ชายผู้เป็นแกนนำชะงักนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะยกมุมปากขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม “เจ้าเป็นใครวะ?”
อันเจิงตอบด้วยรอยยิ้ม “ข้าชื่ออันเจิง”
เพียงเท่านั้นมุมปากที่เคยยกขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียมก็เปลี่ยนมากระตุกด้วยความหวาดกลัวแทน“อัน...คุณชายอัน...”
อันเจิงหัวเราะเบา ๆ“ไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนั้นก็ได้ วันนี้ข้าอารมณ์ดี ไม่อยากอัดใคร พวกเจ้ารวบรวมเงินมาให้ข้าสักหนึ่งร้อยตำลึงแล้วตั้งแต่วันนี้ไปก็เลิกตั้งกระดานหมากต้มตุ๋นคนอื่นแบบนี้ได้แล้ว หากทำได้ก็ไสหัวไปแต่ถ้าทำไม่ได้ ข้าจะช่วยหาวิธีให้เอง คนอย่างพวกเจ้ามันสอนไม่รู้จักจำหรอกทางที่ดีที่สุดก็คือฆ่าทิ้งแบบถอนรากถอนโคน แต่ชีวิตของคนทุกคนมีบิดามารดาเป็นผู้ให้หากข้าฆ่าพวกเจ้า บิดามารดาของพวกเจ้าก็คงจะทนอยู่ได้อีกไม่นานเหมือนกัน”
ชายพวกนั้นไม่กล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว พวกเขารวมเงินกันอยู่นานแต่สุดท้ายก็ได้เพียงเจ็ดสิบถึงแปดสิบตำลึงเท่านั้น “พวกเราไม่มีแล้วจริง ๆเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ท่านรออยู่ที่นี่ก่อน แล้วข้าจะไปยืมมาให้ครบ ดีหรือไม่ขอรับ?”
อันเจิงส่ายหน้า “นักต้มตุ๋นอย่างพวกเจ้าก็อับจนดีเหมือนกันนี่...เอามาครึ่งหนึ่ง”
ชายคนนั้นชะงักอึ้งไปเล็กน้อยไม่เข้าใจว่าอันเจิงกำลังหมายความว่าอย่างไร
อันเจิงหยิบเงินสี่สิบตำลึงมาจากมือของชายคนนั้น “หากเอาเงินของพวกเจ้ามาจนหมดพวกเจ้าก็จะออกไปขโมย ไปปล้น ไปทำร้ายคนอื่นต่อ ฉะนั้นจงใช้เงินที่เหลืออยู่เป็นทุนไปเช่าที่แล้วเปิดร้านที่หน้าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ เรียนรู้ที่จะหากินแบบสุจริตบ้างข้าจะได้เห็นพวกเจ้าทุกครั้งที่เข้าออกสำนัก...อ้อ จริงสิร้านค้ากับพื้นที่หน้าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เป็นของข้าเกือบทั้งหมดข้าจะลดราคาให้ ให้พวกเจ้าได้เช่าที่ที่มีทำเลดีและไม่ว่าอาหารที่เจ้าขายจะอร่อยหรือรสชาติแย่แค่ไหน คนจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็จะไปอุดหนุนจนพวกเจ้าทำการค้าต่อไปได้แน่นอน”
“ขอบคุณคุณชายอัน!”
ชายคนนั้นประสานมือคารวะ“คุณชายอันมีน้ำใจจริง ๆ ข้ายกย่องยิ่งนัก”
อันเจิงโบกมือ “รีบไสหัวไปเถอะขอบอกไว้ก่อนนะ ในเดือนแรกต่อให้รสชาติอาหารจะแย่แค่ไหนข้าก็รับประกันว่าพวกเจ้าจะมีรายได้แน่นอน แต่หากหนึ่งเดือนผ่านไปแล้วอาหารของพวกเจ้ายังไม่อร่อยอีกละก็ ข้าจะไปอัดพวกเจ้าทุกวันวันละสามครั้งหลังอาหารเลยทีเดียว ไม่แน่...อาจมีมื้อดึกร่วมด้วยก็ได้”
ชายพวกนั้นเดินออกไปอย่างรีบร้อนไม่กล้าพูดสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว
อันเจิงวางเงินสี่สิบตำลึงลงในมือของบัณฑิต “เจ้าโง่เอ๊ยเอาเงินพวกนี้ไปพักในโรงเตี๊ยมแล้วรอวันสอบเถอะ หากสอบติดก็อย่าลืมเป็นขุนนางที่ดีด้วยล่ะแต่หากสอบตก ก็ไปเป็นคนทำบัญชีในร้านของเจ้าพวกชั่วเมื่อครู่”
บัณฑิตตอบกลับมา “ข้า...จะทำแน่”
เขาหยิบเงินไปจากอันเจิงแค่หนึ่งตำลึงจากนั้นก็หมุนตัวแล้วเดินจากไปทันที
อันเจิงมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะตะโกนถามไปที่บัณฑิตคนนั้น “เจ้าชื่ออะไร?”
บัณฑิตคนนั้นหยุดเดินแล้วหันกลับมาอีกครั้ง“ข้าชื่อกู้เฉาโถง”
อันเจิงถามขึ้นอีก “เจ้ามาจากที่ใด?”
บัณฑิตตอบกลับไป“จากทางทิศตะวันออกเฉียงใต้”
“ทิศตะวันออกเฉียงใต้ทำสงครามไม่เว้นแต่ละวันประชาชนต้องระหกระเหินไปทั่ว มีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังรวบรวมเงินได้สิบกว่าตำลึงและส่งเจ้าเข้ามาสอบในเมืองหลวงจนได้แต่เจ้ากลับใช้หนึ่งตำลึงในนั้นมาเดิมพันเดินหมากเสียนี่”
กู้เฉาโถงกล่าวทอดถอนใจ“ชาวบ้านรวมเงินได้ทั้งหมดสิบสี่ตำลึงด้วยกันข้าเองก็ขายสมบัติในบ้านจนได้เงินมาอีกสิบห้าตำลึง ตอนนี้ข้ายังไม่ได้แตะต้องเงินสิบสี่ตำลึงของชาวบ้านเลยแม้แต่นิดเดียว ข้าคิดเอาไว้ว่าหากไม่ได้ใช้พวกมัน เมื่อได้กลับบ้านอีกครั้งก็จะนำกลับไปคืนให้ชาวบ้าน แต่ถึงกระนั้น...ความผิดก็ยังเป็นความผิดอยู่ดีไม่ว่าเงินนั้นจะเป็นของข้าเองหรือของชาวบ้านทั้งหลาย ข้าก็ทำผิดอยู่ดี เพราะสมบัติในบ้านที่ข้านำไปขายก็ไม่ใช่ของของตัวข้าเองแต่เป็นสมบัติที่ท่านพ่อท่านแม่ที่ตายไปเก็บรักษาเอาไว้ต่างหาก เดิมทีแค่ขายที่ดินของบรรพบุรุษก็ถือว่าอกตัญญูมากพอแล้วมาตอนนี้ ข้ายังนำเงินเหล่านั้นไปเล่นพนันอีก ถือว่าอกตัญญูสองเท่าเลย”
อันเจิงรู้สึกว่าคนตรงหน้าช่างน่าสนใจเหลือเกิน“ตอนนี้เจ้าอาศัยอยู่ที่ใด?”
“ใต้สะพานหมิงอัน”
อันเจิงถามขึ้นอีก “ราชสำนักจองห้องว่างในโรงเตี๊ยมให้ผู้ที่จะเข้าสอบในครั้งนี้แล้วนี่นาหรือต่อให้โรงเตี๊ยมจะเต็มจริง ๆ ไปพักในโรงเตี๊ยมที่ถูกลงมาหน่อยก็ยังได้ทำไมต้องไปอยู่ใต้สะพานด้วย?”
กู้เฉาโถงตอบ “เพราะข้าเสียดายเงินที่ข้าเลือกเล่นพนันเดินหมากเพราะคิดว่าตัวเองสามารถชนะได้ ข้ารู้ดีว่าส่วนมากการเดิมพันแบบนี้เป็นเพียงกลลวงเท่านั้นแต่นอกจากความใฝ่เรียน ข้าก็รักในการเดินหมากด้วย ดังนั้นข้าจึงคิดว่าตัวเองสามารถเอาชนะได้”
อันเจิงชี้ไปที่เสี่ยวชีเต้า“น้องชายข้ายังขาดอาจารย์อยู่ เจ้ามาทำงานกับข้าไปก่อนก็แล้วกันอย่างอื่นข้าสอนเขาเองได้ แต่ข้าสอนเขียนอ่านให้เขาไม่ได้ ข้าจะรับผิดชอบเรื่องที่อยู่กับอาหารในแต่ละวันให้เองและทุกเดือนข้าจะมีค่าตอบแทนให้เดือนละสิบตำลึง เป็นอย่างไร สนใจหรือไม่?”
กู้เฉาโถงส่ายหน้า “ไม่ได้”
อันเจิงถามขึ้น “ทำไม?”
กู้เฉาโถงตอบกลับมา “มันมากเกินไปมีอาหารกับที่พักให้ก็พอแล้ว ข้าไม่รับเงินค่าตอบแทนข้าเห็นว่าน้องชายท่านแลดูมีสง่าราศี ไม่แน่อนาคตอาจกลายเป็นมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้แค่ได้สอนเขาก็ถือเป็นวาสนาของข้าแล้ว”
อันเจิงถามต่อไป “เจ้าดูดวงเป็นด้วยรึ?”
กู้เฉาโถงพยักหน้า “ข้าชอบอ่านตำรา ตำราทุกประเภทเลยข้าจึงพอจะรู้เรื่องการดูฮวงจุ้ยอยู่บ้าง แต่ตำราพวกนั้นมักจะเขียนเรื่องเกินจริงเสมอดังนั้นนี่อาจเป็นเพียงเรื่องโกหกก็ได้”
อันเจิงหลุดหัวเราะออกมา“เจ้าเองก็ถือเป็นคนที่เด็ดขาดและตรงไปตรงมาดี เจ้าหาทางไปที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เถิดแล้วบอกกับผู้เฒ่าฮั่วที่คุมประตูว่าข้าเป็นคนให้เจ้าไปเอง ข้าชื่ออันเจิงต่อไปเจ้าก็ย้ายไปอยู่กับข้าได้จนกว่าจะสอบเสร็จ”
กู้เฉาโถงโค้งตัวลงเล็กน้อย “ขอบใจมาก”
ตู้โซ่วโซ่วเดินเข้ามากล่าวทอดถอนใจใกล้ๆ “เจ้ามันใจดีเกินเหตุจริง ๆ คนแบบนี้ถูกหลอกเพราะซื่อเกินไป ให้เขาได้รับบทเรียนบ้างจะได้จำประสบการณ์ในครั้งนี้เอาไว้”
อันเจิงตอบกลับไป “เสี่ยวชีเต้าขาดอาจารย์อยู่พอดีข้าสอนเขาฝึกพลังวัตรได้ แต่เรื่องสอนเขียนอ่านข้าไม่ไหวจริง ๆ หนอนตำราคนนั้นดูใช้ได้เลี้ยงเอาไว้ก็ไม่เสียหายอะไร”
ตู้โซ่วโซ่วเบะปาก “คนบางพวกชอบเก็บเงินบางคนชอบเก็บของ และบางคนก็ชอบเก็บขยะ ทว่าเจ้ากลับชอบเก็บคนเสียอย่างนั้นวันก่อนก็เก็บหลางจิ้งกลับไปคนหนึ่งแล้ว ตอนนี้ก็เป็นกู้เฉาโถงอีกต่อไปยังจะเก็บอีกกี่คนล่ะเนี่ย”
อันเจิงส่ายหน้า “เจ้าต่างหาก คนที่ควรถูกเก็บ...”
ตู้โซ่วโซ่วระเบิดเสียงหัวเราะขึ้น“บิดาเจ้าสิ”
อันเจิง ตู้โซ่วโซ่วกับเสี่ยวชีเต้าเดินเที่ยวกว่าครึ่งวัน จนเมื่อเสี่ยวชีเต้าจำสถานที่ต่าง ๆ ได้ทั้งสามจึงเข้าไปกินอาหารกลางวันในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง จากนั้นอันเจิงก็ให้ตู้โซ่วโซ่วส่งเสี่ยวชีเต้ากลับสำนักไปส่วนตัวเขาเองกลับเดินทางไปที่โรงจวี้ฉ่างต่อ
ตอนนี้อันเจิงกลายเป็นแขกคนสำคัญของโรงจวี้ฉ่างไปเสียแล้วหรือในบางความหมาย เขาไม่ถือเป็นแขกแล้วด้วยซ้ำ ดังนั้น คนเฝ้าประตูหน้าโรงจวี้ฉ่างจึงกล่าวทักทายอันเจิงมาแต่ไกลอันเจิงพูดหยอกล้อกับคนเฝ้าประตูทั้งหลายเล็กน้อย ก่อนจะไปพบกับจางอี้ฟู
ผู้ดูแลจางอี้ฟูทำงานในโรงจวี้ฉ่างมากว่าห้าสิบปีแล้วเขาได้รับความเคารพและให้เกียรติมาก เพราะในตอนแรกมีเขาเข้ามาช่วย โรงจวี้ฉ่างจึงมีชื่อเสียงโด่งดังและยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ เฉกเช่นทุกวันนี้
เมื่อเห็นว่าอันเจิงมาจางอี้ฟูก็รีบลุกขึ้นยืน “ข้ากำลังกลุ้มใจอยู่เลยเจ้าที่เป็นแสงแห่งความหวังมาได้เวลาพอดีเชียว”
ชายชราดีกับอันเจิงมากทั้งยังคุยกันได้ถูกคอและชอบอะไรเหมือน ๆ กันอีก เขาถือว่าอันเจิงเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งสหายที่คบกันโดยไม่สนใจเรื่องอายุที่แตกต่างก็คงจะเป็นเช่นนี้ล่ะนะ
“เป็นอะไรไป?” จางอี้ฟูลากอันเจิงเข้าไปในห้อง ก่อนอันเจิงจะปรับตัวกับแสงที่ค่อนข้างน้อยภายใน
“ของพวกนี้...เป็นของที่หลงเหลือจากสงครามในตำหนักวิหารสวรรค์เมื่อครั้งที่ผ่านมามันเป็นหินที่หุ้มปีศาจหินตนนั้นเอาไว้น่ะ หินนี่แข็งแรงทนทานมากนอกจากอาวุธระดับสีม่วงก็ไม่มีสิ่งใดสามารถทำลายมันได้อีก แม้แต่ยอดฝีมืออย่างท่านอ๋องทานซงออกโรงด้วยตนเองโดยการฟันดาบหลิวเฟิงซึ่งเป็นดาบวิเศษระดับสีม่วงลงไปก็ยังทิ้งเอาไว้เพียงรอยดาบเล็กน้อย แต่ไม่อาจผ่ามันออกจากกันได้แค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าหินนี้แข็งแกร่งมากขนาดไหน หลังสงครามในครั้งนั้นเพราะไม่มีใครให้ความสำคัญกับเศษหินพวกนี้ ข้าจึงหาโอกาสนำพวกมันกลับมาด้วย”
จางอี้ฟูพูดพลางมองไปที่หินเหล่านั้น“เดิมที ข้าคิดว่าหากทำเสร็จ อย่างน้อยนี่ก็คงจะถือเป็นชุดเกราะระดับสีทองชิ้นหนึ่งหากนำไปขายต้องได้ราคาดีแน่ แต่ตอนนี้ปัญหาของเราก็คือเราไม่อาจตัดแต่งอะไรมันได้เลย หินพวกนี้แข็งแกร่งเกินไปของธรรมดาจึงไม่อาจผ่าพวกมันออกจากกันได้ แล้วเราก็หาของวิเศษระดับสีม่วงมาไม่ได้ด้วยจึงไม่อาจสร้างชุดเกราะอย่างที่ตั้งใจได้”
อันเจิงพูดขึ้น“ก็ไม่จำเป็นว่าต้องผ่ามันด้วยของวิเศษระดับสีม่วงเท่านั้นหรอกหากเป็นปรมาจารย์ด้านการหลอมสร้างอาวุธละก็ แค่ใช้เตาหลอมอาวุธระดับสีม่วงก็พอแต่ข้าคิดว่า ในแผ่นดินต้าเยี่ยนคงไม่มีปรมาจารย์ด้านการสร้างอาวุธที่เก่งกาจถึงเพียงนั้นแน่”
จางอี้ฟูกล่าวทอดถอนใจ “นั่นน่ะสิ ของดีเช่นนี้จึงต้องถูกทิ้งเอาไว้ให้เสียของ”
อันเจิงกล่าวระคนหัวเราะ “ไม่เสียของหรอกเอาแบบนี้เถอะ...ข้าจะนำของนี่กลับไปด้วย แล้วจะวางเงินเอาไว้ในโรงจวี้ฉ่างจำนวนหนึ่งแสนตำลึงถือว่านั่นเป็นเงินประกันก็แล้วกัน หากสร้างชุดเกราะระดับสีทองขึ้นมาได้จริง ๆเช่นนั้นก็อย่ายกให้คนอื่นเลย ให้ตู้โซ่วโซ่วเพื่อนรักของข้าเถอะ แต่หากสร้างชุดเกราะไม่สำเร็จก็ถือว่าเงินนี่เป็นเงินชดใช้ก็แล้วกัน”
จางอี้ฟูโบกมือไปมา “เอาของไปเถอะส่วนเรื่องเงินข้ารับไม่ได้เด็ดขาด”
อันเจิงวางเงินลงบนโต๊ะ“ข้าไม่ได้ขาดแคลนเงินเสียหน่อย ความสัมพันธ์ของเราก็เรื่องหนึ่ง ส่วนเรื่องการค้านี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
จางอี้ฟูไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรดีประจวบเหมาะกับจวงเฟยเฟยที่ได้ยินว่าอันเจิงมาเดินมาจนถึงที่หน้าประตูพอดีเมื่อได้ยินดังนั้นนางจึงพูดขึ้น “ผู้อาวุโสจางรับเอาไว้เถอะเขาไม่ได้ขาดแคลนเงินเสียหน่อย สำหรับเขา เงินแค่หนึ่งแสนตำลึงไม่ทำให้ขนหน้าแข้งเขาร่วงหรอกครั้งก่อนพวกเราส่งเงินส่วนมากไปที่ชายแดนจนหมด ตอนนี้โรงจวี้ฉ่างก็กำลังขาดเงินหมุนพอดีนอกจากหินพวกนี้แล้ว ข้าจะมอบข่าวให้เขาอีกอย่าง เท่านี้ก็คุ้มค่ากับเงินหนึ่งแสนตำลึงนี้แล้ว”
อันเจิงพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้าเองก็อยากรู้แล้วเหมือนกันว่าข่าวอะไรที่มีค่าถึงหนึ่งแสนตำลึง”
“ตามข้ามา”จวงเฟยเฟยมองไปที่อันเจิงแวบหนึ่ง จากนั้นก็เดินส่ายสะโพกเบา ๆ ขึ้นไปบนชั้นสองโดยมีอันเจิงเดินตามหลังไปด้วย เขาคิดว่าท่าทางการเดินของหญิงสาว ช่างงดงามน่ามองเหลือเกิน
เมื่อไปถึงชั้นสองจวงเฟยเฟยก็สั่งให้หงหลุนชงชามาให้ทางด้านของหงหลุนเองก็รู้ว่าทั้งสองมีเรื่องสำคัญต้องคุยกัน ดังนั้นเมื่อชงชาเสร็จก็รีบเดินออกไปจากห้องทันที ก่อนจะไป นางยังหันกลับมามองอันเจิงแวบหนึ่งด้วยสายตาที่แลดูประหลาดเหลือเกินอันเจิงเองก็โง่เหลือทน หากเป็นสมบัติวิเศษมองแค่แวบเดียวเขาก็รู้แล้วแต่กับผู้หญิง เขาก็เป็นเพียงคนโง่ที่อ่านสายตาพวกนางไม่ออกเลย
“บอกมาเถอะข่าวอะไรกันที่มีค่าถึงหนึ่งแสนตำลึง” อันเจิงถามออกไป
จวงเฟยเฟยมองดูอันเจิง“หากไม่มีเรื่องทางการค้า หากไม่ใช่เพราะเรื่องจำเป็น เจ้าจะไม่มาหาข้าเลยรึ?”
อันเจิงหดตัวกลับไปทางด้านหลัง “มาสิวันนี้ข้าก็มานี่แล้วไง”
จวงเฟยเฟยหัวเราะเย็นยะเยือก “หากไม่มีธุระเจ้าจะมาจริงหรือ?”
อันเจิงหัวเราะแห้ง ๆ“มาพูดเรื่องข่าวกันดีกว่า”
จวงเฟยเฟยถอนหายใจออกมาก่อนจะพูดขึ้น“ช่วงก่อน เจ้าวานให้ข้าช่วยหาอุกกาบาตมาให้ชวีหลิวซีไม่ใช่รึของนั่นเป็นของวิเศษระดับสีม่วง ดังนั้น ต่อให้จะมีขนาดเล็กเท่าเล็บมือก็มีมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียวการตามหาย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อไม่นานมานี้ข้าได้ข่าวบางอย่างมาจึงรู้ว่าใครมีของสิ่งนั้นอยู่ในครอบครอง...และคนคนนั้น ดูเหมือนเจ้าเองก็ให้ความสนใจไม่น้อยเลย”
“ใครกัน?”
“หลี่ชางหลี่...”
“ข้าเองก็เพิ่งได้ข่าวมาไม่นานนักว่ากันว่า ในตอนนั้นเพราะต้องการจะลอบปลงพระชนม์ราชาและไทเฮาชาวโยวจึงส่งของบรรณาการชั้นดีไปให้ เพื่อให้ราชากับไทเฮาทรงชะล่าใจนั่นเอง มีกล่องอยู่ใบหนึ่งที่ชาวโยวบอกว่ามีสมบัติล้ำค่าอยู่สามชิ้นและในนั้นก็มีสมบัติล้ำค่าถึงสามชิ้นจริง ๆ หนึ่งในนั้นเป็นดาบหลิวเฟิง ซึ่งตอนนี้อยู่ในความครอบครองของไทเฮาไปแล้วส่วนอีกชิ้นก็คืออุกกาบาตที่มีขนาดประมาณนิ้วโป้งเห็นจะได้ซึ่งล้ำค่ามากจนไม่อาจประมาณได้เลยทีเดียว แต่ของชิ้นสุดท้ายข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคืออะไรกันแน่”
“จากข่าวที่ข้าได้รับมา ไทเฮาทรงมอบอุกกาบาตชิ้นนั้นให้หลี่ชางหลี่เป็นผู้ดูแลพระนางทรงต้องการให้เขานำไปขาย แล้วนำเงินที่ได้มาซ่อมแซมตำหนักจิงเซี่ยวต่อให้เสร็จนั่นเองในตอนนั้น หลี่ชางหลี่ไม่ได้มาที่โรงจวี้ฉ่าง แต่เลือกไปที่โรงประมูลอีกแห่งที่ชาวจักรวรรดิต้าซีเข้ามาเปิดในเมืองฟางกู้แทน”
“อุกกาบาตที่มีขนาดเท่านิ้วโป้งเชียวรึหากได้มันมาและใช้มันสร้างเตาหลอมโอสถให้ชวีหลิวซีละก็คาดว่าเตานั้นคงจะอยู่ในระดับเทพเลยทีเดียว”
จวงเฟยเฟยประกายรอยยิ้มออกมา“คงจะมีแต่เจ้าที่กล้าพูดเช่นนี้ เตาหลอมโอสถระดับเทพงั้นรึ...สำหรับนักฝึกโอสถพวกนั้นหากได้รับอุกกาบาตขนาดเท่านิ้วโป้งมาสักชิ้น พวกเขาคงจะเสียสติไปเลยล่ะเพราะขนาดเตาหลอมโอสถที่มีส่วนประกอบของอุกกาบาตเพียงเศษเสี้ยวพวกเขาก็ยังยกย่องว่าเป็นเตาหลอมโอสถระดับเทพเลย แต่สำหรับเจ้าแล้ว คงต้องเป็นเตาหลอมโอสถที่สร้างมาจากอุกกาบาตบริสุทธิ์สินะถึงจะถือเป็นระดับเทพอย่างแท้จริง”
“บอกข้าที ว่าโรงประมูลนั่นชื่ออะไร”อันเจิงถาม
จวงเฟยเฟยถามกลับ “ชื่อชิงไจเจ้าคิดจะไปประมูลจริง ๆ รึ?”
อันเจิงส่ายหน้า “ประมูลไม่ไหวหรอก...หากอุกกาบาตนั่นเป็นของคนอื่นข้าย่อมต้องประมูลตามกฎระเบียบเป็นธรรมดา แต่ในเมื่อเป็นของหลี่ชางหลี่เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องประมูลอีกต่อไป”
จวงเฟยเฟยหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วยื่นไปให้อันเจิง“เจ้าต้องใช้นี่”
อันเจิงกางมันออกในนั้นบันทึกความเคลื่อนไหวล่าสุดของหลี่ชางหลี่เอาไว้ ที่แท้ไม่ใช่แค่เขาที่คอยจับตามองหลี่ชางหลี่อยู่แต่โรงจวี้ฉ่างเองก็จับตามองหลี่ชางหลี่อย่างใกล้ชิดเช่นกัน
“ขอบคุณ” อันเจิงลุกขึ้นและเตรียมจะจากไป
จวงเฟยเฟยถามขึ้น “ที่เจ้ามาครั้งนี้ต้องการจะทำอะไรกันแน่?”
อันเจิงประกายรอยยิ้มกลับไป“ให้พูดความจริงรึ?”
จวงเฟยเฟยพยักหน้ารับ “พูดความจริง”
อันเจิงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนตอบ“แค่อยากมาเยี่ยมเจ้า เพื่อคำว่าพี่สาว”