กำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง]

    SS3_No.2 อุบัติเหตเล็กน้อย

    เช้าวันต่อมา
    เมื่อหลิงเทียนเตรียมตัวเสร็จก็พาเซียงเซียงกับมู่เยี่ยออกไปสำรวจหุบเขาไร้เหวทันที ครานี้ระดับของพวกเขาสูงกว่าแต่ก่อนมากนัก ทำให้การเดินทางค่อนข้างราบรื่นเป็นอย่างมาก จนกระทั่งอยู่เหนือหุบเขาไร้เหวหลิงเทียนอยากจะลองลงไปสำรวจด้านล่าง เขาเชื่อมั่นว่าที่ที่อันตรายที่สุดย่อมต้องมีสิ่งของที่คู่ควรตอบแทนเสมอ
    การไปไล่สังหารจำพวกรากเถาวัลย์เลื้อยในเวลานี้ มันไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาพัฒนาระดับฝีมือก่อนจะโดนส่งไปชั้นต่อไปได้ นั่นเป็นเหตุผลที่เขาต้องหาอะไรมาเสริมพลังให้มากขึ้น ขณะที่หลิงเทียนกำลังมองหาวิธีลงไปด้านล่างอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงของเฮเมราเอ่ยเตือนขึ้นมาผ่านทางแหวนพันธะสัญญา
    "พี่ชายด้านล่างนั่นมีกลิ่นอายพลังที่รุนแรงมาก ทางที่ดีอย่าเพิ่งจะลงไปดีกว่าคะ!!"
    ทว่าเมื่อได้ยินเสียงเตือนของเฮเมราหลิงเทียนกลับยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ราวกับว่าตัวเขาคิดถูกแล้วจริงๆ ภายใต้หุบเขานี่คงต้องมีอะไรซุกซ่อนอยู่เป็นแน่ เขาไม่รอช้าทันทีนำเอาซากรากเถาวัลย์ที่เก็บสะสมมายึดไว้บนยอด แล้วให้เซียงเซียงกับมู่เยี่ยคอยเฝ้าเอาไว้ แม้ว่าภายในชั้นนี้ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวได้
    หากแต่สิ่งมีชีวิตจำพวกรากเถาวัลย์เมื่อถูกสิ่งใดก็ตามสังหาร มันจะสุ่มเกิดตาจุดต่างๆ ไปทั่ว ฉะนั้นแล้วหากเขาลงไปสำรวจด้านล่างโดยไม่มีคนเฝ้าต้นทาง เกิดพลาดพลั้งเสียทีอาจจะกลับขึ้นมาไม่ได้ ถึงแม้ว่าเซียงเซียงจะไม่เห็นด้วยที่ให้หลิงเทียนลงไปสำรวจด้านล่าง แต่นางเองก็ไม่อาจห้ามปรามเขาได้เช่นกัน
    ทันทีที่หลิงเทียนทำการยึดเถาวัลย์เสร็จก็เริ่มทำการลงไปสำรวจ แต่เมื่อเขาลงไปได้สักระยะนึงกลับถูกกลิ่นอายพลังบางอย่างกดดันอย่างหนัก จนทำให้เขาต้องแผ่พลังออกมาต้านทานตลอดเวลา ยิ่งลึกลงไปมากเท่าไหร่พลังก็ยิ่งหนาแน่นและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มเข้าใจบ้างแล้วว่าที่เรียกว่าหุบเขาไร้เหวไม่ใช่เพราะมันไร้จุดสิ้นสุด แต่เป็นเพราะว่าใครก็ตามที่ลงมาที่นี่ไม่สามารถมีชีวิตรอดไปถึงก้นเหวได้
    หลิงเทียนพลางมองสำรวจไปรอบๆ ก็พบรากสมุนไพรจำนวนมาก แม้ว่ารากสมุนไพรพวกนี้จะมีชีวิตแต่เพราะโดนกลิ่นอายพลังพวกนี้กดข่มเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่ ทว่าพวกมันก็ไม่ได้เหี่ยวเฉาลงไปกลับกันมันดูดซับกลิ่นอายพลังพวกนี้เอาไว้ตลอดเวลา หลิงเทียนอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้จึงลองดึงออกมาดูสักต้น พร้อมกับกลืนกินลงไปอย่างรวดเร็ว
    "ฟู่ววว!!"
    "ปัง!!"
    แค่เพียงรากเดียวแต่กลับแผ่กลิ่นอายพลังออกมาอย่างมหาศาล ทำให้หลิงเทียนเลื่อนระดับขึ้นมาหนึ่งขั้น หลังจากที่พลังของเขาหยึดชะงักมาหลายเดือนแล้ว ทำให้หลิงเทียนอดหวาดวิตกกังวลไม่ได้ เพราะรากสมุนไพรพวกนี้มีเยอะพอสมควร ทว่าเพียงแค่รากเดียวกลับเพิ่มพลังให้เขาได้อย่างมหาศาล
    หากฝืนดึงดันลงลึกไปมากกว่านี้อาจไม่มีชีวิตรอดกลับออกมาก็ได้ ก่อนจะไล่เก็บรากสมุนไพรทั้งหมดเข้าแหวนมิติ พลางมองลงไปเบื้องล่างด้วยสายตายากจะคาดเดาอารมณ์ ทว่าในที่แล้วสุดความอยากรู้อยากเห็นภายในใจของเขากลับมีมากกว่า เขาจึงฝืนดึงดันพยายามที่จะไต่ลงไปด้านล่างเรื่อยๆ
    ในเวลานี้หลิงเทียนอัดแน่นพลังทั้งหมดเพื่อต้านทานกลิ่นอายพลังที่รุนแรง และเมื่อเริ่มมองเห็นก้นเหวลางๆ หลิงเทียนรีบใช้เนตรราชันย์ตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ ทว่าสถานที่แห่งนี้แม้แต่เนตรราชันย์ก็ยังไม่อาจตรวจสอบได้ เขาพยายามมองไปรอบๆ ก่อนจะตัดสินใจลงไปก้นเหว
    "!!!?"
    ทันทีที่เท้าของหลิงเทียนแตะพื้นรากเถาวัลย์มากมายก็พุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน หลิงเทียนที่ระวังตัวตลอดเวลาอยู่แล้วเรียกใช้อาวุธเพื่อป้องกันและสังหารมันเฉกเช่นเคย แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อเขาตัดปลายรากเถาวัลย์ปกติจะทำให้โคนรากไม่สามารถโจมตีต่อได้ จากนั้นแค่ทำลายโคนรากพวกมันจะตายทันที
    ทว่าครานี้กลับแตกต่างออกไปเมื่อปลายเถาวัลย์ถูกตัด มันสามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้เพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น ทำเอาหลิงเทียนต้องป้องกันและพยายามฝ่าเข้าไปให้ถึงโคนของมัน และที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือปลายเถาวัลย์พวกนี้ราวกับมีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวมันเอง
    เพราะปลายเถาวัลย์บางส่วนโจมตีบางส่วนทำหน้าที่ป้องกัน อีกทั้งรูปร่างของมันแตกต่างจากที่หลิงเทียนเคยสู้ด้วยมาก่อน เพราะปลายเถาวัลย์พวกนี้เป็นสีดำมีขนาดที่ใหญ่กว่า แถมยังมีหนามแหลมคมเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญก็คือพลังโจมตีกับความเร็วเหนือกว่าที่เขาเคยสู้มา ทำเอาถึงกับตึงมือไปไม่น้อยเลยทีเดียว
    จนกระทั่งผ่านไปราวครึ่งชั่วยามหลิงเทียนเริ่มเหนื่อยหอบจากการต่อสู้ติดพัน เขาทั้งพยายามฝ่าทะลวงเข้าไป และพยายามที่จะหลบหนีแต่กลับทำไม่ได้สักอย่าง ในเวลานี้หลิงเทียนเริ่มที่จะบังเกิดโทสะขึ้นมาเปี่ยมล้น เพราะสู้ก็ไม่ไหวหนีก็ไม่ได้ เนตรราชันย์ก็ตรวจหาโคนเถาวัลย์ไม่ได้ และยังไม่สามารถติดต่อเฮเมรากับนิกซ์ผ่านแหวนพันธะสัญญาได้อีก
    สำหรับหลิงเทียนเขาไม่ได้กลัวตายแต่ที่เกิดโทสะ ก็เพราะว่าไอ้รากเถาวัลย์สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำพวกนี้ ทำราวกับว่าเขาเป็นเพียงของเล่นฆ่าเวลาแก้เบื่อของพวกมัน เพราะทุกๆ การโจมตีแม้จะรุนแรงแต่กลับไม่มีครั้งไหนที่มันเล็งจุดตาย เหมือนพวกมันกำลังดูถูกเขาและรอให้เขาท้อแท้สิ้นหวังหมดอาลัยตายอยาก แล้วค่อยฆ่าทิ้งซะมากกว่า
    เมื่อฟางเส้นสุดท้ายของหลิงเทียนขาดลง
    "คลายผนึก!!"
    สิ้นเสียงของหลิงเทียนในเวลานี้นัยน์ตาซ้ายของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงมีอักขระของดวงเนตรอสูรผสานด้วย ส่วนนัยน์ตาขวาเป็นสีฟ้ามีวงสีดำขึ้นมาหกวง แลดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก ตอนนี้หลิงเทียนได้เปิดใช้งานพลังของจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลาย ทั้งพลังในการฟื้นฟูนิรันด์ พลังบิดเบือนมิติ และดวงเนตรอสูร และพลังทำลายล้างออกมาพร้อมกัน ทั้งยังปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาเกินขีดจำกัด
    แต่ในคราวนี้พลังที่ถูกใช้ผ่านร่างกายระดับอนันต์ชั้นปกครอง ทำให้ร่างกายของเขาสามารถรองรับพลังมหาศาลได้ และใช้งานมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ แตกต่างจากครั้งที่แล้วที่ทำเอาเขากลายเป็นคนพิการไปหลายเดือน หากไม่ได้คู่หมั้นอย่างเซียงเซียงที่พาเขาหลบหนีจากศัตรู ทั้งยังนำพากลุ่มออกไปไล่ล่าอสูรจำนวนมากเพื่อมารักษา เขาคงไม่มีวันกลับมาเดินได้อีกครั้งเป็นแน่ เมื่อหลิงเทียนรู้สึกถึงพลังที่เอ่อล้นออกมาเขายกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ
    ก่อนจะอัดคลื่นพลังกระแทกเถาวัลย์ทั้งหมดจนขาดกระจายไปในพริบตา กระทั่งเนตรราชันย์ของเขาที่ตอนแรกไม่สามารถตรวจสอบพื้นที่รอบๆ ได้ พลันเห็นทุกอย่างชัดเจน พร้อมกับร่างที่พุ่งไปยังโคนรากเถาวัลย์ด้วยความรวดเร็วที่เหนือกว่าเดิมหลายเท่าตัว แต่ทว่า..........
    "ตู้มมมมม!!!!"
    ด้วยความที่นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เขาคลายผนึกออกมา เพราะก่อนหน้านี้หลิงเทียนไม่กล้าคลายผนึกพลังออกกลัวจะซ้ำรอยเดิมอีก แต่เพราะตอนนี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินบวกกับโทสะที่มากล้นของเขาจึงได้ใช้มัน ทว่าพลังที่เต็มเปี่ยมอย่างสมบูรณ์แบบนั้น มันกลับทำให้การพุ่งตัวไปที่โคนเถาวัลย์เลยไปไกลมาก จนไปชนเข้ากับโขดหินตรงหน้าผาอย่างเต็มแรง
    หลิงเทียนถึงกับต้องสะบัดหัวไล่ความมึนงงออกไป ก่อนจะพยายามรวบรวมสติและปรับสมดุลการใช้พลังให้คงที่ พลางมองร่างกายของตัวเองที่บาดเจ็บเล็กน้อยจากการพุ่งชนหน้าผาเล่นๆ ของเขา การต่อสู้ของหลิงเทียนดำเนินไปราวๆ 1 เค่อ [15 นาที] ก็สามารถทำลายโคนรากทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย
    พร้อมๆ กับร่างกายของเขาที่เริ่มจะได้รับผลกระทบจากพลังของจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง จึงต้องรีบผนึกพลังเอาไว้เหมือนเดิมก่อนจะไล่กวาดเศษซากเถาวัลย์ทั้งหมดเข้าไปในแหวนมิติ พลางมองไปรอบๆ อย่างอดเสียดายไม่ได้ เพราะหากดึงดันไปมากกว่านี้เขาอาจจะตายขึ้นมาจริงๆ ก็ได้ ก่อนจะตัดใจแล้วรีบกลับขึ้นไปด้านบน
    หุบเขาไร้เหว
    หลังจากที่หลิงเทียนลงไปสำรวจข้างใต้หุบเขาก็ผ่านมาราวๆ สองชั่วยามแล้ว ทำเอามู่เยี่ยถึงกับนั่งไม่ติดเดินไปเดินมาอย่างเป็นกังวล ส่วนเซียงเซียงเองก็เช่นกันทว่าอาการที่แสดงออกมามีน้อยกว่ามู่เยี่ยมากนัก ทว่าสิ่งที่น่าแปลกใจก็คือรอบๆ ตัวของพวกนางมีเศษซากเถาวัลย์กระจัดกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ต้องบอกก็พอรู้ว่าช่วงเวลาที่หลิงเทียนลงไปใต้หุบเขา พวกนางเองก็ไม่ได้นั่งพักอยู่เฉยๆ เช่นกัน
    "พี่เซียงเซียง พวกเราลงไปตามหลิงเทียนดีหรือไม่!?" มู่เยี่ยที่เป็นกังวลอดไม่ได้ที่จะถามออกมา
    "รออีกครึ่งชั่วยาม" เซียงเซียงเอ่ยตอบเพียงสั้นๆ
    ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยามขณะที่เซียงเซียงเห็นว่าหลิงเทียนยังไม่ขึ้นมาอีก นางจึงตัดสินใจที่จะลงไปตามโดยให้มู่เยี่ยเฝ้าต้นทางเอาไว้ก่อน ทว่าในเวลานั้นเองหลิงเทียนก็โผล่พรวดพราดขึ้นมา ทำให้เซียงเซียงและมู่เยี่ยคลายกังวลใจไปไม่น้อย แต่เมื่อเห็นบาดแผลของหลิงเทียนพวกนางก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ เพราะช่วงสองเดือนที่ผ่านมาแทบจะไม่มีอะไรที่ทำให้หลิงเทียนบาดเจ็บได้เลย
    "หลิงเทียนเจ้าบาดเจ็บได้ยังไง!!" เซียงเซียงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
    "อ่อ!! ไม่มีอะไรหรอกแค่วิ่งชนหน้าผาน่ะ พวกเรากลับไปที่บ้านก่อนแล้วค่อยคุยกันต่อ" หลิงเทียนตอบกลับแบบปัดๆ ทว่ามันกลับทำให้สองสาวสับสนไม่น้อยว่าเขายังสติดีอยู่หรือเปล่า เพราะหน้าผามันอยู่กับที่นิ่งๆ คนที่วิ่งชนหน้าผา ถ้าไม่โง่ก็ต้องบ้าแน่ๆ ก่อนจะจะตามหลิงเทียนกลับไปพลางนึกถึงสาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้ตลอดทาง

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง] ที่คุณอ่าน