ฮวาชิงเหยียนจ้องมองจวินมั่วหานเงียบๆนับตั้งแต่จวินมั่วหานฟื้นตัว สิ่งที่เขาชอบทำมากที่สุดก็คืออุ้มนางเดินไปเดินมาไม่รู้ว่าทำไมถึงติดนิสัยประหลาดเช่นนี้
"ท่านมาได้อย่างไร"
ฮวาชิงเหยียนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ แม้ในใจจะยังไม่อยากเชื่อแต่ก็อดที่จะรู้สึกตื่นเต้นลึกๆ ไม่ได้
ต้องรู้ว่าในชาติก่อนของนางการที่พลังจิตสามารถแปรสภาพเป็นรูปธรรมได้นั้นเป็นเรื่องเล่าระดับตำนานเพราะหมายถึงพลังจิตได้ทะลวงผ่านระดับ SSS ขึ้นไปจนถึงระดับราชาแล้ว
"น่าเอ็นดูนัก เหมือนเจ้าไม่มีผิด"
เสียงทุ้มต่ำแฝงความอารมณ์ดีดังขึ้นข้างหูของฮวาชิงเหยียนลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารินตรงใบหูทำให้นางรู้สึกร้อนวูบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เจ้าแมวตัวน้อยยกอุ้งเท้าขึ้นปิดหูราวกับเขินอายท่าทางทั้งตลกและน่าเอ็นดูยิ่งนัก
เสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอดังขึ้นอย่างพึงใจฮวาชิงเหยียนยังไม่ทันได้โกรธ ก็เห็นพลังจิตของจวินมั่วหานค่อยๆแปรสภาพกลายเป็นหมาป่ารูปร่างสง่างามจนทำให้นางตกตะลึง
หมาป่าตัวนั้นรูปร่างกำยำขนสีเทาขาวหนาแน่นดูเงางามและแฝงความคมราวกับใบมีดดวงตาสีม่วงลุ่มลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้งอุ้งเล็บแหลมคมที่เผยออกมาเปล่งแสงเย็นเยียบชวนขนลุกราวกับตวัดเพียงครั้งเดียวก็สามารถฉีกร่างศัตรูเป็นชิ้นๆ ได้
กลิ่นอายอันแข็งแกร่งนั้นทำให้ใครที่มองเห็นต่างรู้สึกพรั่นพรึง
พลังจิตนั้นราวกับเป็นภาพสะท้อนของตัวจวินมั่วหานแต่เมื่อหมาป่าตัวนั้นเห็นแมวตัวน้อย ก็พลันเก็บกลิ่นอายอันดุดันทันทีอุ้งเล็บก็หดกลับ ใช้อุ้งเท้าอุ้มแมวตัวน้อยมากอดแนบอก
แมวตัวน้อยนั้นกลับตรงกันข้ามกับฮวาชิงเหยียนโดยสิ้นเชิง ทั้งขี้เล่นทั้งออดอ้อน เอาหัวไปถูคอหมาป่า แล้วหยอกล้อกับมันอย่างร่าเริง
จวินมั่วหานมองภาพเบื้องหน้าอย่างพึงพอใจแล้วยื่นหน้าแนบชิดแก้มนวลของฮวาชิงเหยียนพลางกล่าว "พักผ่อนเถิดวันหลังจะให้เจ้าเล่นอีก"
มุมปากฮวาชิงเหยียนกระตุกทันทีทำไมฟังดูเหมือนนางเป็นฝ่ายงอแงเองอย่างนั้นเล่า!
แมวที่ทำท่ายกอุ้งเท้าปิดหูนั่นไม่มีทางเป็นพลังจิตจำแลงของนางแน่มันน่าอายเกินไป และไม่เหมาะกับภาพลักษณ์ของนางเลยสักนิด!
ในอดีตนางคือราชินีแห่งสนามรบ!จะเป็นแมวตัวเล็กที่ดูไม่มีพิษสงได้อย่างไรกัน!
เมื่อคิดดังนั้น ฮวาชิงเหยียนก็รีบถอนพลังจิตกลับเพื่อไม่ให้ต้องอับอายมากไปกว่านี้ทันที
จวินมั่วหานจ้องมองนางด้วยแววตาเอ็นดูเต็มเปี่ยม
ฮวาชิงเหยียนรู้สึกร้อนวูบไปทั้งใบหน้าจึงถลึงตาใส่เขาแล้วเอ่ยอย่างเคืองๆ ว่า "มองอะไรของท่านรีบเข้านอนเสียที!"
ทันทีที่พูดจบ นางก็หลับตาลงทันทีความตื่นเต้นจากการที่พลังจิตแปรเป็นรูปธรรมได้ในตอนแรกบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความหงุดหงิดจนหมดสิ้น
ทั้งหมดนี้ต้องโทษจวินมั่วหาน! เป็นเพราะเขาอยู่ใกล้นางเกินไปนางจึงละทิ้งความแข็งกร้าวที่เคยมีโดยไม่รู้ตัวพอจวินมั่วหานช่วยปรับกระแสพลังจิตให้นางพลังจิตของนางก็เลยทะลุผ่านและแปรสภาพในสภาพที่ผ่อนคลายเกินไปจนกลายเป็นเจ้าแมวน้อยไร้พิษสงนั่นน่ะหรือ...
ฮวาชิงเหยียนถึงกับอยากระบายความหงุดหงิดออกมา
ด้านจวินมั่วหานก็มองแก้มนวลที่พองน้อยๆ ของนางด้วยความเอ็นดูไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่รู้จักพอ อยากจะมอบทุกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่สตรีตรงหน้า
แค่นั้นยังไม่พอ เขาอยากให้นางอยู่ข้างกายเขาตลอดเวลาเพียงห่างกันไปครู่เดียว ก็รู้สึกคิดถึงจนทนแทบไม่ไหว
ก่อนจะได้พบกับฮวาชิงเหยียนจวินมั่วหานไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีสตรีคนใดที่เขายอมยกให้มีค่ายิ่งกว่าชีวิตของตนเอง
รุ่งเช้าวันถัดมา
เมื่อฮวาชิงเหยียนตื่นขึ้นมาก็พบว่าจวินมั่วหานจากไปแล้วส่วนเซี่ยจู๋กับเสี่ยวเหมยยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
เซี่ยจู๋เอ่ยว่า "พระชายาเจ้าคะเสี่ยวเหมยก็ทะลวงถึงระดับหลอมปราณขั้นเก้าแล้วนะเจ้าคะ หากขยันอีกหน่อยคงจะทะลวงไปถึงขั้นก่อแก่นปราณได้แน่ๆ เจ้าค่ะ"
เซี่ยจู๋ทะลวงถึงระดับหลอมปราณขั้นเก้าได้ตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนส่วนเสี่ยวเหมยเพิ่งทะลวงถึงระดับเดียวกันได้เมื่อคืน หากเป็นเมื่อก่อนพวกนางซึ่งเป็นเพียงสาวใช้ไร้พรสวรรค์ด้านการฝึกตนต่อให้สามารถทะลวงถึงระดับหลอมปราณขั้นสี่หรือห้าได้ ก็ถือว่าน่าชื่นชมและเป็นโชควาสนาใหญ่หลวงแล้ว แต่ตอนนี้ หลังจากที่ดื่มโอสถที่ฮวาชิงเหยียนให้มา เพียงแค่ครึ่งปีทั้งคู่ก็สามารถทะลวงไปถึงระดับหลอมปราณขั้นเก้าได้หากโชคดีอาจไปถึงระดับก่อแก่นปราณได้จริงๆซึ่งเทียบเท่ากับเหล่าบุตรหลานตระกูลใหญ่ผู้มีพรสวรรค์เลยทีเดียว
เซี่ยจู๋กับเสี่ยวเหมยต่างไม่รู้จะพูดขอบคุณอย่างไรดีสิ่งที่พวกนางทำได้ก็คือภักดีให้มากขึ้นและปรนนิบัติฮวาชิงเหยียนให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
ฮวาชิงเหยียนไม่รู้สึกแปลกใจอะไร เพียงสั่งให้ทั้งคู่มุ่งฝึกตนต่อไป
เมื่อพูดถึงเรื่องการฝึกตนฮวาชิงเหยียนพลันนึกถึงพี่ชายของนางและหวงฝู่เย่ว์ขึ้นมา
หวงฝู่เย่ว์กล้าหลอกลวงพี่ชายของนางนางจะปล่อยให้สตรีนางนั้นลอยนวลได้อย่างไร!
เมื่อนึกย้อนไปถึงครั้งแรกที่นางได้เห็นหวงฝู่เย่ว์สตรีนางนั้นแสดงท่าทีสูงส่งดั่งไม่แตะต้องเรื่องของโลกมนุษย์ทั้งยังดูห่างเหินจากผู้คนรอบข้างกระทั่งเวลามองนางกับพี่ชายแววตายังแฝงความหยิ่งทะนงอย่างไร้เหตุผลฮวาชิงเหยียนนึกพลางหรี่ตาลงเล็กน้อย
เมื่อคิดถึงเรื่องในอดีตหวงฝู่เย่ว์ก็แค่เห็นว่าจวนตระกูลใหญ่อย่างตระกูลฮวาเริ่มจะตกต่ำจึงรีบหาข้ออ้างถอนหมั้นกับพี่ชายของนางซ้ำยังมีส่วนทำให้เขาต้องถูกลอบทำร้ายอีกด้วย
พูดถึงเรื่องนั้น ผู้ที่มีส่วนในเหตุลอบทำร้ายปีนั้นอย่างจ้าวหลิงเฟิงตอนนี้กลายเป็นเจ้าชายนิทราไปแล้ว ส่วนคนอื่นๆที่เกี่ยวข้องก็ควรจะต้องสืบให้ชัดเจนเสียที
ฮวาชิงเหยียนจดจำเรื่องเหล่านี้ไว้ในใจหลังกินมื้อเช้าเสร็จก็ไปนั่งร่วมฟังการสอนของชีอวิ๋น
เมื่อเห็นชีอวิ๋นยืนอยู่หน้าชั้นเรียนอย่างมั่นใจแม้ไม่แสดงอำนาจออกมาตรงๆ แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจของผู้สอนเขาอธิบายเรื่องทฤษฎีการสร้างกำไลเวทได้อย่างชัดเจนและสง่างามทำให้ฮวาชิงเหยียนอดยิ้มชื่นชมไม่ได้
ตอนพบชีอวิ๋นครั้งแรก เขายังอ่อนแอ ขี้กลัว และใกล้จะสิ้นลมเต็มทีแต่ตอนนี้เขากลับมีบุคลิกสง่างามไม่แพ้ฉินต้วน ความสงบนิ่งและความมั่นใจเพิ่มขึ้นทำให้เขาน่ามองอย่างยิ่ง
หากตอนนี้ชีอวิ๋นออกไปข้างนอกไม่รู้ว่าตระกูลใหญ่ทั้งหลายจะพากันแย่งชิงเขาขนาดไหนเพียงแต่ฮวาชิงเหยียนไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงครอบครัวของตนเองเลยจึงไม่รู้ว่าทางบ้านของเขาจะภูมิใจในตัวเขาหรือไม่
แต่ไม่ว่าอย่างไร พอได้เห็นชีอวิ๋นในตอนนี้ฮวาชิงเหยียนก็วางใจลงอย่างสิ้นเชิง นางจึงจากไปเงียบๆ
ชีอวิ๋นเห็นฮวาชิงเหยียนจากไปก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้แต่แล้วก็กลับไปสอนเรื่องหลักการสร้างกำไลเวทต่ออย่างคล่องแคล่ว
ระหว่างทางที่ฮวาชิงเหยียนกำลังจะไปหาฮวาเฮ่าเย่ว์นางบังเอิญเดินผ่านทางเล็กๆและได้ยินหวงฝู่เย่ว์กับหลิ่วอี้เฟิงกำลังโต้เถียงกันอยู่ไม่ไกล
ฮวาชิงเหยียนเปิดโหมดล่องหนของกำไลแล้วเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้อย่างเงียบเชียบทันที
เพียงได้ยินเสียงหลิ่วอี้เฟิงเอ่ยด้วยความเดือดดาล "เย่ว์เอ๋อร์ เจ้าจะสมรสกับฮวาเฮ่าเย่ว์จริงๆ หรือเจ้าเคยบอกข้าว่าพอได้ตำรับโอสถกับวิธีสร้างระเบิดเพลิงผลาญและกำไลเวทแล้วเจ้าจะไม่ยุ่งกับเขาไม่ใช่หรือ!"
แววตาฮวาชิงเหยียนพลันเย็นเยียบ ก่อนจะเปิดระบบบันทึกเสียงโดยไม่ลังเล
หวงฝู่เย่ว์กล่าวเสียงราบเรียบเย็นชา "ฮวาเฮ่าเย่ว์ในตอนนี้ไม่ว่าจะด้านใดก็ตรงตามที่ข้าต้องการพรสวรรค์ของเขาสูงกว่าข้า ทั้งยังมีฮวาชิงเหยียนคอยสนับสนุน อนาคตไร้ขอบเขตการแต่งกับเขาไม่มีอะไรเสียหายซ้ำยังช่วยให้ข้าเข้าถึงตำรับโอสถกับวิธีสร้างกำไลเวทได้ง่ายขึ้นอีกด้วย"
หลิ่วอี้เฟิงดูเหมือนจะรับคำพูดของหวงฝู่เย่ว์ไม่ได้ใบหน้าเขาบิดเบี้ยวอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะตวาดเสียงดัง "เจ้าหลงรักฮวาเฮ่าเย่ว์แล้วใช่หรือไม่!ถึงขั้นวางแผนวางยาให้เขาต้องรับผิดชอบเจ้า เจ้าเคยหลอกให้ข้าช่วยเจ้าเป็นคู่หมั้นของข้านะ! เจ้าไปหลงรักฮวาเฮ่าเย่ว์ได้อย่างไร แล้วท่านลุงเล่าเขาก็เห็นดีเห็นงามที่เจ้าจะแต่งกับฮวาเฮ่าเย่ว์หรือ!"
หวงฝู่เย่ว์ขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความรำคาญน้ำเสียงก็เริ่มไม่พอใจ "เรื่องหมั้นหมายของพวกเราแค่พูดปากเปล่าไม่เคยแลกสัญญาหมั้นหมายกัน ไม่มีผลอะไรทั้งนั้น ข้ายังต้องไปฝึกตนอีกขอตัวก่อน"
นางไม่คิดจะพูดกับหลิ่วอี้เฟิงอีก พลันหมุนกายจะจากไป แต่หลิ่วอี้เฟิงกลับคว้าแขนของนางไว้แน่น
"เจ้าไปไม่ได้!"
หวงฝู่เย่ว์สะบัดแขนอย่างแรงจนหลิ่วอี้เฟิงเสียหลักล้มลงกับพื้นด้วยพลังฝ่ามือที่แฝงปราณอย่างไม่ออมแรง
หลิ่วอี้เฟิงที่เจ็บปวดทั้งกายและใจดวงตาพลันวาววับด้วยความคลุ้มคลั่ง เขาเงยหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น "หวงฝู่เย่ว์ หากเจ้าไปข้าจะไปบอกฮวาเฮ่าเย่ว์ว่าเจ้าเป็นคนยุยงให้ข้าพาจ้าวหลิงเฟิงกับอิ่นจื่อไป๋ไปลอบทำร้ายเขา!เจ้าเป็นคนบอกให้ข้าทำลายเขาเสีย เขาจะได้ไม่มีหน้าไปตามตื๊อเจ้า!"
สีหน้าของหวงฝู่เย่ว์เปลี่ยนไปทันที ดวงตาเย็นเยียบแฝงไอสังหาร "คิดจะทำอะไร!"
หลิ่วอี้เฟิงที่ไม่ทันสังเกตแววสังหารในดวงตาของหวงฝู่เย่ว์ได้ใจยิ้มเยาะพลางพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำหยาบช้า "เจ้ามานอนกับข้าสักคืนสิแล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป เจ้านึกว่าข้ารักเจ้ามากนักหรือ เจ้าใช้ข้าแล้วก็เตะข้าทิ้งช่างฝันได้สวยงามนัก ข้าแค่อยากเหยียบเจ้าให้จมดินให้ความเย่อหยิ่งทั้งหมดของเจ้าพังทลายลงเท่านั้น ช่างเถิด เจ้าจะยอมหรือไม่หากยอม ข้าก็จะถือว่าตัวเองสาแก่ใจแต่ถ้าไม่...ก็รอให้ฮวาเฮ่าเย่ว์กับฮวาชิงเหยียนมาล้างแค้นเจ้าก็แล้วกัน!"
สีหน้าของหวงฝู่เย่ว์พลันมืดครึ้มลงความเย็นยะเยือกในแววตาเข้มขึ้นกว่าเดิม
เพียงครู่เดียว แววสังหารนั้นก็หายไปแทนที่ด้วยรอยยิ้มบางเยือกเย็นนางพูดเสียงเรียบ "ก็ได้ แค่นอนด้วยกันสักคืนไม่เห็นจะเป็นไรไปสิ"
เมื่อหลิ่วอี้เฟิงได้ยินคำตอบ ดวงตาก็เต็มไปด้วยความลำพองใบหน้าแสดงความดูถูกอย่างชัดเจนเขารีบลุกขึ้นแล้วลากหวงฝู่เย่ว์ตรงไปยังเรือนพักของตนทันที
เขาพูดจาเย้ยหยันตลอดทาง ทั้งยังดูถูกนางสารพัดพูดว่าตัวเองคงตาบอดแน่ๆ ที่เคยคิดว่าหวงฝู่เย่ว์บริสุทธิ์สูงส่งที่แท้ก็เป็นสตรีไร้ยางอายที่ไม่ว่าใครก็สามารถครอบครองได้ง่ายๆ
ยิ่งพูดยิ่งสะใจเขายังหัวเราะพลางกล่าวว่าแค่คิดถึงตอนฮวาเฮ่าเย่ว์ถูกสวมเขาเขาก็รู้สึกสะใจยิ่งนัก
หวงฝู่เย่ว์ไม่แสดงสีหน้าใดๆปล่อยให้เขาเอ่ยคำเหยียดหยามไปเรื่อยอย่างไม่ไยดี
เมื่อมาถึงในห้อง หลิ่วอี้เฟิงไม่รอช้า รีบดึงนางขึ้นเตียงทันทีจูบซุกไซ้ราวกับสัตว์ป่า ทว่าเมื่อเขาโน้มตัวลงและเห็นโลหิตสีแดงซึมออกมาดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
"ฮวาเฮ่าเย่ว์...ไม่เคยแตะต้องเจ้าหรือ!"