโอกาสให้เขาเข้าไปตีสนิทได้ เมื่อไม่สามารถหาโอกาสทานอาหารร่วมกับเจ้าหญิงได้ ข่าวที่มองว่าตัวเองเป็นถึงลูกหลานของขุนนางก็ไม่มีความจำเป็นที่จะอยู่ทานอาหารร่วมกับพวกทหารหรืออัศวินฝึกหัดคนอื่นๆ
ขณะที่กิลเบิร์ตกำลังทานอาหารอยู่นั้นสมองเขาก็กังวลที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจ้าหญิงลิลิธไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะมีภาพหญิงสาวผมสีดำตาสีม่วงคนนั้นขึ้นมาในหัว ตั้งแต่ที่เขาได้เจอเธอก็ยากที่จะสลัดภาพเธอออกไปจากความทรงจำเขาได้ ทว่าเธอคนนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับเจ้าหญิงลิลิธ จะผูกความสัมพันธ์กับเธอนั้นไม่ง่ายเลย ด้วยความที่เธอมักจะไปไหนมาไหนกับเจ้าชายขยะ ทำให้เขาที่ต้องฝึกเป็นอัศวินฝึกหัดเพื่อหาโอกาสใกล้ชิดเจ้าหญิงลิลิธจึงยากที่จะหาเวลามาเจอกับเธอคนนั้นได้ และบ่อยครั้งที่เขาได้เจอเธอก็มีเจ้าหญิงลิลิธอยู่ในบริเวณนั้นด้วยทำให้เขาไม่สามารถเข้าไปพูดคุยหรือทักทายเพื่อสร้างความสนิทสนมได้ไม่ว่าจะฝ่ายไหนทำให้เขาได้แค่สงวนท่าทีอยู่เฉยๆ
เขาทานอาหารไปก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เขารู้สึกว่าทำไมอะไรหลายๆ อย่าง มันก็ติดขัดไปซะหมด ไม่ว่าจะเจ้าหญิงลิลิธผู้หญิงผมสีดำตาสีม่วงที่เป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าชายขยะ หรือแม้แต่ตัวเจ้าชายขยะเองเป้าหมายการผูกสัมพันธ์ของเขาล้วนไม่บรรลุผลเลย แม้แต่คนเดียว ขนาดเพื่อนที่เป็นลูกหลานขุนนางที่ดูแล้วพบว่าอนาคตไกลก็ดันตายไปเสียดาย กิลเบิร์ตถอนหายใจอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับทานมื้อเที่ยงต่อไป
แต่แล้วก็มีคนวิ่งเข้ามาโดยท่าทีกระหืดกระหอบ กิลเบิร์ตละสายตาจากจานอาหารบน โต๊ะมองไปยังคนที่วิ่งเข้ามาพบว่าเป็นคนใส่ชุดเกราะทั่วทั้งร่าง เป็นหนึ่งในคนที่พ่อของเขาบ่มเพาะเอาไว้ ชายคนนั้นไม่รอให้หายใจทั่วท้องรีบบอกว่า
“คุณชายครับ คุณชายเมื่อกี้ข้าเห็นเจ้าชายขยะเข้าไปในคฤหาสน์ของไวเคานต์โรซาลินด์”
กิลเบิร์ตนิ่งไปทันทีร้องถามว่า
“อะไรนะ!”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะครับคุณชายผมยังเห็น โทมัสเดินตามเจ้าชายขยะกับผู้หญิงเผ่ามารหูสัตว์ออกจากคฤหาสน์ของไวเคานต์โรซาลินด์ครับ”
กิลเบิร์ตที่ได้ยินอย่างนั้นก็กำหมัดแน่น
“หนอยไอ้เจ้าชายขยะนั่นทั้งที่ข้าเป็นฝ่ายเข้าหาแท้ๆ แล้วยังเจ้าหนอนตำราโทมัสนั่นเห็นปกติฝังตัวอยู่แต่ในห้องสมุดแล้วทำไมถึงไปสนิทกับเจ้าชายขยะนั่นได้”
ในบรรดาลูกหลานขุนนางทั้งหมดคนที่กิลเบิร์ตมองว่าพอที่จะเป็นอุปสรรคของตนได้ ก็มีแต่ลูกชายของบารอนเอเดรียน แต่เพราะว่าเขาได้จากเมืองไปไพร์ล็อกทำให้เขามองว่า อยากทางสะดวก เพราะโทมัสที่เป็นลูกชายของไวเคานต์โรซาลินด์มักแสดงออกอยู่เสมอว่า นอกจากหนังสือตำราแล้วก็ไม่แทบจะสนใจอะไรเลย ทำให้คนนี้เป็นม้านอกสายตาของกิลเบิร์ตอยู่เสมอ แต่ละสายตาไปเพียงแค่แว๊บเดียวสองคนนี้กลับไปสนิทกันในขณะที่ความสัมพันธ์ของเขากลับไม่คืบหน้าไปไหน กิลเบิร์ตไม่เข้าใจว่าเขามองพลาดอะไรไปทำไมถึงโดนอีกฝ่ายแซงหน้าในความสัมพันธ์นี้ได้
เขาถามชายคนนั้นว่า
“แล้วรู้ไหมว่าพวกนั้นไปไหน”
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะแต่เห็นพวกเขามุ่งหน้าออกไปจากเขตขุนนาง”
กิลเบิร์ตขมวดคิ้วพึมพำว่า
“ออกไปจากเขตขุนนางแล้วหรอหรือว่าจะไปที่สลัม...”
เมื่อคิดถึงตรงนี้กิลเบิร์ตรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ทำลงไปในวันนั้น หากเขาเลือกที่จะผูกมิตรกับพวกเจคเขาก็อาจสามารถใช้คนพวกนั้นเป็นสะพานในการผูกมิตรกับเจ้าชายขยะแล้วใช้เป็นสะพานต่ออีกทีไปหาเจ้าหญิง
เออร์วินหันไปถามโทมัสว่า
“คนโทมัสครับไม่ทราบว่าบ่ายนี้มีธุระอะไรมั้ยครับ”
โทมัสที่หลงคิดในใจว่าเออร์วินจะสอนอะไรให้เขาจึงตอบไปตามตรงว่า
“ไม่มีครับอาจารย์”
เออร์วินหันไปพูดกับเจคว่า
“คุณเจคครับเดี๋ยวรบกวนพาคุณโทมัสไปช่วยงานคุณหน่อยนะครับ”
“ครับ?” เจคสงสัยว่าตัวเองหูฟาด
“...” เรเวนพูดอะไรไม่ออก ในขณะที่โทมัสนั้นยืนนิ่งไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เจคถามอีกรอบเพื่อความชัวร์
“เมื่อกี้อาจารย์พูดว่าอะไรนะครับ”
“ผมให้คุณเจคพาคุณโทมัสไปช่วยงานคุณไงครับ”
เจคมองหน้าเออร์วินแล้วก็หันกลับไปมองหน้าโทมัส แล้วก็หันกลับมามองเออร์วินแล้วก็หันกลับไปมองโทมัส แล้วก็หันกลับมามองเออร์วินถามเขาว่า
“แน่ใจเหรอ?”
เออร์วินตอบไปสั้นๆ ว่า
“ครับ”
เจ้พูดอะไรไม่ออกก่อนจะหันไปมองโทมัสที่ยังดูงงๆ แล้วบอกกับเขาว่า
“ตามมาสิ” ก่อนจะหมุนตัวเพื่อกลับไปทำงานต่อให้เสร็จ แต่เออร์วินพูดว่า
“เดี๋ยวก่อนครับคุณเจค”
เจคหยุดแล้วหันหน้ามา
“ครับ?”
เออร์วินมองไปยังสิ่งที่เจคทำค้างเอาไว้โดยมีเนียกับแทมมี่กำลังนั่งคุยกันอยู่ใกล้ๆ บอกเขาว่า
“ผมว่าให้คุณเนียกับคุณแทมมี่ไปเล่นกันดีมั๊ยครับ”
เจคยิ้มแล้วมองไปทางเด็กสาวทั้งสองก่อนจะพูดว่า
“ผมก็บอกกับเธอแบบนั้นเหมือนกันครับแต่เนียยืนกรานว่าอยากจะอยู่ทำงานกับทุกคน”
เออร์วินพยักหน้าแล้วไม่พูดอะไรอีก เจคกลับก็ไปทำงานที่ค้างเอาไว้โดยมีโทมัสเดินตามไปอย่างงงๆ
“พี่สาวครับเรากลับไปทำงานเดี๋ยวผมจะช่วยด้วย”
เรเวนมองไปยังงานที่ได้ทำค้างเอาไว้ก็พูดกับเด็กชายว่า
“นั่นไม่จำเป็น หรอกเพราะว่ามีคนมาทำต่อจนจะเสร็จอยู่แล้ว”
พูดจบเธอก็ชี้ไปยังงั้นเช่นนั้นพบว่ามีลูกน้องของเจคสองคนมาช่วยทำต่อจนใกล้เป็นรูปเป็นร่าง เรเวนหันไปมองเนี่ยกลับมาช่วยหยิบของให้เจคอีกครั้งก่อนจะแซะเด็กชายว่า
“ดูเธอจะใจดีกับเด็กคนนั้นมากเลยนะแอบชอบเธอหรอ”
เออร์วินส่ายหน้าแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาเรเวนจึงหันไปมองโทมัส ที่กำลังจับค้อนด้วยท่าทางแปลกๆ แล้วพลาดตีถูกมือตัวเองจนต้องสะดุ้งโหยงพร้อมร้องโอ้ยออกมา
“ทำไมเธอต้องดึงโทมัสมาร่วมด้วยทั้งที่ถ้าวางแผนที่จะฆ่าพ่อเขาไม่ใช่เหรอ”
เออร์วินมองไปยังโทมัสเช่นกันก่อนจะตอบว่า
“แค่ไว้ชีวิตของขุนนางคนเดียวไม่ได้ทำให้แผนเปลี่ยนไปขนาดนั้นครับ แล้วอีกอย่าง ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากฆ่าขุนนางด้วยซ้ำ”
เรเวนหันมายิ้มให้เออร์วิน
“ทำไม? เกิดใจอ่อนรึไง”
เออร์วินส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า
“ระยะเวลามันสั้นเกินไปน่ะครับ” เห็นว่าเรเวนไม่พูดอะไรเขาจึงพูดต่อ “หนึ่งในแผนการปฏิรูปของผม คือการสร้างความหวังกับผู้คนให้พวกเขาเชื่อว่าถ้าเขาสู้และดิ้นรนพร้อมกับพัฒนาตัวเองไปด้วยชีวิตพวกเขาจะมีอะไรที่ดีขึ้น เพราะเมื่อประชากรในเมืองเมืองหนึ่งพากันคิดแบบนี้ มันจะกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนและสร้างความเจริญให้กับเมืองครับ และที่ผมต้องการเปลี่ยนระบบการปกครองเป็นแบบรวม ศูนย์โดยการยึดอำนาจคุณนำมาไว้ที่ส่วนกลาง ก็เพื่อเปลี่ยนระบบการสืบทอดตำแหน่งขุนนางไม่ให้เป็นการสืบทอดทางสายเลือดครับ”
เรเวนก็ถามขึ้น
“ทำให้สืบทอดทางสายเลือดแล้วจะให้สืบทอดยังไง”
“การสอบเข้าไงครับที่ผมต้องการสร้างโรงเรียนนั้นก็เพื่อการนี้ ที่ผ่านมาเหล่าขุนนาง หรือพวกชนชั้นสูงมักจะผูกขาดการศึกษา ทำให้ช่องว่างและความเหลื่อมล้ำที่แต่เดิมก็มีอยู่ แล้วให้มันยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิมไปอีก แต่ถ้าคนทั่วไปสามารถเข้าถึงการศึกษาได้มันจะกลายเป็นรากฐานครับ เพราะการศึกษาสามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้อีกทั้งมันยังทำให้เรามีโอกาสได้ค้นเจอคนที่มีศักยภาพพอที่จะขับเคลื่อนประเทศจากโรงเรียนเหล่านี้ เพียงแต่ว่า อย่างที่บอกไปนะครับว่าระยะเวลามันสั้นเกินไป การจะให้คนที่เพิ่งอ่านออกเขียนได้ไม่กี่ปีมาขับเคลื่อนประเทศ มันเป็นอะไรที่ยากลำบากมากดังนั้นถ้าเป็นไปได้ผมก็ยังไม่อยากจะฆ่าพวกขุนนางตอนนี้ครับ แต่ถ้ารอให้ประเทศพัฒนาไปมากกว่านี้อำนาจของพวกเขาก็คงจะมากเกินจนยุ่งยากยิ่งกว่านี้ เพราะมืออำนาจพวกเขามากขึ้นการจะดึงอำนาจของพวกเขากลับคืนมันจึงเป็นเรื่องยากครับ”
เรเวนที่ได้ฟังก็พยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่เขาต้อง การจะสื่อ ไม่ว่าจะประเทศไหนในทวีป อาร์เคนัสอำนาจของขุนนางก็เป็นสิ่งที่ต้องจัดการให้ดี ในอีกทางหนึ่งมันมีประโยชน์ในการช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองประเทศ แต่ถ้าจัดการได้ไม่ดีพออำนาจนั้นก็จะกลับมาเล่นงานผู้ปกครองผู้เสียเอง แต่เรเวนกลับสะดุดคำหนึ่งของเขาเข้า
“เมื่อกี้เธอบอกว่าจะสืบทอดขุนนางผ่านการสอบเข้าสินะ”
“ใช่ครับ”
เวลานั้นเรเวนกลับรู้สึกว่านี่มันเป็นเรื่องเหลวไหล ทั้งเพ แต่งตั้งขุนนางด้วย การสอบเข้า เรื่องแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน แต่ถ้ามันเป็นอย่างงั้นจริงๆ เธอก็มั่นใจได้เลยว่ามันจะต้องเกิดความโกลาหลขึ้นแน่ หากคนสามารถขึ้นมาเป็นขุนนางได้โดยวิธีการสอบมีความเป็นไปได้สูงว่าไม่สิมันเป็นไปได้แน่นอนต่างหาก ที่ผู้คนจะพากันศึกษาและพัฒนาตนเองอย่างเป็นบ้าเป็นหลังโดยเฉพาะผู้คนชนชั้นกลางหรือคนชนชั้นรากหญ้า หรือต่อให้พวกเขาสอบไม่ผ่านแต่ด้วยความรู้ที่เขามีก็สามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตพวกเขาได้ แต่หากจะทำแบบนั้น พวกขุมอำนาจเก่าอย่างพวกขุนนางไม่มีทางยอมเด็ดขาดและวิธีจัดการที่ง่ายที่สุดก็คือการยึดอำนาจจากขุนนางมารวมกันที่ส่วนกลาง
แต่ถ้าทำแบบนี้ต้องเจอแรงต้านทั้งจากขุนนางที่เป็นฝ่ายตนเองและฝ่ายศัตรู มันทำให้เรเวนอด นึกถึงบารอนเอเดรียน ขึ้นมาไม่ได้เพราะเธอสงสัยว่าแม่ทัพใหญ่ผู้นี้จะทำยังไงถ้ารู้ว่า อำนาจที่ตนมีจะกลายเป็นสิ่งที่สามารถถูกยึดคืนกลับไปได้ทุกเมื่อ
เสียงร้องโอ้ยๆ พลันดังขึ้นดึงเรเวนตื่นจากภวังค์ความคิด เมื่อเธอหันกลับไปก็พบว่าโทมัสตอกตะปูโดนมือตัวเองอีกแล้ว