ข้าเป็นศิษย์ของพญายมราช

    ตอนที่ 43 นักปรุงโอสถหญิงแห่งนครเนรดี

            เมื่อทั้งสามเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ…อ้อ สองสาวนั้นไม่ต้องห่วง แต่ครามน่าห่วงกว่าเพื่อน ยืนยันจะใส่ชุดเดิม อชิราจึงได้นำเสื้อผ้าที่ลุงวานรฝากมา ออกมาจากกำไรเก็บของที่ข้อมือ ยื่นให้คราม

    “เปลี่ยนเถอะ ชุดเจ้าเก่าหมดแล้ว” อชิราเอ่ย

    ครามเอามือลูบผมตัวเองอย่างขัดเขิน อันที่จริงชุดที่เขาใส่มาตลอด เป็นชุดที่ อิงฟ้าทอให้ เขาเพียงใช้พลังอิทธิซักมันได้ด้วยเวลาเพียงน้อยนิดก็สะอาดแล้ว แต่รอยขาดนี่จนปัญญาจริงๆ จึงรับชุดสีขาว ออกมาจากมือของอชิรา พลันก็เกิดแนวคิดขึ้นมาในหัว และขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน

    เฌอปรางหันไปบอกบ่าวในสำนัก ให้จัดหาห้องให้กับครามและอชิรา และให้เตรียมอาหารให้ด้วย ส่วนตัวเธอขอเวลาอยู่ลำพังสักพัก

            สำหรับอชิราใช้เวลาว่างระหว่างรอทั้งสอง และอาหาร ได้ฝึกการร่ายรำเพลงดาบ พลันนึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นครามรวมพลังอิทธิเข้ากับดาบของเธอในตอนที่สู้กับกลุ่มโจรบนภูเขา และกรณีของเจ้าหอโอสถก็อีก ตอนนี้เธอเป็นนักบำเพ็ญขั้นที่ 5 แล้ว จะทำได้ไหมนะ

            เธอจับดาบด้วยสองมือและยื่นมันออกมาข้างหน้า หลับตารวบรวมสมาธิให้เป็นหนึ่ง ค่อยๆ เคลื่อนพลังอิทธิให้ไปรวมอยู่ที่มือ และย้ายไปที่ดาบ พลันเกิดแสงเรืองรองคล้ายเปลวไฟสีฟ้าเคลือบคลุมใบดาบ พลังงานนั้นดูโลกโชนและวูบไหว

            ฟึ่บ!!! ฟื่บ!!! เฟี้ยว!!!

            ตูม!!!

            พลังสามสายพุ่งเข้าใส่ต้นไม้ โชคดีที่พลังไม่แรงนัก จึงแค่ทำให้ผิวของมันกระเทาะออกไป หากต้นไม้หักขึ้นมา เกรงว่าคืนนี้จะเกิดความโกลาหลเป็นแน่

            อชิรายิ้มระรื่นในทันที เธอเปลี่ยนจากการรำดาบมาเป็นการฝึกเคลื่อนย้ายพลังอิทธิไปมา บัดนี้เธอกลายเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความสามารถในการใช้ทักษะคู่ไปเป็นที่เรียบร้อย

    ด้านเฌอปรางเวลานี้เธอหยุดยืนอยู่หน้าห้องที่เป็นของมารดา ที่นี่เป็นเขตหวงห้าม นอกเหนือจากเจ้าสำนัก และเธอเท่านั้น เธอผลักประตูเข้าไปเบาๆ ใช้พลังสร้างเปลวไฟที่ฝ่ามือ ภาพเขียนของหญิงสาวในท่านั่งพับเพียบ นางหนึ่งมีใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม แววตานั้นช่างอ่อนโยน แขนของเธอโอบอุ้มช่อสมุนไพรหลากหลายชนิด ขนาดของภาพนั้นใหญ่เท่าตัวจริงของมารดา สีที่ใช้วาดนั้นทำมาจากสมุนไพรวิเศษหลากหลายสี ให้ความคนทน ติดทนนาน และมีกลิ่นหอม จวบจนวันนี้

            หลายครั้งที่เฌอปรางทะเลาะกับพ่อ เธอมักจะเข้ามาหลบอยู่ที่นี่ และมักจะนอนขดตัวคุดคู้อยู่ตรงหน้าภาพเขียน จ้องมองแววตาคู่นั้นของแม่ และสูดกลิ่นของสมุนไพร จนกลิ่นเหล่านี้เธอเรียกพวกมันว่า กลิ่นของแม่ 

            เธอจำได้ สมุนไพรเหล่านี้ บิดาเคยเล่าให้ฟังว่าหากจะมอบความหวานซึ้งให้กับแม่ของเจ้า สิ่งนั้นต้องไม่ใช่ดอกไม้ทั่วไป หากแต่ต้องเป็นดอกไม้ที่มีสรรพคุณด้านยาด้วย เธอถึงจะรับ 

            …แล้วทำไมนะ ในเมื่อพ่อรักแม่ขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ส่งเสริมให้ข้าได้เรียนรู้ด้านสมุนไพร…ทำไม

            น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาคู่งามของเฌอปราง โดยที่เธอไม่รู้ตัว เธอสูดลมหายใจลึกๆ 

            “ท่านแม่ วันนี้ข้าสอบวัดความรู้ด้านสมุนไพรด้วยนะ ข้าได้อันดับที่ 11 จะว่าไปแล้วหากตัดชื่อของท่านอาปรมะออกไป ข้าได้อันดับที่ 10 เลยนะ…ท่านแม่ ข้าอยากรู้จังเลยว่าเมื่อก่อนท่านแม่เคยทดสอบความรู้ด้านสมุนไพรได้คะแนนเท่าไร และถ้าหากท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ชีวิตของข้าจะเป็นอย่างไร ท่านแม่คงจะสอนเรื่องสมุนไพรให้กับข้าทุกวัน สอนข้าปรุงโอสถ”

            “เฮ้อ ท่านแม่ ทำไมท่านพ่อถึงไม่อยากให้ข้าเป็นนักปรุงโอสถกันนะ แล้วพรุ่งนี้ข้าจะบอกท่านพ่ออย่างไรดี เรื่องที่ข้ากำลังจะได้เป็นตัวแทนนักปรุงโอสถแห่งนครเนรดี  ท่านแม่หากข้าไม่ได้สอบเลื่อนระดับนักปรุงโอสถในอีก 8 วัน ความพยายามของข้าทั้งหมดจะพังทลาย” เฌอปรางเผลอปล่อยโฮออกมา ในเวลานี้เธออยากจะสอดมือเข้าไปสวมกอดมารดาเธอเสียเหลือเกิน

            ไม่นานนัก มีเสียงเบาๆ ของหญิงรับใช้ดังขึ้น “คุณหนู อาหารพร้อมแล้วค่ะ”

            เฌอปรางรีบเช็ดน้ำตา สูดลมหายใจลึกๆ และเดินลงมาข้างล่าง เห็นครามกับอชิรานั่งรอที่โต๊ะอาหารแล้ว เธอค่อยๆ เดินมานั่ง ซึ่งผิดวิสัยของเธอมาก เธอหันไปเชิญอชิรากับครามทานข้าว แต่ก็ต้องสะดุดกับชุดสีครามของคราม

            นี่เจ้าทำไมยังใส่ชุดสีครามอีก!!!

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นศิษย์ของพญายมราช ที่คุณอ่าน